เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ
เรื่อง สัญญาณที่บอกว่าอัลลอฮฺรักฉัน
ในตัฟซีร ซูเราะฮฺที่ 90 อัลบะลัด
สอนโดย อ.อิลยาส วารีย์
สัญญาณที่บอกว่าอัลลอฮฺรักและเมตตาบ่าวคนนั้น มีดังนี้ (คลิกอ่านเรื่องที่สนใจได้เลย)
เมื่ออัลลอฮฺให้เขามีความสุขที่เป็นมุสลิม พอใจที่ได้เป็นมุสลิม
เมื่อถูกลงโทษตั้งแต่ดุนยา ให้มีสติ ได้คิด ได้กลับเนื้อกลับตัว
เมื่อเขารักที่จะปฏิบัติตามซุนนะฮฺนบี (หน้าเดียวกับข้อ 6)
เมื่ออัลลอฮฺให้ครอบครัวมีความอ่อนโยนแก่กัน
สมาชิกในครอบครัวมีความเมตตา อ่อนโยน ให้กันและกัน บนพื้นฐานของศรัทธา นั้นแสดงว่าอัลลอฮฺรักเขา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺทรงปรารถนาความดีแก่ครอบครัวใด พระองค์จะทรงให้มีความอ่อนโยนในระหว่างพวกเขา” (หะดีษหะสัน บันทึกโดย อิบนุ อัล-ญะอ์ด เลขที่ 3453 และอบู อะวานะห์ เลขที่ 11313)
ถ้าครอบครัวของผู้ปฏิเสธศรัทธาใด มีความรักใคร่กันดี คุยกันดี นั้นคือ อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาให้กับเขา แต่ถ้าเป็นครอบครัวผู้ศรัทธา อัลลอฮฺรักเขา
นักวิชาการให้ความหมายความอ่อนโยนว่า เป็นความอ่อนโยนทั้งคำพูดและการกระทำ ถึงเวลาจะบังคับ/โต้แย้งก็ด้วยรูปแบบที่เบาที่สุด
ถ้าไม่ใช่ทั้งครอบครัว อย่างน้อยที่สุด ถ้าตัวของเราเองมีความอ่อนโยนกับคนในครอบครัวของเรามากที่สุด ก็ถือว่าอัลลอฮฺรักพี่น้องเช่นเดียวกัน
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ความอ่อนโยนจะไม่เข้าไปอยู่ในสิ่งๆ ใด นอกจากความอ่อนโยนจะทำให้สิ่งนั้นงดงาม และใครก็ตามที่ถูกดึงเอาความอ่อนโยนออกไปจากเขา มันไม่ได้เพิ่มอะไรนอกจากความบกพร่องในตัวเขา" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี)
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "อัลลอฮฺรักความอ่อนโยนในทุกๆ เรื่อง" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ถูกห้ามจากความอ่อนโยน เขาจะถูกห้ามจากความดีงามทั้งหมด” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2592 และ อบูดาวูด เลขที่ 4809)
งดงาม คือ มีบารอกะฮฺ เช่น อ่อนโยนในการค้าขาย คบค้าสมาคม การช่วยเหลือ การสอน
“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกจากศาสนาของพวกเขาไป อัลลอฮฺก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์ เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดามุอฺมิน ไว้เกียรติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะเสียสละและต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และไม่กลัวการตำหนิของผู้ตำหนิคนใดนั่นคือความโปรดปรานของอัลลอฮฺซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 54)
อัลลอฮฺอธิบายถึง 4 คุณลักษณะของผู้ที่มีความอ่อนโยน
1) อยู่กับผู้ศรัทธาด้วยกัน ให้ทำตัวต้อยต่ำ จะไม่ยกตนข่มท่าน
2) อยู่กับผู้ปฏิเสธศรัทธา เขาก็จะมีเกียรติ คือ ทำตัวให้รู้ว่า เขามีจุดยืนที่มั่นคง มีคำพูดที่ชัดเจน แข็งแกร่ง แต่ไม่ใช่หยาบกระด้าง
