เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหัวข้อ “5842 : จะต้องละหมาดและถือศีลอดอย่างไร ในประเทศที่มีกลางวันหรือกลางคืนอย่างต่อเนื่อง”
แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ
การที่อัลลอฮฺ ทรงสร้างโลกเป็นทรงกลม
ในเวลาเดียวกัน แต่ละประเทศมีกลางวัน-กลางคืนต่างกัน
แม้กระทั่งไทย กับมาเลเซีย เวลายังต่างกัน 1 ชั่วโมง นั้นมีความดีซ่อนอยู่
“และดวงจันทร์นั้น เราได้กำหนดให้มันโคจรตามตำแหน่ง จนกระทั่งมันได้กลายมาเป็นเช่นกิ่งอินทผลัมแห้ง (ตัฟซีร: ดวงจันทร์ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงกำหนดให้มันโคจรไปตามตำแหน่งของมันซึ่งมีอยู่ 28 ตำแหน่ง ใน 28 คืน ทุกคืนมันจะโคจรอยู่ในตำแหน่งของมันโดยไม่คลาดเคลื่อนหรือออกนอกตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จัก วัน เดือน ปี และการคำนวณ ดวงจันทร์เริ่มขึ้นเป็นจันทร์เสี้ยวแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกระทั่งเต็มดวงเมื่อกลางเดือน และมีขนาดเล็กลงจนกระทั่งมีสภาพคล้ายกิ่งอินทผลัมแห้งเมื่อปลายเดือน) ดวงอาทิตย์ก็ไม่สมควร (อนุมัติ) แก่มันที่จะไล่ตามใกล้ดวงจันทร์ และกลางคืนก็จะไม่ล้ำหน้ากลางวัน และทั้งหมดนั้นจะเวียนว่ายอยู่ในจักรราศี” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺยาซีน 39-40 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
ดังนั้น การที่จะถือว่าวันใดเริ่มถือศีลอด หรือเริ่มวันรายอ (คือวันอีฎิ้ลฟิตริ หรืออีฎิ้ลอัฎฮา) ก็เป็นไปตามที่อัลลอฮฺกำหนด คือ ทรงให้เห็นดวงจันทร์ในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นก็เริ่มเดือนใหม่ หากไม่เห็นก็เป็นวันถัดไปแทน
หากจะยึดในพื้นที่ใดให้เหมือนกันทั้งโลก ก็คงเหมือนการมีโลกเป็นทรงแบน
เห็นดวงจันทร์เหมือนกัน ก็เริ่มเดือนใหม่เหมือนกัน
การที่แต่ละประเทศมีการกำหนดวันถือศีลอด หรือวันรายอต่างกันตามการเห็นดวงจันทร์ที่ต่างกันนั้น มีความดีซ่อนอยู่ เช่น ถ้าในปีนี้ เดือนรอมฎอน หรือเดือนซุลฮิจญะฮฺ เริ่มเดือนต่างกัน เราช้ากว่า เมื่อเราเห็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางที่ทำอิบาดะฮฺ มุ่งหน้าไปก่อน (เริ่มเดือนใหม่ก่อน) ทำให้เรากระตือรือร้น ตั้งใจทำความดีในวันที่เหลือ หรือเตรียมตัวรับเดือนใหม่หลังจากเขา
แม้การกำหนดเดือนใหม่ล่าช้า เพราะไม่เห็นเดือน เดือนใหม่จึงเริ่มวันถัดไป
นั้นมีความดีซ่อนอยู่ สำหรับคนที่ลืมดูการกำหนดดวงจันทร์ เขายังมีเวลาเตรียมตัวทัน และคนที่ยังเคลียร์งานบางอย่างให้ทันก่อนเดือนใหม่ เขาจะได้ทำทัน
อิสลามมีแนวทางในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการแสดงความจงรักภักดี (ทำอิบาดะฮฺ) ที่ชัดเจน ผ่านอัลกุรอานและหะดีษ การที่แต่ละประเทศกำหนดเดือนต่างกันนั้น จึงไม่ใช่แค่การเชื่อฟังผู้นำในประเทศ แต่คือการเชื่อฟังผู้นำแห่งมนุษยชาติ คือ นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
