hasanah page เว็บไซต์สำหรับมุสลิมะห์
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “มารร้ายจะนั่งอยู่บนศีรษะของพวกท่านเมื่อพวกเขาหลับและผูกเขาไว้ด้วยปมสามปม โดยกล่าวในแต่ละปมว่า ท่านมีกลางคืนที่ยาวนานนัก จงนอนพักสักงีบหนึ่งเถิด ถ้าหากเขาตื่นขึ้นมาและกล่าวระลึกถึงอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ปมที่หนึ่งจะหลุดออก เมื่อเขาอาบน้ำละหมาดปมที่สองก็จะคลายออก เมื่อเขาละหมาดปมที่สามก็จะหลุดออกจนหมด เขาก็จะรู้สึกมีพลังกระฉับกระเฉงขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าเขาไม่ทำเช่นนั้นเขาก็จะรู้สึกจิตใจอ่อนล้าและเกียจคร้านตลอดวัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 1142)
– ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เล่าว่า : อัสมาได้ ถามท่านนบีเกี่ยวกับการอาบน้ำหลังจากหมดประจำเดือน ท่านนบีกล่าวว่า “พวกเธอทุกคน ต้องใช้น้ำและ (ใบของ) ต้นพุทราทำความสะอาดตัวเองให้ดี หลังจากนั้นค่อยเทน้ำลงไปบนหัวและถูมันแรงจนกระทั่งมันไปถึงรากผม หลังจากนั้น ให้เอาน้ำรดทั่วตัว ต่อจากนั้น ให้เอาสำลีจุ่มน้ำหอม ทำความสะอาดตัวเอง” อัสมากล่าวว่า “ฉันจะทำความสะอาดตัวเองด้วยสิ่งนั้นได้อย่างไร?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “ซุบฮานัลลอฮฺ ใช้มันทำความสะอาดตัวเธอเอง” ท่านหญิงอาอิชะฮฺพูด (ด้วยเสียงต่ำๆว่า) “ทำความสะอาดร่องรอยของเลือด” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 314 และมุสลิม เลขที่ 332)
– จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ : ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “การปฏิบัติสิบประการนี้มาจากฟิฏเราะฮฺ นั่นคือ การขลิบหนวด การไว้เครา การใช้ไม้แปรงฟัน การสูดน้ำเข้าไปในจมูก การตัดเล็บ การล้างข้อนิ้ว การถอนขนรักแร้ การโกนขนอวัยวะเพศ และการทำความสะอาดอวัยวะส่วนที่พึงปกปิดด้วยน้ำ” ผู้รายงานกล่าวว่า : ฉันลืมประการที่สิบไป มันอาจเป็นการบ้วนปากก็ได้ (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 261)
– อนัส บินมาลิก เล่าว่า : เราได้ถูกกำหนดเวลาสำหรับการขลิบหนวด การตัดเล็บ การถอนขนรักแร้ และการโกนขนอวัยวะเพศ ไว้ว่า ต้องไม่ปล่อยให้เกินสี่สิบวัน (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 258)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านอย่าได้ทำการถอนหงอก เพราะมันคือรัศมีของคนมุสลิม และไม่มีมุสลิมคนใดที่มีหงอกเส้นหนึ่งในศาสนาอิสลาม เว้นแต่อัลลอฮฺจะบันทึกคุณความดีหนึ่ง ยกระดับฐานันดรให้กับเขา และทำให้บาปของเขาร่วงโรยด้วย(สาเหตุของ)หงอกเส้นนั้น” (หะดีษหะสัน บันทึกโดย อาบูดาวูด)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านอย่าได้ถอนหงอก เพราะมันคือ รัศมีของคนมุสลิมในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ” (หะดีษหะสัน บันทึกโดย อาบูดาวูดและติรมีซีย์)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านจงรับประทานมะกอกและทาด้วยน้ำมันมะกอก เพราะน้ำมันมะกอกนั้นมาจากต้นไม้ที่จำเริญ” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยติรมิซีย์ เลขที่ 1851)
– ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยอินทผาลัมเถิด เพราะมันคือความบารอกะฮฺ (ความจำเริญ) แต่หากหาอินทผาลัมไม่ได้ ก็จงใช้น้ำ เพราะแท้จริงมันเป็นเครื่องชำระล้าง" (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 658)
– ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "น้ำที่ดีที่สุดบนหน้าแผ่นดินคือ น้ำซัมซัม ในนั้นมีอาหารทำให้อิ่มท้องและเป็นยารักษาโรค และน้ำที่แย่ที่สุดบนหน้าแผ่นดินคือ น้ำในหุบเขาบะรอฮูต ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือของแคว้นฮัฎรอเมาต์ ซึ่งมีสภาพเหมือนขาตั๊กแตนเมื่อเทียบจากฝูงแมลง ในยามเช้ามันไหลพวยพุ่งขึ้นมา และในยามเย็นมันไม่มีความเปียกชื้นหลงเหลืออยู่เลย" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 11167)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺเคยหายใจ 3 ครั้ง ในขณะกำลังดื่ม และกล่าวว่า “มันทำให้มีความสุข อิ่มใจ และอร่อยขึ้น” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5631)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ไม้ซิวากนั้น ทำความสะอาดช่องปาก และเป็นที่พึงพอใจสำหรับผู้อภิบาล” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหมัด เลขที่ 24203 และอัน-นาซาอีย์ เลขที่ 5)
– ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อใครก็ตามในหมู่พวกท่านทำความสะอาดตัวเองด้วยหิน (หลังขับถ่าย) ขอให้เขาใช้หินจำนวนคี่ เมื่อคนใดทำวุฎู๊อฺ ให้เขาสูดน้ำเข้าไปในจมูกและพ่นออกมา" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 161 และมุสลิม เลขที่ 237)
– มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า : “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ทุกๆ คืนเมื่อท่านเข้าไปยังที่นอนของท่าน ท่านจะรวบสองฝ่ามือของท่านเข้าด้วยกัน จากนั้นท่านจะเป่าลมลงในฝ่ามือทั้งสอง แล้วก็อ่าน ซูเราะฮฺ กุลฮุวัลลอฮุอะหัด (ซูเราะฮฺอัลอิคลาศ) ซูเราะฮฺ กุลอะอูซุบิร็อบบิลฟะลัก (ซูเราะฮฺอัลฟะลัก) และซูเราะฮฺ กุลอะอูซุบิร็อบบินนาส (ซูเราะฮฺอันนาส) เสร็จแล้วท่านก็จะเอามือทั้งสองลูบตามตัวทั่วเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยท่านจะใช้มือทั้งสองเริ่มลูบจากศีรษะ ใบหน้า และด้านหน้าของลำตัวก่อน ซึ่งท่านจะทำอย่างนั้นเป็นจำนวนสามครั้งด้วยกัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5017)
– รายงานหะดีษ จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺได้มอบหมายให้ฉันเก็บรักษาซะกาตของเดือนรอมฎอน ต่อมาได้มีคนผู้หนึ่งมาหาฉัน แล้วได้โกยอาหารไป ฉันจับตัวเขาไว้ได้ และได้กล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะต้องนำตัวท่านไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺให้ได้ เขากล่าวว่า : แท้จริงฉันมีความต้องการ ฉันมีผู้ที่ต้องอุปการะ และฉันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง อบูฮุร็อยเราะฮฺกล่าวว่า : ฉันได้ปล่อยตัวเขาไป
เมื่อฉันตื่นเช้ามาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “โอ้ อบูฮุร็อยเราะฮฺ เชลยของท่านได้ทำอะไรเมื่อคืน?” เขากล่าวว่า : ฉันได้กล่าวว่า : โอ้ รอซูลุลลอฮฺ เขาได้ร้องเรียนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมีผู้ที่ต้องอุปการะ ฉันสงสารเขา ฉันจึงปล่อยตัวเขาไป ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “พึงรู้เถิดว่าเขาได้โกหกท่าน และเขาจะกลับมาอีก” แล้วฉันก็ได้รู้ว่าเขาจะกลับมาอีก เนื่องด้วยคำพูดของท่านรอซูลลุลอฮฺว่า เขาจะกลับมาอีกครั้ง
ฉันจึงคอยเฝ้าเขา แล้วเขาก็มาโกยอาหาร ฉันจึงได้จับตัวเขาแล้วกล่าวว่า : ฉันจะต้องนำตัวท่านไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺให้ได้ เขากล่าวว่า : ปล่อยฉันไปเถิด เพราะฉันมีความต้องการจริงๆ และฉันมีผู้ที่ต้องอุปการะ ฉันจะไม่กลับมาอีก ฉัน(อบูฮุร็อยเราะฮฺ)สงสารเขา จึงปล่อยตัวเขาไป