3) เขาพร้อมที่จะทุ่มเท เสียสละ เพื่ออัลลอฮฺ
4) คนที่จะไม่เกรงกลัวคำครหานินทา ติฉินใดๆ ทั้งสิ้น
2. เมื่ออัลลอฮฺทรงปกป้องเขาให้พ้นจากฟิตนะห์ของดุนยา
เมื่อใดก็ตามที่การทำความชั่วมันยากสำหรับเรา นั่นแหล่ะแปลว่าอัลลอฮฺรักเรา
จะทำสิ่งที่ชั่วก็ทำไม่ได้ หรืออยากได้สิ่งนั้นแต่ไม่เหมาะสมกับเรา เช่น คนที่คิดว่าเป็นคู่ครอง
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ย่อมทรงปกป้องบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์จากโลกดุนยา ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงรักเขา เหมือนกับที่พวกท่านคอยปกป้องคนป่วยของท่านจากอาหารและเครื่องดื่ม เพราะพวกท่านเป็นห่วงเขา" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหฺมัด เลขที่ 23622)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงเมื่ออัลลอฮฺทรงรักบ่าวคนหนึ่ง พระองค์จะทรงปกป้องเขาจากโลกดุนยา เหมือนกับที่คนหนึ่งในหมู่พวกท่านยังคงคอยปกป้องคนป่วยของเขาจากน้ำ" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2036)
3. เมื่ออัลลอฮฺให้พวกเรามีความสุขที่เป็นมุสลิม
พอใจที่ได้เป็นมุสลิม นั่นแปลว่าอัลลอฮฺรัก
เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกรักศาสนาอิสลาม มีความสุขที่ได้เป็นมุสลิม รู้สึกดีมากๆ ที่ได้ทำตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ นั้นก็แปลว่าอัลลอฮฺรัก เขาต้องมี 5 อย่าง
1) เขาต้องรักที่จะเรียนรู้เพื่ออัลลอฮฺตลอด
2) เขาจะต้องพยายามรู้จักอัลลอฮฺให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะอัลลอฮฺจะเอาคนที่พระองค์รักเข้าสวรรค์
รอซูลลุลลอฮฺกล่าวว่า "พระนามของอัลลอฮฺนั้นมีเก้าสิบเก้าพระนาม ผู้ใดสามารถจดจำได้จะได้เข้าสวรรค์” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2736 และมุสลิม เลขที่ 2677)
หมายถึง เข้าใจและปฏิบัติตนสอดคล้องกับพระนามของพระองค์
3) เขารักคำพูดของพระองค์อัลลอฮฺสุดหัวใจของเขา
4) เขารักที่จะได้คิดถึงพระองค์
5) เขารักที่จะได้ทำตามที่อัลลอฮฺสั่งใช้
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสว่า ‘ผู้ใดที่เป็นศัตรูกับวลี (คนรัก) ของข้า แท้จริงข้าได้ประกาศสงครามกับเขาผู้นั้น ไม่มีบ่าวของข้าคนใดที่ (ปฏิบัติตน) เข้าใกล้กับข้าด้วยการงานหนึ่งที่ข้ารักยิ่งไปกว่าการปฏิบัติในสิ่งที่ข้า กำหนดเป็นฟัรฎูแก่เขา และบ่าวของข้านั้นก็ยังคง (ปฏิบัติตน) เข้าใกล้ข้าตลอดเวลาด้วยการปฏิบัติสิ่งที่เป็นซุนนะฮฺต่างๆ จนกระทั่งข้ารักเขา ครั้นเมื่อข้ารักเขาแล้ว ข้าก็จะเป็นดั่งผู้ระวังรักษาหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นผู้ระวังรักษาตาของเขาที่เขาใช้มอง เป็นผู้ระวังรักษามือของเขาที่เขาใช้หยิบจับ และเป็นผู้ระวังรักษาเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน แน่นอนหากเขาขอสิ่งใดจากข้า ข้าย่อมให้เขา และหากเขาขอความคุ้มครองจากข้า ข้าก็จะให้ความคุ้มครองเขาอย่างแน่นอน” (หะดีษ (กุดซีย์) เศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 6502)