พระองค์ให้เดือนใหม่เป็นวันไหน..ก็วันนั้น
หากเรายึดตามบางพื้นที่ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ โดยที่เห็นดวงจันทร์ต่างกัน
ในอดีตย่อมมีปัญหาแน่ๆ เพราะไม่มีออนไลน์ ต้องม้าเร็วบอกกันเลยทีเดียว
แต่แม้ยุคนี้จะมีออนไลน์ แต่ชั่วโมงต่างกัน จะใช้ชีวิตลำบาก แต่อิสลามนั้นเรียบง่าย
ซึ่งในความเป็นจริง สภาฟัตวาส่วนกลางของซาอุดีอาระเบียเอง ก็นำเสนอข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ และออกคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการให้มุสลิมในประเทศต่างๆ ยึดถือตามพิกัดภูมิศาสตร์และการเห็นดวงจันทร์ภายในพื้นที่ของตนเองเป็นหลัก
อุลามาอ์ (นักวิชาการ) ซาอุฯ กล่าวว่า “อย่าตามซาอุฯ สำหรับวันรายออีด และวันอะรอฟะฮ์! ให้ยึดตามดวงจันทร์ในพื้นที่ของพวกท่านเอง”
มีความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยมากว่า ทุกคนบนโลกจำเป็นต้องถือปฏิบัติวันรายออีด (วันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะฮ์) และการถือศีลอดวันอะรอฟะฮ์ (วันที่ 9 เดือนซุลฮิจญะฮ์) ตามวันเวลาของประเทศซาอุดีอาระเบีย
ทว่า… ในประวัติศาสตร์ของอิสลาม ไม่เคยมีเกณฑ์แบบนั้นเลย อันที่จริงแล้ว บรรดานักวิชาการจากประเทศซาอุดีอาระเบียได้ระบุเอาไว้โดยเฉพาะเจาะจงเลยว่า “ไม่มีใคร” ควรจะปฏิบัติตามพวกเขา (ซาอุฯ) แต่พวกเราทุกคนควรที่จะยึดถือตามดวงจันทร์ในท้องถิ่นของตนเอง
เช่น ถ้าไทยตามซาอุต้องรอผลดึกมาก จากฝั่งประเทศส่วนกลางในการกำหนดเดือนใหม่ แต่ตามเกณฑ์มาตรฐานของไทยคือกำหนดเวลา 2 ทุ่ม ก็ประกาศแล้ว
เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมตัวเริ่มเดือนใหม่
หรือยังมีเวลาอีกวัน ในการเคลียร์ก่อนเริ่มเดือนใหม่อีก 1 วัน
มีหะดีษหนึ่งที่อธิบายชัดเจนว่า การเห็นดวงจันทร์ในพื้นที่ประเทศต่างกัน
สามารถใช้กำหนดวันถือศีลอด หรือวันอีฎิ้ลฟิตริ หรืออีดิ้ลอัฎฮา ต่างกันได้
ดังนี้
กุร็อยบ์ กล่าวว่า อุมมุลฟัฏล์ บินตุ อัลฮาริษ ได้ส่งเขา (กุร็อยบ์) ไปยังมุอาวิยะฮฺในซีเรีย เขาจึงไปที่นั่นและทำสิ่งที่นางต้องการจนเสร็จสิ้น ในขณะที่อยู่ที่นั่น เดือนเราะมะฎอนได้เริ่มต้นแล้ว เขากล่าวว่า “ฉันเห็นดวงจันทร์ใหม่ในวันศุกร์” หลังจากนั้น ฉันได้กลับมายังมะดีนะฮฺในตอนท้ายของเดือน อับดุลลอฮฺ บินอับบาส ถามฉันเกี่ยวกับดวงจันทร์ใหม่ของเดือนเราะมะฎอนว่า “ท่านเห็นมันเมื่อใด?” ฉันกล่าวว่า “ฉันเห็นมันตอนคืนวันศุกร์” เขากล่าวว่า “ท่านเห็นมันโดยตัวของท่านเองใช่ไหม?” ฉันตอบว่า “ใช่ และคนอื่นก็เห็นด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงถือศีลอดกันและมุอาวิยะฮฺก็ถือศีลอดด้วย” ดังนั้น เขาจึงกล่าวว่า “แต่เราเห็นมันในคืนวันเสาร์ ดังนั้น เราจะถือศีลอดของเราต่อไปจนกว่าจะครบสามสิบวันหรือจนกว่าเราจะเห็นดวงจันทร์ใหม่ของเดือนเชาวาล” ฉันกล่าวว่า “การเห็นดวงจันทร์ของมุอาวิยะฮฺใช้ไม่ได้สำหรับท่าน?” เขากล่าวว่า “ไม่ นี่คือสิ่งที่ท่านรอซูลุลลอฮฺสั่งเรา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1087)