เมื่อฉันตื่นเช้า ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงกล่าวแก่ฉันว่า : “โอ้ อบูฮุร็อยเราะฮฺ เชลยของท่านได้ทำอะไร?” ฉันได้กล่าวว่า : โอ้ รอซูลลุลลอฮฺ เขาได้ร้องเรียนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมีผู้ที่ต้องอุปการะ ฉันสงสารเขา ฉันจึงปล่อยเขาไป ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “พึงรู้เถิดว่าเขาได้โกหกท่าน และเขาจะกลับมาอีก”
ฉันจึงคอยเฝ้าเขาเป็นครั้งที่สาม แล้วเขาก็มาโกยอาหาร ฉันจึงได้จับตัวเขาแล้วกล่าวว่า : ฉันจะต้องนำตัวท่านไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺให้ได้ และนี่เป็นครั้งสุดท้ายของสามครั้งแล้วที่ท่านอ้างว่าจะไม่กลับมาอีกหลังจากนั้นท่านก็ยังกลับมา เขากล่าวว่า : ท่านจงปล่อยฉันเถิด ฉันจะสอนถ้อยคำที่อัลลอฮฺจะให้ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นประโยชน์กับท่าน ฉันได้กล่าวถามว่า : คือถ้อยคำอะไร? เขากล่าวว่า : เมื่อท่านได้ไปยังที่นอนของท่าน ท่านก็จงอ่านอายะฮฺกุรซีย์ คือ ( اللَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ ) จนกระทั่งจบอายะฮฺ เพราะจะมีผู้พิทักษ์จากอัลลอฮฺอยู่กับท่านตลอดเวลา โดยจะไม่มีชัยฏอนใดเข้าใกล้ท่านได้จนกระทั่งเช้า ดังนั้นฉันจึงปล่อยเขาไป
เมื่อฉันตื่นเช้าท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวแก่ฉันว่า : “เชลยของท่านได้ทำอะไรเมื่อคืน” ฉันตอบว่า : โอ้ รอซูลุลลอฮฺ เขาอ้างว่าเขาจะสอนถ้อยคำที่อัลลอฮฺจะให้ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่ฉัน ฉันจึงปล่อยเขาไป ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ถ้อยคำเหล่านั้นคืออะไร?” ฉันตอบว่า : เขาได้กล่าวแก่ฉันว่า : เมื่อท่านได้ไปยังเตียงนอนของท่าน ท่านจงอ่านอายะฮฺกุรซีย์ตั้งแต่ต้นจนจบ : ( اللَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ ) และเขาได้บอกฉันว่า : จะมีผู้พิทักษ์จากอัลลอฮฺอยู่กับท่านตลอดเวลา และไม่มีชัยฏอนใดเข้าใกล้ท่านได้จนกระทั่งเช้า และโดยที่พวกเขาปรารถนาความดีเป็นอย่างยิ่ง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “พึงรู้เถิดว่าแท้จริงเขาได้พูดความจริงกับท่านทั้งที่เขาเป็นจอมโกหก ท่านรู้หรือไม่ว่าพูดโต้ตอบกับใครตั้งแต่สามคืน(ก่อนหน้านี้) โอ้ อบูฮุร็อยเราะฮฺ?” เขา(อบูฮุร็อยเราะฮฺ)ตอบว่า : ไม่ทราบ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “เขาผู้นั้นคือชัยฏอน”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2311)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ผู้ใดไปเยี่ยมผู้ป่วยที่คาดว่าชะตาของเขายังไม่ถึงคาด แล้วกล่าวใกล้ตัวเขาเจ็ดครั้งว่า
أَسْأَلُ اللَّهَ الْعَظِيمَ، رَبَّ الْعَرْشِ الْعَظِيمِ، أَنْ يَشْفِيَكَ
(แปลว่า ฉันขอจากอัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นเจ้าบัลลังอันยิ่งใหญ่โปรดให้ท่านฟื้นจากไข้)
อัลลอฮฺก็จะให้เขาหายจากโรคนั้น” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบูดาวูด เลขที่ 3106)
– จากอิบนุอับบาสเล่าว่า : ท่านนบีนั้น เมื่อท่านเข้าเยี่ยมผู้ป่วย ท่านจะกล่าวว่า
لاَ بَأْسَ طَهُورٌ إِنْ شَاءَ اللَّهُ
แปลว่า “ไม่เป็นไรแล้ว (ไม่มีบาปแล้ว) หายแล้ว (มันได้ชำระล้างบาปแล้ว) อินชาอัลลอฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 3616)