เมื่อใดก็ตามที่การช่วยคนอื่นนั้น ง่ายสำหรับเขา นั่นแสดงให้เห็นว่า อัลลอฮฺรักคนๆ นั้นเช่นเดียวกัน
การช่วยเหลือทุกรูปแบบ ช่วยเหลือได้เป็นประจำ โดยมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา
ไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะทำได้ ถ้าอัลลอฮฺไม่ตักดีรให้เรา เราช่วยไม่ได้หรอก
ครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า “คนที่เป็นที่รัก ณ อัลลอฮฺที่สุด คือ คนที่สร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์มากที่สุด” นบีกล่าวต่อไปว่า “การงานที่เป็นที่รัก ณ อัลลอฮฺมากที่สุด คือ การทำให้มุสลิมคนหนึ่งมีความสุข หรือขจัดปัดเป่าความทุกข์ ความลำบากใจ ปัญหาในชีวิตของเขา หรือการให้อภัยในหนี้สินของเขา การปลดหนี้ของเขา หรือการให้อาหารคนๆ หนึ่งที่หิวโหย จริงๆ แล้ว การที่ฉันได้เดินเข้าไปช่วยพี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ มันเป็นสิ่งที่ฉันรักที่จะทำมัน ยิ่งกว่าการพาตัวฉันเองเข้าไปอยู่ในมัสญิดมาดีนะห์เป็นเวลาหนึ่งเดือน และใครก็ตามที่กลืนความโกรธของเขา อัลลอฮฺจะช่วยปกปิดความผิดพลาดของเขา และใครก็ตามที่ข่มความโมโหของเขา แม้ว่าเขาสามารถจะเอาคืนได้ก็ตาม แล้วอัลลอฮฺจะช่วยปกป้องหัวใจของเขาในวันพิพากษา และใครก็ตามที่เดินร่วมทางกับพี่น้องในการเติมเต็มความจำเป็นของคนๆ นั้น จนกระทั่งคนๆ นั้นได้ปลอดภัย แล้วอัลลอฮฺจะทำให้การเดินของเขาข้ามสะพานศิรอตในวันอาคิเราะฮฺเป็นความมั่นคง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 6026)
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราถูกทดสอบ ทั้งๆ ที่เราทำความดี คิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำผิดตรงไหน แต่เรายังถูกทดสอบอยู่ นั้นแสดงว่า อัลลอฮฺรักคนๆ นั้นเช่นเดียวกัน
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "แท้จริงผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่จะมาพร้อมกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเมื่อพระองค์ทรงรักกลุ่มชนใด พระองค์จะทรงทดสอบพวกเขา ผู้ใดที่พอใจเขาก็จะได้รับความพอพระทัย และผู้ใดที่โกรธเขาก็จะได้รับความกริ้วโกรธ" (หะดีษหะสัน บันทึกโดยติรมีซีย์)
รายงานจากท่าน สะอัด บิน อบีวักกอศ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุว่าท่านได้ถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า ใครคือผู้ที่ถูกทดสอบมากที่สุด? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “คือบรรดานบีต่างๆ หลังจากนั้นก็คือผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดกับบรรดานบีบุคคลหนึ่งจะถูกทดสอบตามระดับการยึดมั่นในศาสนาของเขา หากเขามีความเข้มแข็งในศาสนาเขาก็จะถูก ทดสอบหนัก และหากการยึดมั่นของเขาอ่อนเขาก็จะถูกทดสอบตามระดับการยึดมั่นในศาสนาของเขา บะลาอฺการทดสอบจะประสบแก่มนุษย์จนทําให้เขาเดินอยู่บนหน้าแผ่นดินโดยไม่มีบาปกรรมใดเหลืออยู่อีก” (หะดีษหะสันเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมิซีย์ เลขที่ 2398)
