เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ
หัวข้อ “การลดสายตา และการปกปิดเรือนร่าง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ อายะฮฺที่ 30-31) สอนโดย อ.อัสมัน มีสมบูรณ์
อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ อายะฮฺที่ 30-31 เป็น 2 อายะฮฺที่สำคัญ และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุรุษและสตรี ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ 30)
หมายความว่า
อัลลอฮฺสั่งให้ท่านรอซูลกล่าวแก่บรรดาศอฮาบะฮฺ ครอบคลุมทั้งผู้ศรัทธาที่เป็นผู้ชายทั้งหมดว่า ให้พวกเขาลดสายตาให้ต่ำลง แปลว่า อย่าได้มองสิ่งที่ศาสนาไม่อนุญาตให้มอง เช่น การมองสตรีที่ไม่ใช่มะฮฺรอม (ญาติใกล้ชิดที่ไม่สามารถแต่งงานกับนางได้) หรือการมองสิ่งที่พึงสงวนที่จำเป็นจะต้องปกปิด (เอาเราะห์)
อัลลอฮฺ ตะอาลา สั่งใช้ให้ท่านรอซูลประกาศว่า ให้พวกเขา หมายถึง บรรดาผู้ศรัทธาผู้ชายรักษาอวัยวะเพศของตนให้พ้นจากสิ่งที่อัลลอฮฺห้าม แปลว่า รักษาอย่าไปทำในสิ่งที่ต้องห้าม เช่น
– ซีนา การล่วงละเมิดประเวณี หรือ การล่วงละเมิดระหว่างชายกับชาย
– การเปิดเผยเอาเราะห์ของตน
“นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา” เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาผู้ชาย หมายความว่า การที่ผู้ชายปกปิดและรักษาสายตาของตนเองให้ต่ำลง แปลว่า ก้มสายตาให้ต่ำ ไม่ไปมองสิ่งที่ต้องห้าม และรักษาอวัยวะเพศของตัวเองนั้น เป็นการกระทำที่ดี แปลว่าคนๆ นี้ เขาสามารถที่จะรักษาศาสนาของตัวเอง
“แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ” คือ พระองค์ทรงรู้ว่าใครที่ลดสายตาลงให้ต่ำ ใครที่รักษาอวัยวะเพศของตัวเอง และใครที่ไม่รักษา 2 สิ่งนี้
อายะฮฺถัดมาเป็นบทบัญญัติสำหรับผู้หญิง ความว่า “และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮฺ ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ 31)
หมายความว่า
อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสั่งใช้ให้สตรีเช่นกันว่า จะต้องลดสายตาของนางให้ต่ำลง อย่าได้มองในสิ่งที่ไม่อนุญาตให้มอง เช่น การมองเอาเราะห์ของผู้อื่น
และให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนางให้พ้นจากสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงห้าม
คำสั่งที่สามเป็นคำสั่งเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิง นั่นก็คือ นางอย่าได้เปิดเผยเครื่องประดับของพวกนางและความงามของพวกนางให้แก่ชายอื่นเห็น
1) เครื่องประดับที่อยู่ภายในเรือนร่าง เช่น สร้อยคอ ซึ่งเป็นความงามที่อัลลอฮฺ ตะอาลา อนุญาตให้แก่สามี แต่สำหรับชายอื่นที่สามารถแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นได้ไม่อนุญาต
2) คำว่าเครื่องประดับและความงาม ในที่นี้ครอบคลุมไปถึง สิ่งที่แสดงออกว่าผู้หญิงคนนี้มีความสวยงาม นั่นคือ ใบหน้า
3) อัลลอฮฺตรัสว่า อย่าได้เปิดเผยเครื่องประดับและความงามของพวกนางให้แก่ชายอื่นเห็น แต่จงพยายามปกปิดมันไว้ ยกเว้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นตามปกติ ซึ่งสิ่งที่สตรีสามารถที่จะเปิดเผยให้แก่คนทั่วๆ ไปเห็นได้ นั่นคือ เสื้อผ้าที่สวมใส่ภายนอก ไม่ใช่ชุดด้านใน แต่เป็นชุดคลุมด้านนอก