– อับดุลลอฮฺ บินมัสอู๊ด เล่าว่า : ฉันได้ไปเยี่ยมท่านรอซูลุลลอฮฺในขณะที่ท่านกำลังมีไข้สูง ฉันได้กล่าวว่า ‘ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านมีไข้สูง’ ท่านกล่าวว่า “ใช่ ฉันมีไข้สูงมากเท่ากับท่านสองคน” ฉันกล่าวว่า ‘นั่นเป็นเพราะท่านจะได้รับรางวัลตอบแทนสองเท่าใช่ไหม?’ ท่านตอบว่า “ใช่ มันเป็นเช่นนั้น ไม่มีมุสลิมคนใดที่ได้รับความทุกข์ร้อนจากการเป็นไข้ แม้มันจะเท่ากับหนามตำ นอกไปจากอัลลอฮฺทรงไถ่โทษเขาด้วยสิ่งนั้น เหมือนกับต้นไม้ผลัดใบของมัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5648 และมุสลิม เลขที่ 2571)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “เมื่อบ่าวคนหนึ่งได้เจ็บป่วยหรือเดินทาง จะมีการบันทึกผลบุญให้เเก่เขา เหมือนกับที่เขาเคยปฏิบัติการงานนั้นในตอนที่เขาไม่ได้เดินทางและมีสุขภาพดีอยู่” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “จงรักษาเถิด แท้จริง พระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงนำโรคมา เว้นแต่พระองค์จะนำยาเพื่อการบำบัดมาด้วย ยกเว้นโรคเดียวที่ไม่มียารักษาคือ โรคชรา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2038)
– ท่านอับดุลลอฮฺ บินมัสอู๊ด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ความว่า: “ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เข้าไปหาอุมมุสสาอิบ หรือ อุมมุลมุสัยยิบ แล้วท่านก็กล่าวว่า “เธอเป็นอะไรหรือ อุมมุสสาอิบ หรืออุมมุลมุสาอิบ ตัวเธอดูสั่นเทา?” นางกล่าวตอบว่า “เป็นไข้ ขออัลลอฮฺอย่าให้ความจำเริญกับมันเลย” แล้วท่านก็กล่าวว่า “เธอจงอย่าด่าการเป็นไข้เลย เพราะมันช่วยขจัดบาปต่างๆของลูกหลานอาดัม เหมือนกับที่การตีเหล็กทำให้คราบสกปรกของเหล็กหมดไป” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ทุกโรคมียารักษา ดังนั้น ถ้าหากยาถูกใช้ เขาก็จะได้รับการเยียวยา รักษาโดยอำนาจของอัลลอฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2204)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺเล่าเรื่องราวของชาวคู กล่าวว่า “เด็กคนนั้นเริ่มรักษาคนตาบอดและคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อนและรักษา คนที่เป็นโรคอื่น ๆ ด้วย วันหนึ่ง คนของกษัตริย์ได้ยินเรื่องของเด็กคนนั้นและเขาเป็นคนตาบอด เขาจึงรวบรวมของขวัญหลายชิ้นไปหาเด็กผู้นั้น และกล่าวว่า “ถ้าเจ้ารักษาฉันหาย ทั้งหมดนี้คือของเจ้า” เด็กคนนั้นกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ทำให้คนหายป่วย แต่อัลลอฮฺต่างหากที่ทำให้หายป่วย และถ้าท่านเชื่อในอัลลอฮฺ ฉันจะวิงวอนต่อพระองค์ ผู้ทรงรักษาท่าน” เมื่อชายคนนั้นเชื่อ เด็กคนนั้นจึงวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้เขาและเขาก็หายจากตาบอด โดยอัลลอฮฺ” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 3005)
– อบูสะละมะฮฺ บินอับดุรฺเราะฮฺมาน บินเอาฟฺ เล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “ไม่มีการแพร่โรคติดต่อ (เว้นเสียแต่อัลลอฮฺทรงประสงค์)” เขาได้กล่าวต่ออีกว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า “คนป่วยต้องไม่อยู่ปะปนกับคนมีสุขภาพดี” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5770)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “จงปิดภาชนะ และผูกถุงหนัง เพราะแท้จริงในช่วงระหว่างปี จะมีคืนหนึ่งที่โรคภัยจะลงมา ภาชนะที่ไม่ถูกปิดหรือถุงหนังใส่น้ำที่ไม่ถูกผูกปากถุงไป เชื้อโรคจะเข้าไปอยู่ในนั้น” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2014)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พึงทราบเถิดว่าในร่างกายเรานั้นมีก้อนเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าส่วนดังกล่าวดี ร่างกายทุกส่วนก็จะดีตามไปด้วย แต่ถ้าส่วนดังกล่าว ไม่ดี ร่างกายส่วนอื่นๆก็จะไม่ดี ก้อนเนื้อที่ว่านั้นก็คือ หัวใจ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรีและมุสลิม)