ฟังประวัติของนบีอัยยูบ เพื่อเป็นเกราะป้องกันเมื่อเจอบททดสอบแล้ว จะได้คิดดีต่อพระองค์
นบีอัยยูบ ท่านรู้ว่าบททดสอบมาจากอัลลอฮฺ ไม่เคยคิดไม่ดีต่ออัลลอฮฺเลย เมื่อถึงช่วงท้ายของบททดสอบท่านรู้สึกว่ามันหนัก ไม่ไหว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาจากชัยฏอนให้คอยยุแหย่
ภรรยาของนบีอัยยูบตัดสินใจขายผม (การขายผมเป็นวิธีที่หะรอม) เมื่อเกิดความจำเป็นจริงๆ จึงเป็นสาเหตุที่ท่านนบีโกรธและสาบานว่าจะตีภรรยาเมื่อหายดี
6. เมื่อถูกลงโทษตั้งแต่ดุนยา ให้เขามีสติและได้คิด ได้กลับเนื้อกลับตัว
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราถูกลงโทษตั้งแต่ดุนยา ให้เรามีสติและได้คิด ได้กลับเนื้อกลับตัว นั่นแสดงให้เห็นว่าอัลลอฮฺรัก
“และแน่นอน เราจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษอันใกล้ (ในโลกนี้) ก่อนการลงโทษอันยิ่งใหญ่ (ในปรโลก) เพื่อว่าพวกเขาจะกลับมาสำนึกผิด” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัซซัจญดะฮฺ 21)
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺต้องการให้บ่าวคนหนึ่งของพระองค์ได้รับความดี พระองค์จะเร่งลงโทษเขาในโลกดุนยา และหากพระองค์ต้องการให้บ่าวคนหนึ่งของพระองค์พบสิ่งเลวร้าย พระองค์จะยึดความผิดของเขาไว้จนกระทั่งเขาได้พบมันในวันกิยามะฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมีซีย์)
“และสวนสวรรค์จะถูกนำให้มาใกล้แก่บรรดาผู้ยำเกรง มันมิได้อยู่ไกลเลย นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้สำหรับทุกคนที่สำนึกผิด (หันหน้าเข้าหาอัลลอฮฺ) ผู้รักษาบัญญัติ (ของอัลลอฮฺ) ผู้ที่เกรงกลัวพระผู้ทรงกรุณาปรานีโดยทางลับ และมาหา (พระองค์) ด้วยจิตใจที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว พวกเจ้าจงเข้าไปในสวนสวรรค์ด้วยความศานติ นั่นคือวันแห่งการพำนักอยู่ตลอดกาล สำหรับพวกเขาจะได้รับสิ่งที่พวกเขาพึงประสงค์ในสวนสวรรค์ และ ณ ที่เรานั้นยังมีอีกมากมาย” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺก็อฟ 31-35)
7. เมื่อเขารักที่จะปฏิบัติตามซุนนะฮฺนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารักที่จะปฏิบัติตามซุนนะฮฺนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่นบีทำ แล้วเราอยากจะทำไปซะหมดทุกอย่าง นั่นแสดงว่าอัลลอฮฺรักคนๆ นั้น
เชค ฮุซัยมี บอกถึงสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าคุณรักนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อย่างแท้จริง คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อแม่คุณ หรือคนที่คุณรักมากๆ สั่งใช้คุณให้ทำสิ่งที่ค้านกับนบีบอก คุณจะเลือกละทิ้งคำพูดนั้น แล้วเลือกปฏิบัติตามนบี
เรียนประวัติท่านนบีให้มากขึ้น ศึกษาหะดีษให้มากขึ้น
