เมนูความคิด

จากใจ..ผู้ชายยอดยุ่ง

เจ้าของไซต์

  • ฐิติกร พูลภัทรชีวิน

ส่วนที่ 3: ส่วนของ ผศ.ดร.จันทรานุช มหากาญจนะ


State of Nature

โพสต์15 ก.พ. 2554 23:46โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน

เป็นแนวความคิดของโธมัส ฮ็อปส์ (Thomas Hobbes) ซึ่งพูดถึงสภาวะปกติของมนุษย์ก่อนที่จะมีการรวมตัวกันเป็นสังคม โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว กล่าวคือ มนุษย์จะพยายามแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะเพื่อนำมาเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งนำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงเข้าแย่งชิงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง จนก่อให้เกิดเป็นสงครามทำลายล้างกันและกัน หากต้องการลดความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงเข้าตัดสิน มนุษย์จะต้องมารวมตัวกันเป็นประชาคมและมีการทำสัญญาประชาคม (Social Contract) เพื่อมอบอำนาจการตัดสินความขัดแย้งให้กับรัฐ โดยให้ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้ง

นอกจากนี้หากมองเปรียบเทียบระหว่างปัจเจกบุคคลกับประเทศแล้ว ประเทศต่างๆ เองก็มีแนวโน้มที่จะแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะของโลกซึ่งมีอยู่จำกัด โดยการใช้กำลังความรุนแรงเข้าแย่งชิง หากไม่ต้องการให้มีสงครามระหว่างประเทศแล้ว ประเทศต่างๆ จะต้องมารวมตัวกัน สร้างความร่วมมือในรูปแบบของ Supranational หรือสร้างเป็นสหพันธรัฐ (Confederation) โดยแต่ละประเทศจะต้องยอมมอบสิทธิในการตัดสินความขัดแย้งกับองค์การที่ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ตัดสินความขัดแย้ง เช่น ศาลโลก เป็นต้น

กรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมือง 5: กรอบระบบพรรคการเมือง

โพสต์5 พ.ย. 2553 00:03โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 5 พ.ย. 2553 00:15 ]

เมื่อความต้องการของประชาชนมีหลากหลาย และในหลายครั้งความต้องการของต่างกลุ่มก็มีความขัดแย้งกันเอง รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทั้งหมดได้ รัฐบาลจึงมักเลือกตอบสนองต่อปัญหา/ความต้องการของประชาชนตามแนวนโยบายของตน นโยบายของพรรคการเมืองจึงเป็นตัวที่จะบอกกับประชาชนว่า ถ้าพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล จะเลือกดำเนินนโยบายสำหรับประชาชนแต่ละกลุ่มอย่างไร 
การวิเคราะห์ระบบการเมืองโดยใช้การพิจารณาจากระบบพรรคการเมืองนั้น แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
  1. ระบบสองพรรคใหญ่ คือ มีสองพรรคใหญ่ที่สลับสับเปลี่ยนกันเข้ามากุมอำนาจทางการเมือง ทั้งสองพรรคมีโอกาสในการเข้ามากุมอำนาจได้ทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับ political mood ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ที่มีพรรคเดโมแครต กับพรรครีพับลิกัน 
  2. ระบบรัฐบาลผสม มีพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เช่น ประเทศไทย 
  3. ระบบพรรคเดียวกุมอำนาจยาวนาน มีหลายพรรค แต่มีพรรคเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งยาวนาน เช่น สิงคโปร์ (ประเทศไทยก็เกือบเป็นแบบนี้ สมัยพรรคไทยรักไทย) 
  4. ระบบพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เปิดโอกาสให้พรรคอื่นแข่งขัน เพราะไม่ต้องการให้ถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเหมือนกับ ไม่มีพรรคการเมืองเลย เพราะไม่มีทางเลือกให้ประชาชน
สำหรับของประเทศไทย พรรคการเมืองยังขาดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน ทำให้ขาดความชัดเจนให้กับประชาชน ที่ผ่านมามีพรรคไทยรักไทยที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องประชานิยม ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนกลุ่มฐานรากของประเทศได้ จึงได้รับคะแนนเสียงไปเป็นจำนวนมาก

กรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมือง 4: กรอบรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร

โพสต์5 พ.ย. 2553 00:01โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 5 พ.ย. 2553 00:25 ]

ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร โดยพิจารณาว่ามีการแบ่งแยกอำนาจออกจากกันหรือไม่ ทำให้เกิดระบบการเมืองใน 2 รูปแบบ ได้แก่
  1. ระบบประธานาธิบดี มีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร แยกการเลือกตั้งออกจากกัน ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน
  2. ระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) ได้รับการคัดเลือกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐมนตรีจะสวมหมวกสองใบ คือเป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

กรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมือง 3: กรอบการแบ่งอำนาจทางการเมือง

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:58โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 15 ก.พ. 2554 23:26 ]

การใช้กรอบการแบ่งอำนาจทางการเมือง ทำให้สามารถแบ่งระบบการเมืองออกได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
  1. รัฐเดี่ยว รัฐบาลกลางกุมอำนาจทางการเมืองอย่างชอบธรรม โดยสามารถมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้กับหน่วยราชการในระดับอื่นๆ ได้ เช่น หน่วยงานส่วนภูมิภาค เป็นต้น ของไทยจัดอยู่ในประเภทนี้ แม้ว่าจะมีการแบ่งเป็นจังหวัด แต่จังหวัดก็เป็นเพียงแขนขาของส่วนกลาง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของส่วนกลางด้วยเช่นกัน
  2. สาธารณรัฐ มีการแบ่งอำนาจทางการเมืองอย่างชัดเจน ระหว่างรัฐบาลกลาง และรัฐบาลในระดับอื่นๆ เช่น มลรัฐ
  3. สหพันธรัฐ หมายถึง การมารวมกันของประเทศต่างๆ อย่างหลวมๆ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันบางอย่าง

สาธารณรัฐ (Federation) เป็นรูปแบบการแบ่งอำนาจทางการปกครองประเภทหนึ่ง นอกจากรัฐเดี่ยว (Unitary State) และสหพันธรัฐ (Confederation) ซึ่งรูปแบบการแบ่งอำนาจทางการปกครองเหล่านี้ สามารถนำมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมืองได้

ในรูปแบบของสาธารณรัฐจะประกอบไปด้วย รัฐบาลกลาง และรัฐบาลในระดับท้องถิ่น เช่น มลรัฐ โดยมีการแบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลระดับมลรัฐหรืออื่นๆ และเนื่องจากมีการแบ่งแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการประสานงานกันอย่างมาก ทั้งการประสานงานระหว่างมลรัฐ และการประสานงานระหว่างมลรัฐกับรัฐบาลกลาง

สาธารณรัฐอาจเกิดจากการที่ประเทศนั้นมีขนาดใหญ่มาก ทำให้รัฐบาลกลางไม่สามารถดูแลประเทศได้อย่างทั่วถึงจึงต้องมีการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่น เช่น บราซิล แคนาดา อินเดีย เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการที่มลรัฐต่างๆ มีความเข้มแข็งตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆ อยู่แล้ว ต่างรัฐต่างเข้มแข็งแต่ตัดสินใจมารวมกัน และมอบอำนาจส่วนหนึ่งของมลรัฐให้กับรัฐบาลกลาง เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

นอกจากนี้สาเหตุของการเกิดสาธารณรัฐ อาจมาจากการรวมกันเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ในขณะเดียวกันก็ต้องการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความแตกต่างของมลรัฐของตัวเอง เนื่องจากมีความแตกต่างที่หลากหลาย เช่น อินเดีย หรืออาจเกิดจากการที่มารวมกันเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน หรืออาจเกิดจากการต้องการแบ่งแยกอำนาจออกจากรัฐบาลกลางซึ่งมีอำนาจมากเกินไป เช่น กรณีของเยอรมันนี หลังจากยุคของฮิตเลอร์ เป็นต้น

กรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมือง 2: กรอบรัฐธรรมนูญ

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:58โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 5 พ.ย. 2553 01:49 ]

รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะมาล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญไม่ได้ รัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ 
  1. เป็นตัวบ่งบอกถึงค่านิยมร่วมของคนในสังคมนั้นๆ 
  2. เป็นเครื่องมือในการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง 
  3. เป็นเครื่องมือในการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกปกครอง
การวิเคราะห์โดยใช้กรอบรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้โดยการดูว่า รัฐบาลใช้อำนาจตามภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงแบ่งระบบการเมืองได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และแบบที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 
วิธีการพิจารณาจะต้องดูจากการใช้อำนาจรัฐของผู้นำ ว่ามีข้อจำกัดหรือไม่ โดยดูที่พฤติกรรมการใช้อำนาจของนักการเมือง เช่น มีการถ่วงดุลอำนาจจริงหรือไม่ โครงสร้างหรือกฎระเบียบเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนตัดสินใจมีการปรึกษาประชาชนหรือไม่ มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนหรือไม่ เป็นต้น