4) ปกติชาวอาหรับผู้หญิงจะมีเสื้อผ้าที่ใส่ด้านใน อาจจะใส่กางเกง กระโปรง เสื้อแขนสั้นที่อยู่ด้านใน อันนั้นคือสิ่งที่เปิดเผยไม่ได้ แต่มุสลิมะห์ในอดีตเขาจะมีผ้าคลุมที่คลุมอยู่ด้านนอก สิ่งที่เปิดได้คือ ผ้าที่ใช้คลุมเรือนร่างที่อยู่ด้านนอก
5) ส่วนผู้หญิงที่ใส่กางเกง เช่น กางเกงวอร์ม กางเกงยีนส์ หรือกางเกงอะไรก็ตาม มันก็ทำให้เห็นเรือนร่างหรือทรวดทรง เป็นอันตราย
6) แต่ที่อัลลอฮฺทรงอนุญาตคือ ผ้าที่ใส่คลุมปกปิดเรือนร่างไม่ให้เห็นทรวดทรง ไม่ใช่หมายความว่า คุณจะใส่เสื้อผ้าแบบใดก็ได้ ซึ่งจะต้องไม่ใช่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วทำให้เกิดฟิตนะห์ (ความวุ่นวาย) เช่น รัดรูป หรือเห็นทรวดทรง ทำให้เกิดการยั่วยวนแก่เพศตรงข้าม อัลลอฮฺสั่งห้ามไม่ให้มอง รักษาอวัยวะเพศ แล้วก็สั่งห้ามว่าจะต้องปกปิดด้วย
7) อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ” เราต้องเข้าใจก่อนว่าในอดีต เขาจะมีผ้าคลุม ก่อนที่อายะฮฺนี้จะถูกประทานลงมาเกี่ยวกับการคลุมฮิญาบ บรรดาศอฮาบียะฮฺจะใช้ผ้าคลุมที่ตัว พออัลลอฮฺสั่งอย่างเช่นนี้ แปลว่า ให้เอาผ้าที่คลุมอยู่ ปล่อยลงมาแล้วดึงให้แน่น เพื่อปกปิดเส้นผม ใบหู ลำคอ และหน้าอกของนาง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่พึงสงวนสําหรับสตรีและเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความสวยงามของผู้หญิง
8) เมื่ออัลลอฮฺสั่งใช้ให้ปกปิดสิ่งที่สวยงามที่เป็นเครื่องประดับ ให้ปิดผม หู คอ และหน้าอก แล้วพระองค์จะให้เปิดเผยใบหน้าหรือ? ระหว่างผม คอ หู สามส่วนนี้ กับใบหน้าอะไรที่เป็นสาเหตุการเกิดฟิตนะห์มากกว่ากัน? อะไรที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้หญิงคนนี้มีความสวยมากกว่ากัน? หูหรือใบหน้าหรือเส้นผมหรือคอ? ฉะนั้น เมื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงรู้และทรงสั่งใช้ให้บรรดาผู้ศรัทธาปกป้องตัวเองจากฟิตนะห์ พระองค์จะสั่งใช้ให้ปิดผม ปิดหู ปิดคอ ปิดหน้าอกแล้ว เปิดหน้าหรือ?
รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ‘อัลลอฮฺทรงเมตตาต่อบรรดาสตรีมุฮาญิรีนรุ่นแรก เพราะครั้นที่อัลลอฮฺประทานโองการลงมาว่า : “และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ 31) พวกนางก็ฉีกผ้าคลุมส่วนที่เหลือแล้วนำมาปิดใบหน้าด้วยสิ่งนั้น’ (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4102 และ 4103)
บรรดาศอฮาบียะฮฺในยุคอดีต ต่างเปิดใบหน้าและฝ่ามือของพวกนาง จนกระทั่งเมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา พวกนางใช้ผ้าที่ใช้คลุมตัวคลุมไหล่ ฉีกออกแล้วก็มาคลุมที่ศรีษะ ใบหน้า และหน้าอก ตามบัญชาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั่นหมายความว่า บรรดาศอฮาบียะฮฺ เมื่ออัลลอฮฺสั่ง พวกนางรีบทําทันที
“และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง”
จากอายะฮฺดังกล่าว บุคคลต่อไปนี้จะเป็นบุคคลที่ได้รับการยกเว้นที่สามารถที่จะมองเห็นเอาเราะห์บางส่วนของสตรีได้ ยกเว้นสามีที่อัลลอฮฺอนุญาตให้เห็นในสิ่งที่มะฮฺรอมคนอื่นไม่สามารถเห็นได้
ส่วนคนที่เป็นมะฮฺรอมของผู้หญิงคนนั้น หมายถึง ญาติใกล้ชิดที่ไม่สามารถแต่งงานกับนางได้ สามารถที่จะมองเห็นเอาเราะห์บางส่วนของสตรีได้ซึ่งอัลลอฮฺได้ยกเว้นเอาไว้ คือ ใบหน้า ลำคอ ฝ่ามือ แขน และเท้า
มะห์รอมมีใครบ้าง?