– "แท้จริงมนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาเป็นคนหวั่นไหว เมื่อความทุกข์ยากประสบแก่เขา ก็ตีโพยตีพายกลัดกลุ้ม และเมื่อคุณความดีประสบแก่เขา ก็หวงแหน (ตัฟซีร: คือมนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณเป็นผู้หวั่นไหว ไม่อดทนต่อการทดสอบ ไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานที่ได้รับ นี่คือลักษณะประจำตัวของมนุษย์ ทั้งในยามได้รับความทุกข์ยากและได้รับความดี ดังนั้น การอีมานศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา จึงนับได้ว่าเป็นบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาควบคุมลักษณะประจำตัวของมนุษย์) นอกจากบรรดาผู้กระทำละหมาด บรรดาผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในการทำละหมาดของพวกเขาเป็นประจำ" (ตัฟซีร: คุณลักษณะของมนุษย์ที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถที่จะขจัดโรคร้ายดังกล่าวได้คือ การดำรงมั่นอยู่ในการละหมาด คือปฏิบัติละหมาดอยู่เป็นประจำทั้งในเวลากลางคืน และเวลากลางวัน ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้วยการศรัทธาและหวังในการตอบแทนจากอัลลอฮฺ โดยปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นวาญิบและเป็นซุนนะฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์ 19-23 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– “เพื่อพระองค์จะทรงทำให้สิ่งที่ชัยฏอนยุแหย่นั้น เป็นการทดสอบสำหรับบรรดาผู้ที่ในจิตใจของพวกเขามีโรค และจิตใจของพวกเขาแข็งกระด้าง และแท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นอยู่ในการแตกแยกที่ห่างไกล” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลฮัจญฺ 53)
– “และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงพระผู้ทรงกรุณาปราณี เราจะให้ชัยฏอนตัวหนึ่งแก่เขา แล้วมันก็จะเป็นสหายของเขา และแท้จริง พวกมันจะขัดขวางพวกเขาออกจากทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขาคิดว่า พวกเขานั้นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัซซุครุฟ 36-37)
โรคทางจิตใจ – ความคิดไม่ดีและการล่อลวงของชัยฏอน
– จาก อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “แท้จริง สำหรับชัยฏอนนั้นมีการเข้าใกล้ (กระซิบกระซาบ) ลูกหลานอาดัม และสำหรับมลาอิกะฮฺก็มีการเข้าใกล้ (ดลใจ) เช่นกัน สำหรับการเข้าใกล้ของชัยฏอนนั้น คือการสัญญาว่าจะให้เกิดสิ่งชั่วร้าย และการปฏิเสธต่อความจริง และสำหรับการเข้าใกล้ของมลาอิกะฮฺนั้น คือการสัญญาว่าจะได้รับสิ่งดีงาม และการยอมรับในความจริง ดังนั้น ผู้ใดประสบกับสิ่งนั้น (สัญญาดี) ก็จงรู้เถิดว่ามันมาจากอัลลอฮฺ แล้วจงสรรเสริญอัลลอฮฺ และผู้ใดประสบกับอีกสิ่งหนึ่ง (สัญญาร้าย) ก็จงขอความคุ้มครองให้พ้นจากชัยฏอน” หลังจากนั้นท่านนบีได้อ่านอายะฮฺ “ชัยฏอนนั้น มันจะขู่พวกเจ้าให้กลัวความยากจน และจะใช้พวกเจ้าให้กระทำความชั่ว และอัลลอฮฺนั้น ทรงสัญญาแก่พวกเจ้าไว้ ซึ่งการอภัยโทษ และความกรุณาจากพระองค์” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 268) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2988)