กรอบในการวิเคราะห์ระบบการเมือง 1: กรอบของความเป็นประชาธิปไตย

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:20โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 6 พ.ย. 2553 03:08 ]

ประชาธิปไตย คือ ต้องมีการเลือกตั้ง ที่เปิดโอกาสให้คนใช้สิทธิมากที่สุด โดยมีทางเลือกที่แท้จริง และมีวาระอำนาจที่ชัดเจน 
ส่วนเสรีประชาธิปไตย ต้องเพิ่มเรื่อง สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ และรัฐบาลพลเรือนต้องควบคุมทหาร

ความเป็นสาธารณะ (Res Publica)

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:17โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน   [ อัปเดต 15 ก.พ. 2554 23:29 ]

ความเป็นสาธารณะ เป็นองค์ประกอบที่ใช้พิจารณาว่าในแต่ละสังคมจะมีขอบเขตหน้าที่ของระบบราชการมากน้อยขนาดไหน ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะน้อย ขอบเขตหน้าที่ของระบบราชการก็จะน้อย ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะมาก จะมีขอบเขตหน้าที่ของระบบราชการมากด้วยเช่นกัน

ในแต่ละสังคมจะมีมุมมองที่เกี่ยวกับความเป็นสาธารณะที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าสังคมนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง ความเท่าเทียมกันในสังคม (Equality) หรือ อิสระในการเลือก (Freedom / Freedom of choices)

ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในสังคม มักจะมีกรอบความคิดพื้นฐานว่า คนเราเกิดมาไม่มีความเท่าเทียมกัน มีคนจน คนรวย คุณภาพชีวิตคนในสังคมไม่เท่ากัน โอกาสที่ได้รับก็ไม่เท่ากัน รัฐจึงต้องเป็นผู้ที่เข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ผ่านทางนโยบายสาธารณะต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ระบบราชการซึ่งเป็นผู้ที่ต้องนำนโยบายสาธารณะมาดำเนินการ จึงมีขอบเขตงานที่กว้าง และจำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรสาธารณะจำนวนมากด้วยเช่นกัน ทำให้รัฐต้องเก็บภาษีมาก โดยเฉพาะภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ที่มีฐานะดีหรือชนชั้นนำ อาทิ ภาษีมรดก เป็นต้น เพื่อนำเอาเงินจากคนรวยมาสร้างบริการสาธารณะให้กับคนจน ช่วยสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะบริการสาธารณะที่เป็นตัวหลักในการสร้างโอกาสให้กับคนด้อยโอกาส ได้แก่ การศึกษา ประชาชนทุกคนในประเทศจะต้องมีโอกาสได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และบริการสาธารณะที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนด้อยโอกาส ได้แก่ สาธารณสุข ประชาชนทุกคนในประเทศจะต้องมีโอกาสได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เช่นกัน ตัวอย่างของประเทศที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในสังคม ได้แก่ ประเทศในแถบแสกนดิเนเวีย เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare State) อย่างไรก็ดี ประเทศที่เลือกให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันในสังคม ประชาชนก็จะต้องจ่ายภาษีมาก ทำให้เหลือเงินที่จะนำมาจับจ่ายใช้สอยน้อย เสรีภาพในการเลือกจึงมีน้อยลงตามไปด้วย

ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ หรือเสรีภาพในการเลือก มักจะมีกรอบความคิดพื้นฐานว่า คนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน คนรวยเพราะขยัน คนจนเพราะขี้เกียจ จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ควรจะปล่อยให้เศรษฐกิจดำเนินไปตามกลไกตลาด ควรมีกฎระเบียบต่างๆ น้อยหรือไม่มีเลย เพื่อช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก และอนุญาตให้รัฐเข้ามาแทรกแซงได้เฉพาะในเวลาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ทำให้ระบบราชการจึงมีขอบเขตหน้าที่แคบ งานบริการสาธารณะมีน้อย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกเก็บภาษีจำนวนมาก เมื่อเก็บภาษีน้อย ประชาชนจึงมีเงินเหลือสำหรับการจับจ่ายใช้สอยมาก ทำให้ประชาชนมีเสรีภาพที่จะเลือกจับจ่ายใช้สอย เลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง แม้กระทั่งบริการสาธารณะอย่าง การศึกษา และการรักษาพยาบาล ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพมาก ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี เมื่อประเทศให้ความสำคัญกับเสรีภาพมาก ก็จะมีทรัพยากรสาธารณะที่จะนำมาใช้จัดสรรบริการสาธารณะน้อย ทำให้คนที่ด้อยโอกาสในสังคม ไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ ทั้งทางด้านการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้น เกิดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยมากขึ้น คนจนยิ่งจนเพราะขาดโอกาส คนรวยยิ่งรวยเพราะได้รับโอกาสมาก

