หากกำลังเผชิญกับบททดสอบที่ยากจะรับมือไหว ลองอ่านเรื่องราวของบรรดานบี ได้ทั้งแง่คิด รอยยิ้ม อัลลอฮฺให้บรรดานบีมีวิธีคิด วิธีพูดที่ดีงาม และมีความเฉลียวฉลาดในการรับมือกับบทดสอบ เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต (คลิกที่ชื่อเรื่องได้เลย)
เรื่องราวบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ 51-70
และโดยแน่นอน เราได้ให้ความเฉลียวฉลาดแก่อิบรอฮีม แต่ครั้งก่อน โดยที่เรารู้จักเขาดี
ขณะที่เขากล่าวแก่บิดาของเขาและกลุ่มชนของเขาว่า “รูปปั้นอะไรกันนี่ที่พวกท่านเฝ้าบูชากัน”
พวกเขากล่าวว่า “เราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเรา เป็นผู้สักการะบูชามันก่อน”
เขากล่าวว่า “โดยแน่นอน พวกท่านและบรรพบุรุษของพวกท่าน อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง”
พวกเขากล่าวว่า “ท่านได้นำความจริงมาเสนอแก่เรา หรือท่านเป็นแต่เพียงคนหนึ่งในพวกล้อเล่น”
เขากล่าวว่า “แต่ที่แท้จริงพระเจ้าของพวกท่าน คือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงเนรมิตมัน และฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เป็นพยานต่อการณ์นี้
“และขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ แท้จริง ฉันจะวางแผนต่อต้านรูปปั้นทั้งหลายของพวกท่าน หลังจากที่พวกท่านผินหลังกลับออกไป”
ดังนั้น เขาได้ทำให้มันแหลกลาญ เหลือไว้เพียงรูปปั้นตัวใหญ่สำหรับพวกเขา หวังว่าพวกเขาจะได้กลับไปสอบถามมัน
พวกเขากล่าวว่า “ใครกระทำเช่นนี้กับพระเจ้าของเรา แท้จริง เขาผู้นั้นอยู่ในหมู่อธรรมอย่างแน่นอน”
พวกเขากล่าวว่า “เราได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวตำหนิรูปปั้นเหล่านี้ เขามีชื่อว่าอิบรอฮีม”
พวกเขากล่าวว่า “พวกท่านจงนำเขามาท่ามกลางสายตาของประชาชน หวังว่าเขาทั้งหลายจะได้เป็นพยาน”
พวกเขากล่าวว่า “เจ้าเป็นผู้กระทำเช่นนี้ต่อพระเจ้าเหล่านั้นของเรากระนั้นหรือ โอ้ อิบรอฮีม!
เขากล่าวว่า “แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมัน พวกท่านจงถามพระเจ้าเหล่านั้นซิ พวกมันพูดได้”
ดังนั้น พวกเขาก็กลับมาคิดถึงตัวของพวกเขาเอง แล้วกล่าวขึ้นว่า”แท้จริงพวกท่านนั่นแหละเป็นผู้อธรรม”
ครั้นแล้วศีรษะของพวกเขาก็ก้มลงมา(อยู่ในสภาพคอตก) แล้วกล่าวว่า “ท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่ารูปปั้นเหล่านั้นพูดไม่ได้”
เขากล่าวว่า”พวกท่านเคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ที่มันไม่ให้คุณแก่พวกท่านและไม่ให้โทษแก่พวกท่านแต่อย่างใดเลย กระนั้นหรือ?
“เป็นที่น่ารังเกียจแก่พวกท่าน และสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮฺ พวกท่านไม่มีสติปัญญาหรือ?”
พวกเขากล่าวว่า “จงเผาเขาเสีย” และจงช่วยเหลือพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่าน หากพวกท่านจะกระทำเช่นนั้น”
เรา (อัลลอฮฺ) กล่าวว่า “โอ้ ไฟ! จงเย็นลง และให้ความปลอดภัยแก่อิบรอฮีมเถิด”
และพวกเขาปรารถนาที่จะวางแผนร้ายแก่เขา แต่เราได้ทำให้พวกเขาประสบกับความสูญเสียมากยิ่งกว่า
เรื่องราวบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัศศ็อฟฟาต 85-101
เมื่อเขาได้กล่าวแก่บิดาของเขาและหมู่ชนของเขาว่า “พวกท่านเคารพภักดีอะไรกัน? “
“เพื่อความเท็จกระนั้นหรือ ที่พวกท่านปรารถนาพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ ?”