ทำไมถึงต้องรักนบีให้มากกว่าพ่อแม่ เพราะสิ่งที่ท่านนบีทำมากกว่าที่พ่อแม่ทำให้เรา เหตุที่จะพิสูจน์ว่านบีรักเรายิ่งกว่าพ่อแม่รักเรา
1) ท่านนบีไปเจรจาต่อรองกับอัลลอฮฺ ผู้ที่ท่านนบีรักและเกรงกลัวมากที่สุด เรื่องละหมาด มีหะดีษได้เล่าถึงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินทางขึ้นสู่ชั้นฟ้า (รับคำบัญชาเรื่องนมาซ) ดังนี้
“…อัลลอฮฺได้ประทานวะฮีย์แก่ฉันและกำหนดหน้าที่ให้ฉันต้องนมาซห้าสิบเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
เมื่อฉันกลับลงมายังมูชา เขาถามว่า “พระเจ้าของท่านสั่งอะไรแก่อุมมะฮฺของท่าน?” ฉันตอบว่า “นมาซห้าสิบครั้งในกลางวันและกลางคืน” เขากล่าวว่า “กลับไปหาพระเจ้าของท่านและขอพระองค์ให้ทรงลดจำนวนเวลานมาชลงมา เพราะอุมมะฮฺของท่านไม่สามารถปฏิบัติ เพราะฉันได้ทดสอบพวกบนูอิสรออีลแล้ว (และพบว่าพวกเขาอ่อนแอ เกินกว่าที่จะแบกรับภาระอันหนักนี้)”
ฉันจึงได้กลับไปหาพระผู้อภิบาลของฉันและกล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาล โปรดทำให้มันเบาลงสำหรับอุมมะฮฺของฉัน” พระองค์จึงได้ทรงลดให้แก่ฉัน ห้าครั้ง ฉันลงมาหามูซาอีกและกล่าวว่า “พระองค์ทรงลดให้ฉันห้าครั้ง” มูซากล่าวว่า “อุมมะฮฺจะไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้ กลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่านและขอให้พระองค์ทรงลดลงกว่านี้อีก”
ดังนั้น ฉันจึงขึ้นไปและลงมาระหว่างพระผู้อภิบาลของฉันกับมูซาจนกระทั่งพระองค์ทรงกล่าวว่า “มุฮัมมัด มีการนมาซห้าเวลาทุกกลางวันและกลางคืน การนมาซแต่ละครั้งเท่ากับสิบเพื่อที่จะเป็นห้าสิบครั้ง ใครที่มีเจตนาทำความดีและยังไม่ได้ทำ มันจะถูกถือว่าเป็นหนึ่งความดี และถ้าเขาทำตามที่เจตนา มันจะถูกบันทึกไว้เป็นสิบเท่า ส่วนใครที่มีเจตนาทำชั่ว แต่ไม่ได้ทำ มันจะไม่ถูกบันทึกไว้ แต่ถ้าเขาทำชั่วตามที่เจตนา มันจะถูกบันทึกไว้เป็นหนึ่งความชั่ว”
หลังจากนั้น ฉันได้ลงมาและเมื่อมายังมูชา เขากล่าวว่า “กลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่านและขอให้พระองค์ทรงลดลงกว่านี้อีก” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ฉันกลับไปหาพระผู้อภิบาลของฉัน ครั้งแล้วครั้งเล่าจนฉันรู้สึกละอายพระองค์แล้ว”
(ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 7517 และมุสลิม เลขที่ 162)
อ่านหะดีษเรื่องนี้ทั้งหมด <<คลิก>>
2) ในวันกิยามะฮฺ 1 วันในโลกแห่งการสอบสวนเทียบเท่ากับ 50,000 ของดุนยา ท่านนบีเก็บคำขอดุอาอฺเอาไว้ในโลกหน้าให้กับประชาชาติของท่านในวันกิยามะฮฺ (ท่านนบีท่านอื่นได้ใช้คำขอไปแล้ว)
“มลาอิกะฮฺและอัรรูหฺ (ญิบริล) จะขึ้นไปหาพระองค์ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับ ห้าหมื่นปี (ของโลกดุนยานี้) ดังนั้นเจ้าจงอดทนด้วยความอดทนที่ดีงามเถิด” (ตัฟซีร: อัรรูหฺในที่นี้หมายถึงญิบรีล วันหนึ่งคือวันกิยามะฮฺ คือในวันนั้นมลาอิกะฮฺและญิบรีลจะขึ้นไปหาพระองค์และในวันนั้นวันหนึ่งมีระยะเวลาเท่ากับห้าหมื่นปีของเวลาในโลกดุนยานี้ มีรายงานหะดีษกล่าวว่า “มีผู้ถามว่า โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ วันนี้มันช่างยาวเสียนี่กระไร ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า ฉันขอสาบานต่อพระผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แท้จริงมันเป็นเวลาที่สั้นสำหรับมุอฺมิน จนกระทั่งมันสั้นยิ่งกว่าเวลาที่ถูกกำหนด (ละหมาดฟัรฎู) ที่เขาละหมาดอยู่ในโลกดุนยาเสียอีก” ดังนั้น โอ้ มุฮัมมัด! เจ้าจงอดทนต่อการเย้ยหยันหรือการทำร้ายจากหมู่ชนของเจ้าเถิด อย่าได้คับอกคับใจเพราะอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือเจ้าให้มีชัยชนะเหนือพวกเขา) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์ 4-5 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “มนุษย์จะยืนต่อหน้าพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เป็นระยะเวลาครึ่งวันจากห้าหมื่นปี (คือ 25,000 ปี) สิ่งนั้นจะถูกทำให้ง่ายดายแก่ผู้ศรัทธา เสมือนการคล้อยต่ำลงของดวงอาทิตย์เพื่อจะลับขอบฟ้าจนกระทั่งมันลับขอบฟ้าไป” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบู ยะอฺลา เลขที่ 6025 และอิบนุ ฮิบบาน เลขที่ 7333)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “สำหรับทุกๆ นบีจะมีดุอาอฺหนึ่งบทที่ถูกตอบรับอย่างแน่นอน แล้วทุกๆ นบีต่างรีบเร่งใช้ดุอาอฺของเขาแล้ว และฉันได้เก็บดุอาอฺของฉันไว้ เพื่อเป็น ‘ชะฟาอะฮฺ’ (การช่วยเหลือ) ให้แก่ประชาชาติของฉันในวันกิยามะฮฺ ซึ่งมันจะได้แก่ อินชาอัลลอฮฺ ผู้ที่เสียชีวิตไปจากประชาชาติของฉัน โดยที่เขาไม่ตั้งภาคี (ชิริก) ต่ออัลลอฮฺ ด้วยกับสิ่งใดๆ ก็ตาม” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 199)
8. เมื่อไหร่ก็ตามที่เขารักที่จะได้พบเจออัลลอฮฺ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เขารักที่จะได้พบเจออัลลอฮฺ นั่นแหล่ะอัลลอฮฺก็รักเขา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ผู้ใดรักการที่จะได้พบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็ทรงรักการที่จะได้พบเขา และผู้ใดรังเกียจการที่จะได้พบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็ทรงรังเกียจการที่จะได้พบเขา” ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (หรือภรรยาบางท่านของท่านนบี) ได้กล่าวขึ้นว่า 'แท้จริงพวกเรานั้น ย่อมรังเกียจความตาย' ท่านนบีกล่าวว่า “ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก แต่ผู้ศรัทธานั้น เมื่อความตายได้มาถึงเขา ได้รับแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับความเมตตาของอัลลอฮฺและความพึงพอพระทัยของพระองค์ และสวรรค์ของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่รักยิ่งแก่เขามากไปกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขา ดังนั้น เขาจึงรักการที่จะได้พบอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺก็ทรงรักการที่จะได้พบเขา และแท้จริงผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น