บิดาของพวกเธอ – พ่อของผู้หญิง
บิดาของสามีของพวกเธอ – พ่อสามี
ลูกชายของพวกเธอ – ลูกชายของนาง
ลูกชายของสามีของพวกเธอ – ลูกติดของสามี เป็นมะห์รอมตลอดกาล ต่อให้พ่อเขาตายหรือหย่า เด็กผู้ชายคนนี้ก็ไม่สามารถที่จะแต่งงานกับภรรยาของพ่อได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกที่ติดมาจากภรรยาก่อนหน้านี้
พี่ชายน้องชายของพวกเธอ – พี่ชาย น้องชาย ของผู้หญิง
ลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ – หลานชาย
พวกผู้หญิงของพวกเธอ – ผู้หญิงด้วยกันสามารถที่จะเห็นเอาเราะห์ในส่วนที่กล่าวมานี้ได้ ไม่ว่าสตรีนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม
หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ – ผู้ชายที่ติดตามผู้หญิง แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นผู้ชายที่ไม่มีความต้องการทางเพศแล้ว ไม่มีความรู้สึกอะไรกับผู้หญิง
เด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง- เด็กเล็กๆ
“และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ”
– หมายความว่า อย่าให้สตรีเหล่านั้นเดินกระทบเท้าแรงๆ ขณะเดินเพื่อให้ได้ยินเสียงกำไลหรือเครื่องประดับที่อยู่ภายในเสื้อผ้า อย่าทำเช่นนั้น
“และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”
– พระองค์จึงสั่งใช้ให้สำนึกผิดให้กลับเนื้อกับตัวด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อที่จะกลับคืนสู่การเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งสิ่งที่อัลลอฮฺใช้และสิ่งที่อัลลอฮฺห้าม รวมถึงการลดสายตาให้ต่ำลง การรักษาอวัยวะเพศ และการที่สตรีจะต้องไม่เปิดเผยความงามและเครื่องประดับที่ซ่อนเร้นของพวกนางให้แก่คนที่ศาสนาไม่อนุญาต เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จทั้งโลกนี้และโลกหน้า
อัลลอฮฺตรัสในตอนสุดท้ายว่า และพวกเจ้าทั้งหลายทั้งชายและหญิง จงเตาบะฮฺตัว จงสำนึกผิด จงขออภัยโทษ เพราะอัลลอฮฺทรงรอบรู้ เมื่ออัลลอฮฺสั่งใช้ ก็อาจจะมีข้อบกพร่อง เพราะความเป็นมนุษย์อาจจะบกพร่องในการปฏิบัติตามในการละเว้นสิ่งที่อัลลอฮฺห้าม
สองอายะฮฺในซูเราะฮฺอันนูรฺ มีหุกุม (ข้อบัญญัติ) 13 เรื่อง
1. สายตาคือประตูที่ใหญ่ที่สุดที่จะมุ่งตรงสู่หัวใจ
– อัลลอฮฺทรงเตือนให้ระงับและลดสายตาให้ต่ำ เพราะบาปที่เกิดขึ้นจากสายตามีมากที่สุด
– อัลลอฮฺทรงกำชับพวกเราอย่างเข้มงวด ให้ลดสายตา เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดฟิตนะห์ หรือการยั่วยวน หรือการล่อลวงให้กระทำในสิ่งที่ผิดต่อหลักการศาสนา
2. การหมกมุ่นจ้องมองอยู่กับสิ่งที่ต้องห้ามเป็นบาปใหญ่
– การมองวีดีโอที่ไม่ดี ภาพที่ไม่ดี เป็นบาปใหญ่
– ไม่ว่าจะชายมองหญิง หญิงมองชาย หรือชายมองชาย หรือหญิงมองหญิง
– แม้กระทั่งผู้ชายมองผู้ชายด้วยกันที่ไม่มีเคราหน้าเกลี้ยง ศาสนาก็ห้าม