ดาราศาสตร์ระบุไว้ 29.5 วัน ถูกต้องมานานแล้ว
และเนื่องจากไม่มีปฏิทินใดในโลกนับเศษ “0.5 วัน” ได้
ปฏิทินอิสลามจึงกำหนดให้เดือนหนึ่งมี 29 วัน หรือ 30 วัน เท่านั้น
ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็คือ 29.5 วัน ตรงตามดาราศาสตร์เป๊ะ
ส่วนตัฟซีรอัลกุรอานข้างต้น หมายถึง ‘จำนวนคืนที่มนุษย์จะมองเห็นดวงจันทร์ได้บนท้องฟ้า’ เพราะจะมีอีก 1-2 คืนที่ดวงจันทร์ดับ (นิว มูน) มืดสนิทจนตาเปล่ามองไม่เห็น ดังนั้นใน 1 เดือน เราจึงเห็นดวงจันทร์เปลี่ยนรูปทรงอยู่ 28 คืนพอดี
ความรู้นี้แม้ดาราศาสตร์จะคำนวณได้มานาน แต่อิสลามกำหนดระบบนี้ผ่านบัญญัติของพระเจ้า เป็นปฏิทินที่เรียบง่าย ปฏิบัติได้จริง ชาวบ้านธรรมดาก็สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
การกำหนดรอบเดือนใหม่จึงลงตัวและเป็นไปตามระบบครรลองธรรมชาติ
ที่อัลลอฮฺทรงวางไว้ ซึ่งตรงกับหลักฐานทั้งในอัลกุรอานและหะดีษดังนี้
อัลกุรอาน (ซูเราะฮฺยาซีน: 39) ข้างต้น ระบุถึงการโคจรของดวงจันทร์ในคืนที่มนุษย์มองเห็น 28 ตำแหน่ง ก่อนจะลดขนาดลงจนเหลือสภาพคล้ายกิ่งอินทผลัมแห้งในคืนท้ายก่อนจะเข้าสู่คืนจันทร์ดับ (นิว มูน)
หะดีษรายงานจาก อิบนุ อุมัร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อย่าถือศีลอดจนกว่าจะเห็นดวงจันทร์เสี้ยว และอย่าเลิกศีลอดจนกว่าจะเห็นมัน หากมีเมฆปกคลุม ให้ประมาณการ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1909 และมุสลิม เลขที่ 1081) และในรายงานอื่นของหะดีษนี้เพิ่มเติมว่า “หากมีเมฆบัง ให้ครบจำนวน 30 วัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1907 และมุสลิม เลขที่ 1080)
หะดีษรายงานจาก อบุลบัคตะรี รายงานว่า : เราได้ออกไปทำอุมเราะฮฺและเมื่อเราตั้งค่ายพักในหุบเขาแห่งนัคละฮฺ เราพยายามที่จะดูเดือนใหม่ บางคนกล่าวว่ามันแก่ไปสามคืนบ้าง บางคนกล่าวว่ามันแก่ไปสองคืนบ้าง ดังนั้น เราจึงไปพบอิบนุอับบาส และบอกเขาว่า เราเห็นดวงจันทร์ใหม่แล้ว แต่บางคนกล่าวว่ามันผ่านมาสามคืนแล้ว บางคนก็กล่าวว่ามันผ่านมาสองคืนแล้ว เขาถามว่าคืนไหนที่เราเห็น และเมื่อเราบอกเขาว่า เราเห็นมันในคืนนั้น คืนนี้ เขากล่าวว่า แท้จริง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮฺทรงทำให้มันเป็นที่ชัดเจนในเวลาที่มีคนเห็น ดังนั้น มันต้องนับจากคืนที่ท่านเห็นมัน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1088)
ความงดงามของอิสลามคือเราไม่จำเป็นต้องเรียนจบสายวิทย์โดยตรง ก็สามารถเข้าใจและเข้าถึงความจริงของธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างไว้ เพราะศาสนาถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับสามัญสำนึกและวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว
อิสลาม เรียบง่ายและปฏิบัติได้จริงในชีวิตมนุษย์ทุกคน