เมื่อความตายได้มาถึงเขา ได้รับแจ้งข่าวเกี่ยวกับการลงโทษของอัลลอฮฺและความกริ้วของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่รังเกียจยิ่งแก่เขามากไปกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขา ดังนั้น เขาจึงรังเกียจการที่จะได้พบอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺก็ทรงรังเกียจการที่จะได้พบเขา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรีย์ เลขที่ 6507)
9. ใครก็ตามที่อัลลอฮฺให้เขามีจุดจบที่งดงาม คนๆ นั้นเป็นคนที่อัลลอฮฺรักแน่นอน
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺทรงปรารถนาความดีแก่บ่าวคนใด พระองค์จะทรงทำให้เขาหอมหวาน” มีผู้ถามว่า ‘อะไรคือการทำให้เขาหอมหวานหรือครับ?’ ท่านนบีตอบว่า “อัลลอฮฺจะทรงเปิดทางให้เขาได้ทำความดีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต แล้วพระองค์จะทรงเก็บวิญญาณของเขาในขณะที่เขายังคงอยู่ในการงานนั้น” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะห์หมัด เลขที่ 17784)
ตราบใดก็ตามที่มีความรู้สึกว่า อยากกลับเนื้อกลับตัวเพื่อให้อัลลอฮฺรัก เราอยากจะทุ่มชีวิตเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุด นั่นเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงรักเรามาก โดยไม่แคร์ว่าในอดีตเราจะเป็นใคร เราทำอะไรมา เราจะผ่านอะไรมาบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือ ณ เวลานี้ นับจากนี้ ต่อไปจนถึงวันที่ชีวิตของเรานั้นจะจากดุนยา
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "เมื่ออัลลอฮฺทรงรักบ่าวคนหนึ่ง อัลลอฮฺได้เรียกญิบรีลแล้วตรัสว่า 'ข้ารักคนผู้นี้ ดังนั้นเจ้าจงรักเขาด้วย' ญิบรีลจะมีความรักต่อเขา และญิบรีลได้เรียกชาวฟากฟ้าแล้วบอกว่า "แท้จริงอัลลอฮฺทรงมีความรักต่อคนผู้นั้น ดังนั้นท่านทั้งหลายจงมีความรักต่อเขา" ชาวฟากฟ้าจะมีความรักต่อเขา หลังจากนั้นเขาก็ถูกวางตัวให้เป็นที่ยอมรับแด่ชาวโลก และเมื่ออัลลอฮฺทรงโกรธบ่าวผู้ใด พระองค์จะทรงเรียกญิบรีลมา และตรัสแก่เขาว่า 'แท้จริงข้าโกรธเขาคนนั้น ดังนั้นเจ้าจงโกรธเขาด้วย'" ท่านนบีกล่าวต่อว่า "แล้วญิบรีลก็โกรธเขา แล้วเขาก็เรียกชาวฟากฟ้ามา แล้วบอกว่า "อัลลอฮฺทรงโกรธเขาคนนั้น พวกท่านทั้งหลายก็จงโกรธเขา"" ท่านนบีกล่าวว่า "ดังนั้นพวกเขาก็โกรธคนๆ นั้น หลังจากนั้นเขาก็ถูกวางตัวให้เป็นที่โกรธเคืองแด่ชาวโลก" (หะดีษ (กุดซีย์) เศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2637)
ดุอาอฺขอความรักจากองค์อัลลอฮฺ
ดุอาอฺท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
اللَّهُمَّ ارْزُقْنِي حُبَّكَ، وَحُبَّ مَنْ يَنْفَعُنِي حُبُّهُ عِنْدَكَ
“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า โปรดประทานความรักต่อพระองค์แก่ข้า และ(โปรดประทาน) ความรัก (แก่ข้า) ต่อผู้ที่ความรักที่ข้ามีต่อเขายังประโยชน์ต่อข้า ณ พระองค์”
(หะดีษที่หะสัน บันทึกโดยอัต-ตัรมิซีย์ เลขที่ 3557)