(เพิ่มเติม: เพื่อป้องกันฟิตนะฮ์ (ความว้าวุ่นใจ) รักษาความบริสุทธิ์ของจิตใจ ความสำรวม จะได้ไม่เกิดการเปรียบเทียบกับตนเอง หรือการจ้องมองด้วยความหลงใหล จนอาจนำไปสู่การเกิดสายตาริษยา (อัลอัยน์) เป็นการป้องกัน ให้เกียรติ และรักษาความเป็นส่วนตัว)
3. อัลลอฮฺทรงเริ่มต้น กล่าวถึงการลดสายตาก่อนการรักษาอวัยวะเพศ
– เพราะการมอง คือ หนทางที่จะนำไปสู่การไม่รักษาอวัยวะเพศ ซึ่งตามหลักการแล้วสาเหตุย่อมถูกกล่าวถึงก่อนผลเสมอ
– หากไม่ลดสายตา ไม่รักษาการมอง จะเป็นเหตุที่นำไปสู่การไม่รักษาอวัยวะเพศ
– เมื่อมนุษย์ปล่อยให้สายตามองไป โดยไม่มีการยับยั้ง หัวใจก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่น่าเกลียด หมกมุ่นอยู่กับเพศตรงข้าม เมื่อเริ่มจากสายตาที่มอง ก็จะค่อยๆ เข้าใกล้ชิดนาง แล้วก็พูดกับนาง สัญญากับนาง สุดท้ายก็นำไปสู่สิ่งที่น่าเกลียด
– ดังนั้นการลดสายตาเป็นรากฐานและต้นเหตุของการรักษาอวัยวะเพศ
4. การมองด้วยความใคร่หรือความหลงใหลเป็นสิ่งต้องห้าม
– ระหว่างชายมองหญิง หญิงมองชาย หรือชายมองชาย หรือหญิงมองหญิง เป็นสิ่งที่ต้องห้ามทั้งหมด
– อัลลอฮฺทรงห้ามทั้งฝ่ายชาย และห้ามทั้งฝ่ายหญิง เพราะทั้งสองเพศล้วนแต่มีหัวใจและมีความปรารถนา ฉะนั้น การมองย่อมนำไปสู่สิ่งที่ชั่วร้ายอีกหลายประการ การมองด้วยความใคร่หรือหลงใหล เป็นสิ่งที่ต้องห้ามและทำให้เกิดฟิตนะห์
5. มะฮฺรอมมองผู้หญิงที่ตนดูแลด้วยความปรารถนาเป็นบาป
– ถึงแม้จะเป็นมะฮฺรอมของผู้หญิง ถ้าผู้ชายมองผู้หญิงด้วยความใคร่และความปรารถนา การมองนี้ไม่อนุญาต เป็นบาป
– เช่นเดียวกันผู้หญิงที่ชื่นชอบเพศเดียวกัน หากว่านางมองผู้หญิงด้วยกันในอารมณ์แบบนั้นก็เป็นเรื่องต้องห้าม
– จำเป็นที่ผู้หญิงจะต้องปกปิดร่างกายให้มิดชิดเมื่ออยู่ร่วมกับผู้หญิงลักษณะเช่นนี้ หรืออยู่ร่วมกับมะฮฺรอมผู้ชายที่มีจิตใจเช่นนี้
6. เด็กที่มีอารมณ์ปรารถนาแบบผู้ชาย จัดอยู่ในกลุ่มผู้ชายที่บรรลุศาสนภาวะ
– โดยปกติแล้วสตรีไม่ต้องคลุมศีรษะต่อหน้าเด็กผู้ชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่หลักการในอายะฮฺนี้ทำให้เราเข้าใจว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่อายุอย่างเดียว แต่อยู่ที่พฤติกรรมของเด็กด้วย
– เด็กคนนั้นเมื่อมองมายังผู้หญิง เขามีความรู้สึกไหม ถ้าหากว่าเด็กคนนั้นมองมาด้วยความปรารถนาหรือมองด้วยอารมณ์
– ถึงแม้ว่าเด็กจะมีอายุแค่สิบขวบหรือยังไม่บรรลุนิติภาวะ เด็กแบบนี้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ชายที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว ทุกวันนี้สื่อทำให้เด็กโตกว่าวัย ฉะนั้นเราก็ต้องระวังในเรื่องนี้ด้วย
7. ทำไมอัลลอฮฺไม่ได้กล่าวถึงลุงและน้าในอายะฮฺนี้ มีเหตุผลหลายประการ
– ลุงกับน้าอาจจะไม่ใช่คนที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดผู้หญิงมากที่สุด อาจจะใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลไม่ค่อยได้เจอกัน จึงไม่ได้ถูกกล่าวไว้ในอายะฮฺนี้ เป็นข้อยกเว้นที่สามารถเห็นเอาเราะห์ได้