– “และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาหลงผิด และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาเพ้อฝัน (ตัฟซีร: มีความปรารถนาในสิ่งต่างๆ อย่างลมๆ แล้งๆ) และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะใช้พวกเขา (ตัฟซีร: ด้วยการชี้นำ เสี้ยมสอน และยุยง) แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะผ่าหูปศุสัตว์ (ตัฟซีร: เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าได้อุทิศมันให้แก่เจว็ดที่พวกเขาเคารพสักการะแล้ว ในการนี้เขาจะปล่อยมันให้มีชีวิตอยู่โดยไม่ใช้งานมันจะกระทั่งเชือดถวายให้แก่เจว็ด) และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง (ตัฟซีร: คือเปลี่ยนลักษณะของเพศชายให้เป็นเพศหญิง หรือในทางตรงกันข้าม หรือปลอมแปลงหน้าตา ตลอดจนเปลี่ยนแปลงลักษณะของผู้อื่นเพื่อให้ผู้คนเข้าใจผิด เช่น ที่พวกยิวได้เปลี่ยนแปลงลักษณะของท่านนบี เป็นต้น) และผู้ใดที่ยึดเอาชัยฏอนเป็นผู้ช่วยเหลือแล้ว แน่นอนเขาก็ขาดทุนอย่างชัดเจน” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 119 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– “ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัลกรุอาน ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง แท้จริงมันไม่มีอำนาจใด ๆ เหนือบรรดาผู้ศรัทธา โดยที่พวกเขาได้มอบหมาย(การงาน) ต่อพระเจ้าของพวกเขา แท้จริงอำนาจของมันจะมีเหนือบรรดาผู้เป็นมิตรกับมัน และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้ตั้งภาคีกับพระองค์” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนะหฺลฺ 98-100)
– “ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงต้องการจะแนะนำเขาก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบาน เพื่ออิสลาม และผู้ใดที่พระองค์ทรงต้องการจะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของพวกเขาแคบ อึดอัด ประหนึ่งว่าเขากำลังขึ้นไปยังฟากฟ้า” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-อันอาม 125)
โรคอัลอัยน์ (โรคที่เกิดจากสายตาริษยา)
– จากอิบนุอับบาส : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ดวงตาชั่วร้ายเป็นเรื่องจริง และถ้าอะไรบางอย่างเร็วกว่าสิ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้ มันก็คือผลของดวงตาที่ชั่วร้าย และถ้าท่านถูกขอให้ชำระล้างร่างกาย(เพื่อรักษา) การถูกดวงตาที่ชั่วร้ายจ้องมอง จงทำ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2188)
– จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาของท่านนบี : ญิบรีลเคยอ่านกุรอานเพื่อรักษาท่านรอซูลุลลอฮฺเมื่อท่านรู้สึกไม่สบาย ญิบรีลเคยอ่านว่า “บิสมิลลาฮิ ยุบรีก้ะ วะมิงกุลลิดาอิน ยัชฟีก้ะ วะมินชัรฺริ ฮาซิดิน อิซาฮะซัด วะชัรฺริกุลลิ ซีอัยนี” (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงรักษาโรคใดๆ ที่ท่านเป็น และรักษาท่านจากความชั่วของดวงตาที่อิจฉาและจากดวงตาทุกดวง) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2185)
– “และเราได้ประทานส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมา (ตัฟซีร: โองการต่างๆ ของอัลกุรอาน) ซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา (ตัฟซีร: เป็นการบำบัดจิตใจให้พ้นจากโรคแห่งความอวิชชาและความหลงผิด และทำลายล้างสนิมที่เกาะกินจิตใจ ให้พ้นจากความใคร่ใฝ่ต่ำ ตัณหา ความสกปรกความตระหนี่ และการอิจฉา) และมันมิได้เพิ่มอันใดแก่พวกอธรรมนอกจากการขาดทุนเท่านั้น” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ 82 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านจงรักษาโรคของพวกท่านด้วยการบริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮฺ) เถิด” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยบัยฮะกีย์ เลขที่ 6593)