“ดังนั้น ความนึกคิดของพวกท่านที่มีต่อพระเจ้าแห่งสากลโลกจะเป็นอย่างไร ?”
เขา (อิบรอฮีม) จึงจ้องมองไปยังดวงดาวทั้งหลาย
แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า “แท้จริงฉันไม่สบายจริง ๆ “
ดังนั้น พวกเขาจึงหันหลังให้เขาและกลับออกไป
แล้วอิบรอฮีมก็บ่ายหน้าไปยังเจว็ดต่าง ๆ ของพวกเขา แล้วพูดว่า “พวกเจ้าไม่กิน (อาหารเหล่านี้) บ้างหรือ ?
“ทำไมพวกเจ้าจึงไม่พูดเล่า ?”
แล้วเขาก็หันไปตีพวกมันด้วยมือขวา (ซึ่งถือขวานอยู่)
แล้วพวกเขาก็รีบวิ่งมาหาเขา
อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า “พวกท่านเคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านแกะสลัก (มัน) กระนั้นหรือ ?
“ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านประดิษฐ์มันขึ้นมา”
พวกเขากล่าวว่า “จงสร้างสถานที่แห่งหนึ่ง (เตาเผา) สำหรับเขา แล้วโยนเขาไปในไฟที่ลุกโชน”
ดังนั้น พวกเขาต้องการวางแผนร้ายแก่เขา แต่เราได้ทำให้พวกเขาต่ำต้อย
และอิบรอฮีมกล่าวว่า “ฉันจะไปหาพระเจ้าของฉัน แน่นอนพระองค์จะทรงแนะทางให้แก่ฉัน
“ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานบุตรที่มาจากหมู่คนดีให้แก่ข้าพระองค์ด้วย”
ดังนั้น เราจึงแจ้งข่าวดีแก่เขา (ว่าจะได้) ลูกคนหนึ่ง ที่มีความอดทนขันติ (คือ อิสมาอีล)
“ในคุฏบะฮฺวันศุกร์ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยยืนบนท่อนอินทผลัมท่อนหนึ่งซึ่งใช้แทนมิมบัร หญิงชาวอันศอรคนหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า : หากพวกท่านต้องการให้ทำมิมบัร (ก็ได้) ดังนั้น พวกเขาจึงทำ “มิมบัร” ใหม่ให้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ขึ้นไปบนมิมบัรใหม่นั้น ท่อนอินทผลัมเก่านั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางดังระงม ดังนั้น ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงลงจากมิมบัรใหม่ แล้วท่านก็วางมือของท่านโอบกอดท่อนอินทผลัม (มิมบัรเก่า) นั้น จึงทำให้เสียงร้องครางนั้นค่อยๆ เงียบสงบลง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า : ท่อนอินทผลัมนั้นร้องไห้คร่ำครวญเพราะถูกตัดขาดจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ตะอาลา ณ ที่มันเคยได้รับ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า : หากฉันไม่จับมัน (ท่อนอินทผลัม) นั้น มันก็จะยังคงส่งเสียงร้องอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งวันกิยามะฮฺ แล้วท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็สั่งให้ฝังท่อนอินทผลัมนั้นไว้ ที่ใต้ “มิมบัร” อันใหม่นั่นเอง”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี และอัตติมิซีย์)
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ครั้งหนึ่ง มูซาได้ยืนขึ้นพูดกับพวกลูกหลานอิสรออีลและเขาถูกถามว่าใครเป็นผู้มีความรู้ที่สุด เขาตอบว่า "ฉันนี่เอง"
ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ทรงเตือนเขาเพราะเขาไม่อ้างว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรู้ดีที่สุด พระองค์ทรงตรัสกับเขาว่า "ตรงที่สองทะเลมาบรรจบกันมีบ่าวคนหนึ่งของฉันที่มีความรู้มากกว่าเจ้า" มูซากล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาล ฉันจะไปหาเขาได้อย่างไร?" อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า "เอาปลาตัวหนึ่งใส่ตะกร้าและเจ้าจะพบเขาตรงสถานที่ที่ปลาของเจ้าหายไป"
มูซาจึงเอาปลาตัวหนึ่งใส่ตะกร้าและออกเดินทางไปกับยูชะ บินนูน เด็กรับใช้ของเขา จนกระทั่งทั้งสองไปถึงหินก้อนหนึ่งซึ่งที่นั่นพวกเขาได้ใช้หนุนหัวนอน ในขณะที่มูซาหลับไป ปลาตัวนั้นได้หลุดออกจากตะกร้าและตกลงไปในทะเล.."
(ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 3400)
เรื่องราวบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺ 60-64 (ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
"และจงรำลึกเมื่อมูซาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่ม (ยูชะอฺ อิบนฺนูน) ของเขาว่า “ฉันจะยังคงเดินต่อไปจนกว่าจะบรรลุสู่ชุมทางแห่งสองทะเลหรือฉันจะคงเดินต่อไปอีกหลายปี”
ดังนั้น เมื่อทั้งสองถึงชุมทางระหว่างสองทะเลแล้ว ทั้งสองลืมปลาของเขา ดังนั้นมันจึงหาวิธีของมันลงทะเลไปตามทาง (ตัฟซีร: ส่วนใหญ่ของนักตัฟซีรมีความเห็นว่า ปลาในที่นี้เป็นปลาย่าง การให้มันมีชีวิตขึ้นมาและหาทางลงทะเลนั้น เป็นสัญญาณหนึ่งในบรรดาสัญญาณต่างๆ ของอัลลอฮฺแก่นบีมูซา)
ครั้นเมื่อทั้งสองเดินเลยต่อไปอีก เขาได้กล่าวแก่คนใช้หนุ่มของเขาว่า “จงนำอาหารกลางวันของเราออกมา โดยแน่นอน เราได้รับความลำบากจากการเดินทางของเรานี้”
เขากล่าวว่า “ท่านมิเห็นดอกหรือ เมื่อเราพักอยู่ที่ก้อนหิน แท้จริงฉันลืมที่จะพูดถึงเรื่องปลาและไม่มีผู้ใดที่ทำให้ฉันลืมกล่าวถึงมันนอกจากชัยฏอน และมันก็หาทางลงทะเลไปอย่างน่าประหลาดแท้ๆ”
เขากล่าวว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการหา” ดังนั้น ทั้งสองจึงหวนกลับตามร่องรอยไปที่เดิม”
เรื่องราวบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัศศ็อฟฟาต 139-148
และแท้จริง ยูนุสนั้นอยู่ในหมู่ผู้ที่ถูกส่งมาเป็นร่อซูล
จงรำลึก ขณะที่เขาได้หนีไปยังเรือที่บรรทุกผู้คนเต็มเพียบ
ดังนั้น ยูนุสได้เข้าร่วมจับฉลาก แล้วเขาจึงอยู่ในหมู่ผู้ถูกพิชิต (แพ้ในการจับฉลาก)
แล้วปลาตัวใหญ่ได้กลืนเขา และเขาสมควรที่จะถูกตำหนิ
หากว่าเขามิได้เป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้แซ่ซ้องสดุดีแล้ว
แน่นอน เขาจะอยู่ในท้องปลาจวบจนกระทั่งวันฟื้นคืนชีพ
แล้วเราได้เหวี่ยงเขาขึ้นบนที่โล่งริมฝั่ง ในสภาพที่ป่วย
และเราได้ให้มีต้นไม้ (พันธ์ไม้เลื้อย) น้ำเต้างอกเงยขึ้น ปกคลุมตัวเขา
และเราได้ส่งเขาไปยัง (หมู่บ้านของเขา) มีจำนวนหนึ่งแสนคนหรือเกินกว่านั้น
แล้วพวกเขาก็ศรัทธา ดังนั้น เราจึงปล่อยให้พวกเขามีความสุขสำราญชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ดุอาอฺที่นบียูนุสกล่าวในขณะอยู่ท้องปลา มีบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ 87-88 ความว่า
لَّا إِلَٰهَ إِلَّا أَنتَ سُبْحَانَكَ إِنِّي كُنتُ مِنَ الظَّالِمِينَ
“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากกพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย”
และจงรำลึกถึงเรื่องราวของซันนูน (นบียูนุส) เมื่อเขาจากไปด้วยความโกรธพรรคพวกของเขา แล้วเขาคิดว่าเราจะไม่ทำให้เขาได้รับความลำบาก แล้วเขาก็ร้องเรียนท่านกลางความมืดทึบทะมึนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากกพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย”
ดังนั้นเราได้ตอบรับการร้องเรียนของเขาและเราได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากความทุกข์ระทมและเช่นเดียวกันนี้ เราช่วยบรรดาผู้ศรัทธา
เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ
หัวข้อ “อัลบะลัด ตอนที่ 34/35
ขอแค่รู้จักเมตตา”
สอนโดย อ.อิลยาส วารี
รายงานจากท่านอนัส บิน มาลิก ว่า มีชายชาวอันศอรคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านจึงถามเขาว่า “ในบ้านของท่านพอจะมีอะไรอยู่บ้างไหม?” เขาตอบว่า ‘มีผ้ารองหลังสัตว์ผืนหนึ่ง ที่พวกเราใช้ทั้งนุ่งห่มและปูพื้น และมีถ้วยน้ำใบหนึ่งที่พวกเราใช้ดื่มน้ำครับ’
ท่านนบีกล่าวว่า “จงไปเอาของสองสิ่งนั้นมาให้ฉัน” เมื่อเขานำมาให้แล้ว ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็รับมาไว้ในมือแล้วประกาศว่า “ใครจะซื้อของสองสิ่งนี้บ้าง?” ชายคนหนึ่งบอกว่า ‘ข้าพเจ้าขอซื้อในราคา 1 ดิรฮัมครับ’ ท่านนบีถามซ้ำสองหรือสามครั้งว่า “มีใครจะให้มากกว่า 1 ดิรฮัมไหม?” จนมีชายอีกคนบอกว่า ‘ข้าพเจ้าซื้อในราคา 2 ดิรฮัมครับ’ ท่านจึงมอบของให้เขาไป และรับเงินมามอบให้ชายชาวอันศอรพร้อมกำชับว่า
“เงิน 1 ดิรฮัมนั้น จงไปซื้ออาหารให้ครอบครัวของท่าน ส่วนอีก 1 ดิรฮัม จงไปซื้อหัวขวานแล้วนำมาหาฉัน”
เมื่อเขานำหัวขวานมาให้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้มือของท่านใส่ด้ามขวานให้ด้วยตัวเอง แล้วกล่าวว่า “จงออกไปหาฟืนและขายมัน และอย่าให้ฉันเห็นหน้าท่านเป็นเวลา 15 วัน”
ชายคนนั้นออกไปทำงานจนกลับมาพร้อมกับเงิน 10 ดิรฮัม ท่านนบีจึงบอกให้เขาใช้เงินส่วนหนึ่งซื้ออาหารและอีกส่วนหนึ่งซื้อเสื้อผ้า แล้วท่านได้สอนว่า:
“การทำเช่นนี้ย่อมดีกว่าการที่ท่านไปเที่ยวขอคนอื่น ซึ่งมันจะกลายเป็นรอยตำหนิบนใบหน้าของท่านในวันกิยามะฮ์ แท้จริงแล้วการขอความช่วยเหลือ (ขอเงิน) นั้น ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เว้นแต่ใน 3 กรณีเท่านั้น คือ: ผู้ที่ยากจนข้นแค้นจริงๆ, ผู้ที่มีหนี้สินล้นตัว หรือผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยความผิดอย่างหนักจนรับไม่ไหว”
(หะดีษหะสัน บันทึกโดย อิบนุ มาญะฮ์ เลขที่ 2198)
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกกับชายคนนั้นว่า “สองเหรียญเงินนั้น เหรียญหนึ่งคุณเอาไปซื้อหัวขวาน อีกหนึ่งเหรียญคุณเอาไปซื้ออาหารให้ครอบครัวคุณกิน”
เมื่อชายคนนั้นไปซื้อหัวขวานได้แล้ว ก็มาท่านนบี ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ไปหาไม้มาเหลาให้ทำเป็นด้ามขวาน ใส่ด้ามขวานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า “คุณเข้าไปในที่แห่งนี้ ไปตัดฟืนมา อย่าให้เราเห็นหน้าจนกว่าจะผ่านไป 15 วัน” (หมายความว่าให้ทำให้เต็มที่)
ผ่านไป 15 วัน พอมาเจออีกที ชายคนนี้เขาก็เข้ามาหาท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วก็พบว่า ตอนนี้เขามีทั้งเสื้อผ้าสวมใส่แบบปกติและก็เริ่มมีเงินบ้าง ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ชอบไปขอคนอื่น ในวันกิยามะฮฺ พระองค์อัลลอฮฺจะให้มีใบหน้าของเขามีความอัปลักษณ์ การไปขอผู้คน ไม่สมควรไปขอนอกจาก 3 กรณี
คนยากจนที่ยากจนจริงๆ
คนที่มีหนี้สินแบบล้นตัวไปไม่รอดจริงๆ
คนที่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากไปฆ่าหรือทำร้ายคน”