ดังนั้น ถ้ามองกันด้วยเหตุและผล การกำหนดเดือนตามจันทรคติ และปีปฏิทินอิสลามนั้นเหมาะสมทีเดียว เพราะ
1. ความเที่ยงตรงต่อกฎธรรมชาติ
ปฏิทินอิสลามไม่มีคำว่า “ผิดพลาด” ในตัวมันเอง เพราะนับรอบดวงจันทร์จริงครบ 12 รอบเป็น 1 ปีอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องแต่งเติมหรือเพิ่มวันขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างและวางระบบไว้
2. ไม่ล็อกฤดูกาลตามมนุษย์
ปฏิทินอิสลามไม่ได้ระบุว่าเดือนไหนต้องเป็นฤดูอะไร เพราะแค่คนละซีกโลกฤดูกาลก็ต่างกันแล้ว
แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดฤดูกาลคือ “แกนของโลกที่เอียง 23.5 องศา” ทำให้ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ได้รับแสงแดดและมุมตกกระทบของแสงไม่เท่ากันในแต่ละช่วงปี และมีความแปรปรวนสูง เห็นได้ชัดว่าเดือนเมษาที่มนุษย์คาดการณ์ว่าร้อนที่สุด บางวันก็ยังมีฝนตกและพายุเข้า แสดงให้เห็นว่าฤดูกาลเป็นไปตามอัลลอฮฺทรงกำหนดไว้อย่างชัดเจน
3. เป็นปฏิทินที่แสดงถึงความยุติธรรมและความเมตตาของพระเจ้า
การกำหนดปีปฏิทินแบบนี้ทำให้มุสลิมทั่วโลกได้หมุนเวียนถือศีลอดและทำพิธีฮัจญ์ในช่วงเดือนที่วันเวลาเคลื่อนไปเรื่อยๆ หมายความว่าตลอดช่วงชีวิตจะได้พบทุกฤดูกาล สลับกันปีนี้ร้อน ปีถัดไปเจอฝนหรือเจอหนาวอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เที่ยงคืนอย่างนอร์เวย์ ก็จะไม่ต้องถือศีลอดในช่วงนี้ตลอดทุกปี
4. สอดคล้องกับกลไกธรรมชาติ
ปฏิทินจันทรคติบอกวันข้างขึ้นข้างแรมและสภาวะน้ำขึ้นน้ำลงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งสำคัญมากต่อวิถีชีวิต ชาวประมงรู้ช่วงเวลาที่ควรออกเรือ เกษตรกรในยุคโบราณรู้ว่าช่วงไหนความชื้นในดินและน้ำใต้ดินจะเอื้อต่อการงอกของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกลไกธรรมชาติเหล่านี้ อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างและกำหนดอย่างเป็นระบบ
เมื่อถึงฤดูร้อนของประเทศแถบขั้วโลกเหนือ (ประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์กในเขตกรีนแลนด์, สหรัฐอเมริกาในรัฐอะแลสกา, แคนาดา และรัสเซีย) จะเกิดปรากฏการณ์ “ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน” ที่ท้องฟ้าสว่างตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเกิดจากสภาวะที่แกนโลกเอียง 23.5 องศาทำมุมรับแสงแดด
ในทางดาราศาสตร์ ระดับความสว่างจะเลื่อนเปลี่ยนไปไม่เท่ากันในแต่ละพิกัดละติจูด เช่น บางพื้นที่สว่างนาน 1 เดือน หรือพื้นที่เหนือสุดอาจลากยาวเกือบ 5 เดือน แสงช่วงเที่ยงคืนจะสลัวลงคล้ายแสงสีทองช่วงเย็น
ในช่วงเวลานี้ มุสลิมในพิกัดดังกล่าวจะไม่สามารถเฝ้าดูดวงจันทร์เสี้ยว (ฮิลาล) หรือดูแสงรุ่งอรุณตามระบบปกติเพื่อกำหนดรอบเดือนใหม่ได้เลย แต่อิสลามมีทางออกในเรื่องนี้
1. อดีตยึดตามเวลาซาอุ แต่ไม่ใช่ซาอุฟัตวา
เมื่อมุสลิมเริ่มตั้งถิ่นฐานในแถบขั้วโลก ในอดีตพวกเขาใช้ปฏิทินจากซาอุดีอาระเบีย ในการตั้งเวลา และใช้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลการเข้าเดือนจากต่างประเทศ
