مقدمة
أولُ واجبٍ على الإنسان = مَعرِفَةُ الإلهِ باستِيقَان
สิ่งที่วายิบ[1]เป็นอันดับแรก สำหรับมนุษย์[2] นั้นก็คือ การรู้จัก[3]พระเจ้า [4]พร้อมด้วยความมั่นใจ
[1] หลักฐานที่บอกว่าวายิบจะต้องรู้จักอัลลอฮ์คือ อายะห์อัลกุรอ่าน
فَاعْلَمْ أَنَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ
ท่านจงรู้เถิด แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์
การรู้จักอัลลอฮ์นั้นเป็นรากฐานของบรรดาสิ่งที่วายิบ เพราะสิ่งที่วายิบต่างๆ จะใช้ไม่ได้ นอกจากจะต้องรู้จักอัลลอฮ์เสียก่อน
[2] มนุษย์ทุกคนซึ่ง มีสติสัมปชัญญะ และบรรลุศาสนภาวะ ซึ่งคำประกาศศาสนาได้ไปถึงเขา ถึงแม้เขาจะเป็นกาเฟรก็ตาม
[3] คำว่า مَعرِفَةُ คือการรู้จัก คือ การเชื่อมั่นโดยเด็ดขาด และตรงกับความเป็นจริง พร้อมด้วยหลักฐาน ดังนั้นถือว่าใช้ไม่ได้สำหรับการ การเชื่อโดยยังมีความสงสัย (شك เชื่อ 50:50 ) หรือ หนักไปทางไม่แน่ใจ ( وهمคือเชื่อน้อยกว่า 50%) หรือเชื่อและค่อนข้างแน่ใจ (ظن เชื่อมากกว่า 50% แต่ไม่เชื่อ เต็มร้อย ) หรือการญาเฮล ถือว่า การเชื่อนั้นใช้ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ถือว่ารู้จัก และเช่นเดียวกัน สำหรับการเชื่อโดยเด็ดขาดแต่ไม่ตรงกับความจริงเช่น การเชื่อของนัศรอนีย์ (คริสต์ ) ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้ามีสามองค์ ก็ไม่เรียกว่ารู้จักเช่นกัน
และไม่เรียกว่ารู้จักเช่นกัน คือการเชื่อเชื่อมั่นโดยเด็ดขาด และตรงกับความเป็นจริง แต่ไม่มีหลักฐาน เช่นการเชื่อตามคำบอกกล่าวของคนอื่น ซึเรียกการเชื่อแบบนี้ว่า การตักลีด หรือเชื่อตามคนอื่น ซึ่งตามทัศนะที่ถูต้องถือว่า การอิมานของเขาเซาะห์ แต่ต้องถูกลงโทษ
[4] การรู้จักพระเจ้านั้นหมายถึง รู้สิ่งที่วายิบ สิ่งที่มุสตาฮีล สิ่งที่ฮารุส สำหรับพระองค์
สิ่งที่วายิบสำหรับอัลลอฮ์ คือ
فَالوَاجِبُ مَا لاَ يَتَصَوَّرُ فِي الْعَقْلِ عَدَمُهُ
สิ่งที่สติปัญญาไม่สามารถยอมรับได้ว่า สิ่งนั้นไม่มี ( หรือสิ่งนั้นไม่จริง )
สิ่งที่มุสตะฮีลสำหรับอัลลอฮ์ คือ
وَالْمُسْتَحِيلُ مَا لاَ يَتَصَّوَرُ فِي الْعَقْلِ وُجُودُهُ
สิ่งซึ่ง ไม่สามารถใช้สติปัญญาพินิจพิเคราะห์ ให้เห็นได้ว่าสิ่งนั้นมี ( หรือสิ่งนั้นจริง )
สิ่งที่ญาอิซ ( ฮารุส )สำหรับอัลลอฮ์ คือ
الجَائِزُ مَا يَتَصَوَّرُ فِي الْعَقْلِ وُجُودُهُ وَعَدَمُهُ
สิ่งที่สติปัญญา ยอมรับได้ ว่าสิ่งนั้นมี ( หรือสิ่งนั้นจริง ) หรือ สิ่งนั้นไม่มี ( หรือไม่จริง )
...........................................................................