– ลุงและน้าอยู่ในสถานะเดียวกับพ่อ เพราะบางอายะฮฺ อัลลอฮฺ ตะอาลา เรียกลุงคือพี่ชายน้องชายของพ่อว่า พ่อ แปลว่าอยู่ในสถานะเดียวกับพ่อแทนได้
– การที่ไม่กล่าวถึงลุงและน้าในอายะฮฺนี้เหมือนกันกับที่พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงมะฮฺรอมจากการดื่มนม มะฮฺรอมมีอีกประเภทหนึ่งคือ คนที่เราไม่สามารถแต่งงานกับเขาได้เพราะเขาดื่มนมจากแม่เรา หรือแม่นมเดียวกัน ดื่มห้าอิ่มเมื่อไหร่ เด็กผู้ชายคนนั้นจะเป็นมะฮฺรอมกับผู้หญิงตลอดชีวิต อัลลอฮฺก็ไม่ได้กล่าวถึงในอายะฮฺนี้เหมือนกัน แต่ก็เป็นมะฮฺรอมที่สามารถเห็นเอาเราะห์ภายนอกได้
8. อย่าเดินเสียงดังหรือเปิดเผยเครื่องประดับ
– สตรีในยุคญาฮิลียะฮ์ เวลาที่นางเดินไปตามท้องถนน พวกนางใส่กำไลที่ข้อเท้า ผ้ามันจะปิดหมด แต่ถ้าหากว่าใส่กำไลแบบไม่มีเสียง สตรีในยุคนั้นจะเดินกระทืบเท้าให้มันดัง เพราะต้องการให้คนรู้ถึงสิ่งที่นางสวมใส่ และให้คนเคลิ้มแล้วหันมอง
– อัลลอฮฺจึงได้ห้ามบรรดาผู้ศรัทธาผู้หญิงว่า อย่าได้ทำตัวแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะสวมใส่แล้วมันไม่มีเสียง อย่าเดินเสียงดัง
– ไม่ใช่แค่เสียงจากเครื่องประดับ แต่การมองเห็นเครื่องประดับที่อยู่ในเรือนร่างก็เป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน
– (เพิ่มเติม การไม่เปิดเผยเครื่องประดับให้คนภายนอกเห็น เป็นการรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์ มีความถ่อมตัว ป้องกันการโอ้อวด ปกป้องจากสายตาริษยา ปลอดภัยจากฟิตนะห์)
9. ห้ามสตรีพูดจาอ่อนหวานกับชายแปลกหน้า
– อัลลอฮฺทรงห้ามไม่ให้ผู้หญิงทอดเสียงพูดจาอ่อนหวานกับผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่มะฮฺรอม
– “โอ้ บรรดาภริยาของนบี พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่น หากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ 32)
– อัลลอฮฺทรงห้ามพูดจาอ่อนหวาน เพราะจะสาเหตุที่ทําให้เกิดการยั่วยุทางอารมณ์
– ฉะนั้นการที่ผู้ชายไปนั่งฟังผู้หญิงบรรยายจึงเสี่ยงต่อการเกิดฟิตนะห์มากกว่าการที่ผู้หญิงไปฟังบรรยายโดยผู้ชายสอน ศาสนาจึงห้ามเพื่อปกป้องผู้หญิงให้ห่างไกลจากการมองของผู้ชายซึ่งอาจคิดไม่ดีต่อผู้หญิง
– ฉะนั้น ศอฮาบะฮฺในอดีตที่ไปถามคําถามจากท่านหญิงอาอิชะห์ เขาถามหลังม่านไม่ได้ถามที่หน้าเวที และไม่ใช่บรรยายศาสนา
10. การปกปิดใบหน้าเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับผู้หญิง
– เพราะหากว่าศาสนาห้ามผู้หญิงเดินกระแทกเท้า เกรงว่าเสียงจากกําไลข้อเท้าจะทําให้เกิดฟิตนะห์ ดังนั้น การที่ผู้ชายได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่เปิดหน้า เต็มไปด้วยความงดงาม ความอ่อนเยาว์ ความสดใส การแต่งหน้า จะเป็นสาเหตุให้เกิดฟิตนะห์มากกว่าเสียงกำไลข้อเท้า