– อับดุลอะซีซ บินสุฮัยบ์ รายงานว่า อบูนัฎเราะฮฺ ได้เล่าจากอบูสะอี๊ดว่า : ญิบรีลได้มาหาท่านนบีและกล่าวว่า “โอ้ มุฮัมมัด ท่านมีเรื่องร้องทุกข์หรือ?” ท่านนบีกล่าวว่า “ใช่” ญิบรีลจึงกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันอ่านกุรอานเพื่อรักษาท่านจากทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อท่าน และจากความชั่วของวิญญาณทุกดวง หรือดวงตาของผู้อิจฉา โอ้ อัลลอฮฺ โปรดรักษาเขาด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันเป่าท่าน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2186)
– ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รายงานว่า : เมื่อใดก็ตามที่ญาติของท่านรอซูลุลลอฮฺป่วย ท่านจะอ่าน มุเอาวิซาต (ซูเราะฮฺ อัลฟะลัก และซูเราะฮฺ อันนาส) หลังจากนั้น ท่านจะเป่าลงไปบนร่างกายของเขา เมื่อท่านป่วยหนัก ฉันได้อ่านสองซูเราะฮฺนี้และเอามือของท่านลูบไปบนร่างกายของท่าน โดยหวังในความเมตตา เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้รับจากมือของท่าน (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5016)
– อุษมาน บินอบู อัลอาศ อัษษะกอฟ เล่าว่า : เขาได้บ่นกับท่านนบีถึงเรื่องโรคอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขาตั้งแต่เขาเข้ารับอิสลาม ท่านนบี กล่าวว่า “เอามือของท่านวางไว้ตรงที่ปวด และ กล่าวว่า “บิสมิลลาฮฺ” (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ) สามครั้ง และกล่าวอีกเจ็ดครั้งว่า
أَعوذُ بِاللهِ وقُدْرَتِهِ مِن شَرِّ ما أَجِدُ وأُحاذِرُ
(คำอ่าน – “อะอูซุลบิลลา วะกุดเราะติฮี มินชัรฺริมา อะญิดุ วะอุฮาซิรุ่”)
ความหมาย – ฉันขอความคุ้มครองด้วยอำนาจและความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺให้พ้นจากสิ่งที่ทำให้ฉันทรมาน) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2203)
– สาวกคนหนึ่งของท่านรอซูลุลลอฮฺได้อ่านซูเราะฮฺ อัลฟาติฮะฮฺ จนกระทั่งคนไข้ได้รับการรักษาจนหาย คนในเผ่าจึงให้แกะฝูงหนึ่งเป็นการตอบแทน แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับจนกว่าเขาจะได้ถามท่านรอซูลุลลอฮฺ ดังนั้น พวกเขาจึงได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันรักษาเขาด้วยการเสกเป่าโดยการอ่านซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺเท่านั้น” ท่านนบียิ้มและกล่าวว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นการเสกเป่า?” หลังจากนั้น ท่านได้บอกพวกเขาว่า “ไปเอาแกะ ที่เป็นส่วนแบ่งมาและเอามาเผื่อฉันด้วย” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2276)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ในฮับบะตุซเซาดาอ์มีการรักษาสำหรับทุกโรค ยกเว้นความตาย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5688)
– ชายคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า “พี่ชายของฉันมีปัญหาไม่สบายท้องไส้” ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงบอกเขาว่า “ให้เขาดื่มน้ำผึ้ง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5684)