والنُطقُ بالشهادَتَيْن اعتُبِرَا = لصِحَّة الايمان مِمَّن قَدَرَا
และการกล่าวสองคำปฏิญาณ[1] เปนสิ่งที่ถูกพิจารณาสำหรับการเซาะห์การศรัทธา[2] สำหรับผู้ที่มีความสามารถกล่าวด้วยวาจา[3]
[1] สองกะลีเมาะห์ ชะฮาดะห์ คือ
أَشْهَدُ أَنّ لَّا إِلَٰهَ إِلَّإ الله وأَشْهَدُ ان محمداً رسول الله
คือการปฏิญาณว่าแท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ และนบีมุฮัมหมัด เป็นรอซูลของพระองค์ โดยต้องเรียงลำดับระหว่าสองคำปฏิญาณดังกล่าว ถึงแม้จะไม่ติดกันก็ตาม การกล่าวสองกะลีเมาะห์นี้ เป็นเงื่อนไขของการดำเนินฮุกม ในโลกนี้ คือ เมื่อเขาตาย ต้องละหมาดให้เขา และในเรื่องการรับมรดก การแต่งงาน และการกินสัตว์ที่เขาเชือด เป็นต้น ส่วนเขาจะนับว่ามีอีมานหรือไม่นั้น อุลามาอ์มีทัศนะต่างกัน คือ แนวทางของอุลามาอ์ส่วนมาก ซึ่งเป็นแนวทางถูกต้องก็คือ การกล่าวสองกะลีเมาะห์ เป็นเงื่อนไขของการปฏิบติตามฮุกมในโลกนี้ ตามทัศนะนี้ ผู้ที่ศรัทธาด้วยหัวใจ แต่ไม่ได้กล่าวสองกะลีเมาะห์ด้วยวาจา ทั้งที่สามารถจะกล่าวได้ ถือว่าเขาเป็นมุอ์มิน ณ อัลลอฮ์ และทัศนะนี้ถูกยืนยันชัดเจนโดย อิมามฆอซาลีย์ ซึ่งกล่าวว่า ไฉนเลยผู้ที่หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอิมาม จะต้องถูกลงโทษ
ส่วนทัศนะที่สองคือ การกล่าวสองกะลีเมาะห์นี้ เป็นรุกนอิมาน ถือว่าอิมานใช้ไม่ได้ นอกจากจะต้องกล่าวสองกะลีเมาะห์นี้ ดังนั้น อิมานคือการยอมรับด้วยหัวใจ และให้กล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์ อย่างน้อยสักหนึ่งครั้งในชั่วชีวิต ตามทัศนะนี้ถ้าหากว่าไม่ได้กล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์เลยสักครั้งในชีวิตทั้งที่มีความสามารถ แม้ว่าจะมีอิมานในหัวใจ ก็ไม่ถือว่าเป็นคนมุอ์มินตามทัศนะของมนุษย์และ ณ อัลลอฮ์ และต้องอยู่ในนรกตลอดกาล และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกล่าวได้ ด้วยสาเหตเป็นใบ้ ถือว่าการอิมานของเขาเซาะห์
อุลามาอ์ ฮาดิษส่วนมากกล่าวว่า แท้จริงอิมาน ประกอบขึ้นด้วย สามประการ คือ
- มีการยึดมั่น (เอียะติกอด ) ที่ถูกต้อง
- กล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์
- ปฏิบัติสิ่งที่เป็นรูกุนอิสลาม
ผู้ใดไม่กล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์ ถือว่าเป็นกาเฟร ผู้ใดไม่ปฏิบัติสิ่งที่เป็นรุกุนอิสลาม เป็นคนฟาสิก
ส่วนทัศนะของ คอวาริจ กล่าวว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติสิ่งที่เป็นรุกุนอิสลาม ถือว่าเป็นกาเฟร ต้องอยู่ในนรกตลอดกาล
[2] การใช้ได้ของอีมาน
[3] และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกล่าวได้ ด้วยสาเหตเป็นใบ้ ถือว่าการอิมานของเขาเซาะห์
................................................................................................................
إنْ صَدَّقَ القلبُ وبالأعمال = يكونُ ذا نَقْصٍ وذا كَمَال
ถ้าหากว่าหัวใจ[1]เขามีความสัจจริง และพร้อมด้วยการปฏิบัติอามั้ล
และความศรัทธานั้นมีบกพร่องมีลดลง และมีเพิ่มจนสมบูณณ์ได้[2]
[1] ผู้กล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์นั้น เขายอมรับด้วยหัวใจ เพราะความหมายของอิมาน ในทางชาเราะอ์นั้นคือ تصديق القلب คือการเชื่อหรือยอมรับด้วยหัวใจ ต่อสิ่งที่รอซูลนำมาบอก ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ เช่น การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ การเป็นนบี การบัญชาใช้ให้ละหมาดฟัรฎู 5 เวลา การถือศีลอด การทำฮัจญ์ การฟื้นคืนชีพจากกุบูร และการไปรวมกันที่ทุงมะห์ชัร เรื่องสวรรค์ นรก