11. ศาสนาห้ามผู้หญิงใส่น้ำหอมออกนอกบ้าน
– ศาสนาส่งเสริมให้ผู้หญิงแต่งกายมีกลิ่นหอมเมื่ออยู่ในบ้านกับครอบครัวหรือสามี อยู่บ้านใส่น้ำหอมได้เต็มที่ แต่ออกนอกบ้านเปลี่ยนชุด อย่าใส่น้ำหอม
– รายงานจากท่านอบี มูซา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จาก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “ทุก ๆ ดวงตาล้วนเป็นการซินา (ได้รับส่วนของการซินา) และสตรีคนใดที่พรมน้ำหอมแล้วนางได้เดินผ่านที่ชุมนุมของผู้คน นางก็เหมือนกับเป็นอย่างนั้นอย่างนี้” หมายถึง ผู้ที่ผิดประเวณี (หะดีษหะสัน บันทึกโดย ติรมิซีย์ เลขที่ 2786)
– ความผิดเหมือนคนทําซินาเลย แสดงว่าอันตราย
12. เสื้อผ้าภายนอกสำหรับผู้หญิง
แม้ว่าในอายะฮฺข้างต้น อัลลอฮฺจะอนุญาตให้สตรีเปิดเผยเสื้อผ้าภายนอกที่ไม่ดึงดูดได้ หรือเสื้อผ้าที่ไม่สร้างฟิตนะห์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ ผู้หญิงจะสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องคํานึงสิ่งต่อไปนี้
1) ไม่เป็นจุดเด่น
2) ไม่เป็นการลอกเลียนแบบ
3) ไม่รัด ไม่บาง และไม่ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้าม
ถ้าหากว่านางมีเจตนาที่จะให้คนหันมามอง เสื้อผ้าที่นางสวมใส่จะเป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยทันที เพราะผิด 2 กระทง คือ ผิดจากการสร้างฟิตนะห์ และผิดจากการโอ้อวด
13. อัลลอฮฺสั่งให้บรรดาผู้ศรัทธาเตาบะฮฺตัว (กลับเนื้อกลับตัว)
พระองค์ใช้คํามุ่งเน้นไปที่ผู้ชาย (มุอฺมินูน – ผู้ศรัทธาชาย) “และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”
– โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาผู้ชาย พวกท่านทั้งหลาย จงสํานึกผิด จงเตาบะฮฺตัว ไปยัง อัลลอฮฺ ตะอาลา กันให้หมด
– อัลลอฮฺกล่าวถึงผู้ชาย แต่อายะฮฺนี้ความหมายครอบคลุมถึงผู้หญิง เพราะอัลลอฮฺทรงรอบรู้ดีว่า หน้าที่ในการดูแลผู้หญิงคือ ผู้ชาย สตรีจะดีไม่ได้ หากผู้ชายไม่ดี เช่น สามีไม่ดี สตรีจะยึดมั่นในศาสนาไม่ได้ สามีจะต้องเอาใจใส่ดูแลอบรมบ่มนิสัยภรรยาด้วย
– สาเหตุประการหนึ่งที่ทําให้สตรีมีข้อบกพร่องทุกวันนี้เพราะผู้ชาย เช่น ภรรยาบกพร่องเพราะสามีไม่ดูแลรับผิดชอบ ไม่อบรมไม่สอน ไม่ว่ากล่าวตักเตือน นี่คือสภาพของคนส่วนใหญ่
– ฉะนั้น อัลลอฮฺจึงสั่งว่า ผู้ชายจงสํานึกผิด เป็นหน้าที่ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า และสั่งใช้ภรรยาให้สำนึกผิดด้วย
1. การสวมเสื้อคลุมและปิดหน้า