ประเทศแต่ละประเทศจะต้องเลือกว่าจะดำเนินนโยบายโดยให้ความสำคัญกับความเป็นสาธารณะในทิศทางใด และด้วยความเข้มข้นในระดับใด

สำหรับประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่ายังขาดความชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับความเป็นสาธารณะนี้ พรรคการเมืองต่างๆ ก็ยังไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของพรรค ประชาชนต้องการรับสวัสดิการจากภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการจ่ายภาษีหรือหาหนทางในการจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด การเก็บภาษีจากชนชั้นนำก็ทำได้ยาก เนื่องจากชนชั้นนำส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองด้วย ทำให้ไม่ยินยอมผ่านกฎหมายหรือนโยบายสาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อความร่ำรวยของตน เช่น การเก็บภาษีมรดก หรือภาษีที่ดิน ทำให้ภาครัฐขาดทรัพยากรสาธารณะที่จะมาใช้สร้างบริการสาธารณะ ปัจจุบันเงินที่นำมาใช้ในการสร้างบริการสาธารณะจึงเป็นเงินภาษีที่ได้จากชนชั้นกลาง เนื่องจากกลุ่มพนักงานกินเงินเดือนไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ จึงกลายเป็นการนำเอาเงินของชนชั้นกลางไปช่วยคนจน หรืออาจมีบางโครงการที่นำเอาเงินรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลมาใช้ จึงกลายเป็นการนำเงินของคนจนกลับมาช่วยคนจนเอง ซึ่งไม่ส่งผลในการสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดในสังคมอย่างแท้จริง

โครงสร้างทางการเมือง

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:16โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน

  1. ฝ่ายนิติบัญญัติ
  2. ฝ่ายบริหาร
  3. ระบบราชการ
  4. ฝ่ายตุลาการ

ตู้ปลากับการเมือง

โพสต์4 พ.ย. 2553 23:11โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน


ความแตกต่างระหว่างการบริหารภาครัฐและการบริหารภาคเอกชน

โพสต์4 พ.ย. 2553 22:54โดยฐิติกร พูลภัทรชีวิน

  1. ธรรมชาติของสินค้า (Goods) มีความแตกต่างกัน
    1. สินค้าภาคเอกชน (Private Goods) การจะบริโภคสินค้าภาคเอกชนได้ จะต้องยอมรับภาระราคา 
    2. สินค้าสาธารณะ (Public Goods) เป็นสินค้าที่ไม่ว่าผู้บริโภคจะรับภาระหรือไม่รับภาระ ก็สามารถได้รับประโยชน์จากสินค้าสาธารณะนั้นโดยเท่าเทียมกัน 
  2. ทรัพยากร (Resources)
    1. ทรัพยากรภาคเอกชน สามารถระบุได้ว่าทรัพยากรนั้นเป็นของใคร เจ้าของทรัพยากรสามารถใช้ทรัพยากรนั้นอย่างไรก็ได้ (ขอเพียงไม่ขัดกับกฎหมาย) เป้าหมายของการใช้ทรัพยากรคือ เพื่อให้เปิดประโยชน์สูงสุด (กำไร) กับเจ้าของทรัพยากร 
    2. ทรัพยากรสาธารณะ ไม่มีความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน ภาครัฐเป็นเพียงผู้บริหารทรัพยากรเท่านั้น โดยมีรัฐบาลซึ่งได้รับการมอบสิทธิ์จากประชาชนให้เป็นผู้จัดสรรทรัพยากรสาธารณะ เมื่อไม่ใช่เจ้าของจึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการใช้ทรัพยากร จะใช้ทรัพยากรได้เฉพาะที่กฎอนุญาตเท่านั้น
  3. ผู้นำ

1-10 of 10