ความหมายของอิสลาม คือการปฏิบัติของอวัยวะภายนอก ต่อสิ่งต่างๆซึ่งเป็นการเชื่อฟัง เช่น การกล่าวสองกะลีเมาะห์ชะฮาดะห์ การละหมาด การออกซากาต การถือศีลอด การทำฮัจญ์
ซึ่งเงื่อนไข ในการพิจารณา บรรดาอามัลทั้งหลายนั้น คือเขาต้องมีอิมานด้วย ถ้าไม่มีอิมาน บรรดาอามั้ลเหล่านั้นก็จะไม่ถูกนับ
ถ้าหากมีอิมาน แต่ไม่มีอิสลาม เช่นคนคนหนึ่งมีศรัทธาในหัวใจ แล้วเขาได้ตายลงโดยที่ไม่ได้กล่าวกะลิเมาะห์ชะฮาดะห์ และไม่ได้ปฏิบัติสิ่งต่างๆดังที่กล่าวมา เช่นก็ต้องมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ว่าเขาจะเป็นเช่นไร
แต่สำหรับสายตามนุษย์แล้ว การเป็นอิสลามนั้น คือต้องกล่าวสองกะลิเมาะห์ ชะฮาดะห์ เท่านั้น ถ้าหากว่ากล่าวสองกะลิเมาะห์ ชะฮาดะห์ ดังนั้นก็ต้องปฏิบัติต่อเขาตามฮุกมชาเราะอ์ บนดุนยานี้ และจะไม่ฮุกมเขาว่าเป็นกาเฟร เว้นเสียแต่ว่า มีหลักฐานว่าเขาได้โกหก เช่น เขาเจตนาสุหยูดรูปปั้น หรือสุหยูดต่อมัคโลก หรือเขาได้ดูหมิ่นท่านนบีมุฮัมมัด หรือดูหมิ่นอัลกุรอ่าน หรือกะบะห์ ดังนั้นก็ถือว่าเขาได้ตกมุรตัด ( ตกศาสนา )
และสำหรับเอียะห์ซานนั้น คือ การที่ได้ทำการกราบไหว้ต่ออัลลอฮ์ ประดุจดังว่าเห็นพระองค์ ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่ทว่าพระองค์ทรงเห็นท่าน
[2] ด้วยการปฏิบัติสิ่งที่เป็นความดี จะทำให้อีมานนั้นเพิ่มขึ้น และด้วยการทำความชั่ว ก็จะทำให้อีมานนั้นลดลง
ตามทัศนะที่ถูกต้องนั้น อีมาน คือ การเชื่อด้วยหัวใจต่อสิ่งที่รอซูลนำมาบอก ซึ่งมาจากอัลลอฮ์ การเพิ่มขึ้นของความเชื่อนั้น ด้วยสาเหตจากการพินิจ ใคร่ครวญมากๆ และประจักษ์หลักฐาน ก็จะทำให้ความเชื่อของเขาเพิ่มขึ้น ดังนั้นด้วยสาเหตนี้ อีมาน ของผู้ที่สัจจริง (ซิดดีกีน ) จึงเหนือกว่าผู้อื่น โดยที่ในจิตใจของเขา จะไม่มีการเปรียบเทียบใดๆ( شبه ) และอีมานในหัวใจของเขาก็ไม่ลดลง ด้วยสาเหตการเปรียบเทียบนั้น แต่ทว่าหัวใจของเขานั้นมีแต่เพิ่มความเชื่อ และความสุขใจ อีมาน ของบรรดานบีนั้น มีแต่เพิ่มขึ้น ไม่มีลดลง อีมานของบรรดามาลาอิกะห์นั้น จะไม่เพิ่ม และไม่ลด แต่สำหรับมนุษย์นั้น อุลามาอ์มีความเห็นแตกต่างกัน อิมามบุคอรีย์ กล่าวว่า ฉันได้รับรู้มาจากอุลามาอ์กว่าพันท่าน ที่อิยิปต์ ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า แท้จริงอีมานซึ่งสมบูรณ์นั้น จะเพิ่มหรือลดได้ ด้วยอามั้ล ซึ่งตรงกันกับหลักฐานทางสติปัญญา และหลักฐานจากอัลกุรอ่านและฮาดิษ
หลักฐานอักลีย์คือ ถ้าหากว่าอิมาน ไม่มีลดไม่มีเพิ่ม แน่นอนว่าอิมานของบรรดาอุมมะห์ต้องเท่ากันกับบรรดานาบี และ บรรดามาลาอิกะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ส่วนหลักฐานจากอัลกุรอ่านคือ
وَإِذَا تُلِيَتْ عَلَيْهِمْ آيَاتُهُ زَادَتْهُمْ إِيمَانًا
และเมื่อโองการของพระองค์ได้ถูกอ่านต่อพวกเขา(อุมมะห์นบีมุฮัมมัด ) ดังนั้นอิมานของพวกเขาก็เพิ่มขึ้น
และท่านนบีได้กล่าวขณะที่ท่าน อิบนุอุมัรได้ถามว่า โอ้ท่านรอซูล อิมานนั้นมีลด มีเพิ่มด้วยหรือ ? ท่านรอซูลทรงตอบว่า ใช่แล้ว อิมานจะเพิ่ม จนกระทั่งทำให้เขาได้เข้าสวรรค์ และจะลดลงจนกระทั่งนำเขาเข้าสู่นรก
และสำหรับอีมานนั้น ตามทัศนะที่ถูกต้องแล้ว เป็นมัคโลก ที่อัลลอฮ์สร้างขึ้น เพราะจะไม่หายไปไหน เมื่อไหร่ที่ใจเชื่อ หรือพร้อมด้วยการกล่าวด้วยวาจา ดังนั้นสองอย่านี้เป็นการกระทำของบ่าว ซึ่งอัลลอฮ์สร้างขึ้น