“โอ้ นบี! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง (ตัฟซีร: คือให้พวกนางเหล่านั้นสวมเสื้อหลวม ๆ ซึ่งจะช่วยปกปิดความสวยงามและเครื่องประดับของพวกนาง เพื่อป้องกันการกล่าวร้ายแก่นาง และแยกให้แตกต่างจากลักษณะของพวกผู้หญิงญาฮิลียะฮฺ อัฏฏอบรีย์ รายงานจากอิบนิ อับบาส ซึ่งกล่าวเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ว่า อัลลอฮฺทรงใช้บรรดาหญิงผู้ศรัทธาว่า เมื่อพวกนางจะออกจากบ้าน ให้พวกนางคลุมศีรษะ และปกปิดใบหน้าด้วยเสื้อคลุมของพวกนาง และเปิดช่วงสำหรับนัยน์ตาอย่างเดียว) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน” (ตัฟซีร: ในการปกปิดเช่นนั้นเป็นการป้องกันพวกนางให้พ้นจากคำพูดของพวกมนุษย์เลวทราม และเป็นการแยกพวกนางให้แตกต่างจากพวกทาสี) และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ 59 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
รายงานจากท่านหญิงอุมมิ สะละมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า : ‘เมื่อโองการถูกประทานลงมาว่า “ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง” (อัลกุรอาน 33:59) บรรดาสตรีชาวอันศ็อร์เวลาออกจากบ้าน ราวกับว่ามีอีกาเกาะอยู่บนศีรษะของพวกนาง เพราะผ้าคลุม (ศรีษะ) สีดำของพวกนาง’ (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4101)
รายงานจากท่านหญิงอาอิชะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ‘ปรากฏว่าท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยละหมาดศุบฮ์ แล้วมีบรรดาสตรีผู้ศรัทธามาร่วมละหมาดพร้อมกับท่าน โดยพวกนางคลุมตัวอยู่ในผ้าคลุม แล้วพวกนางก็กลับไปยังบ้านของพวกนาง โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นใคร’ และในบางรายงาน กล่าวว่า : “พวกนางห่มตัว” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 372 และ 578 และมุสลิม เลขที่ 645)
2. ห้ามสตรีใส่น้ำหอมออกนอกบ้าน
รายงานจากท่านอบีฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : สตรีนางหนึ่งได้พบกับเขา แล้วเขาได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวของนางพร้อมกับปลายชายผ้าที่สะบัดไปมาตามลม เขาจึงกล่าวว่า ‘โอ้ บ่าวของอัลญับบ๊าร (อัลลอฮฺ) เธอมาจากมัสยิดใช่หรือไหม?’ นางตอบว่า ‘ใช่คะ’ เขาจึงถามอีกว่า ‘เธอพรมน้ำหอมเพื่อไปมัสยิดกระนั้นหรือ?’ นางตอบว่า ‘ใช่คะ’ เขาจึงกล่าวว่า : แท้จริงฉันเคยได้ยินผู้เป็นที่รักของฉัน (คือ ) อะบา อัลกอเส็ม (ชื่อเรียกของท่านนบี) ได้กล่าวว่า : “การละหมาดจะไม่ถูกตอบรับ สำหรับสตรีที่พรมน้ำหอมเพื่อไปยังมัสยิด จนกว่านางจะกลับไปอาบน้ำชำระร่างกายเสมือนการอาบน้ำจากญะนาบะฮ์เสียก่อน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4174 และอิบนุ มาญะฮ์ เลขที่ 4002)
3. ห้ามมองเอาเราะห์
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ชายห้ามมองดูเอาเราะห์ (อวัยวะพึงสงวน) ของผู้ชายด้วยกัน และผู้หญิงก็ห้ามมองดูเอาเราะห์ (อวัยวะพึงสงวน) ของผู้หญิงด้วยกัน และผู้ชายห้ามนอนเปลือยกายร่วมกับผู้ชายในผ้าห่มผืนเดียวกัน และผู้หญิงก็ห้ามนอนเปลือยกายร่วมกับผู้หญิงในผ้าห่มผืนเดียวกัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย มุสลิม เลขที่ 338)