ยุคแรกนิยมเลือกทัศนะ “ยึดตามเวลานครมักกะฮ์ (ซาอุดีอาระเบีย)” ซึ่งเป็นแนวทางคำวินิจฉัยของประเทศอื่น ซึ่งเน้นความสะดวกและปลอดภัยต่อสุขภาพทางกายภาพของมนุษย์ (อดอาหารประมาณ 13-15 ชั่วโมงเท่ากิบลัตศูนย์กลาง) แต่เวลาจะไม่สัมพันธ์กับสภาพแสงจริง
2. ปัจจุบันเปลี่ยนมาตามประเทศใกล้เคียง
ต่อมามุสลิมในพื้นที่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ “ประมาณการเวลาตามประเทศใกล้เคียงที่มีกลางวันกลางคืนปกติ” ตามมติของสภาฟัตวาและวิจัยแห่งยุโรป (ECFR) และสภานิติศาสตร์อิสลามแห่งโลกมุสลิม ที่กำหนดให้เมืองที่อยู่เหนือเส้นละติจูด 48 องศาเหนือขึ้นไป ปรับมาใช้ตารางเวลาของภูมิภาคใกล้เคียงที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้น-ตกปกติ
เนื่องจากเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์แล้ว วิธีนี้จะมีความสอดคล้องกับพิกัดภูมิศาสตร์และนาฬิกาชีวิตในร่างกายของคนในพื้นที่มากกว่า
ซึ่งซาอุดีอาระเบียเองก็ออกคำวินิจฉัยชี้แจง (ฟัตวา) ในเวลาไล่เลี่ยกัน ให้มาใช้เกณฑ์ประมาณการเวลาตามประเทศใกล้เคียง
3. การปรับโหมดมาใช้ระบบประมาณการ อิสลามมีกฎหมายต้นแบบเตรียมพร้อมล่วงหน้า
ผ่านหะดีษที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนถึงเหตุการณ์สัญญาณใหญ่ก่อนวันสิ้นโลก ในยุคที่ดัจญาลจะปรากฏตัว ซึ่งสภาวะเวลารอบวันจะยาวนานผิดปกติ เช่น 1 วันยาวนานเหมือน 1 ปี และได้บอกแนวทางการใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้น ดังนี้
อันเนาวาส บินซัมอาน เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺได้พูดถึงดัจญาลในเช้าวันหนึ่ง ท่านพูดเสียงดังและลดเสียงของท่านลงจนกระทั่งเรา คิดว่าดัจญาลอยู่ในพื้นที่ของต้นอินทผลัม ท่านนบีรู้ว่าเราคิดถึงอะไรอยู่ ท่านจึงกล่าวว่า “พวกท่านเป็นอย่างไร?” เรากล่าวว่า “โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านพูดถึงดัจญาลและลดเสียงลงจนเราคิดว่ามันอยู่ในต้นอินทผลัม” ท่านได้กล่าวว่า “ไม่ใช่ดัจญาล ที่ฉันกลัวแทนพวกท่าน เพราะถ้าหากมันปรากฏตัวในขณะที่ฉันอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ฉันจะปกป้องท่าน แต่ถ้ามันปรากฏตัวหลังจากฉัน ทุกคนจะป้องกันตัวเองและอัลลอฮฺคือผู้ทรงสืบทอดของฉันสำหรับมุสลิมทุกคน”
“มัน (ดัจญาล) เป็นคนหนุ่มรูปร่างไม่สูง ตาถลนออกมานอกเบ้า และเขาเหมือนกับอับดุล อุซซา บินเกาะฏ็อน ใครก็ตามที่พบมันต้องอ่านอายะฮฺตอนต้นของซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺ (ซูเราะฮฺที่ 18) ใส่มัน มันจะปรากฏตัวขึ้นมาระหว่างอิรักและซีเรีย และจะแพร่ความเสียหายทั้งทางซ้ายและขวา โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ จงยึดความศรัทธาของพวกท่านไว้ให้มั่น”
เรากล่าวว่า ‘ท่านรอซูลุลลอฮฺ มันจะอยู่บนหน้าแผ่นดินนานเท่าใด?’ ท่านตอบว่า “40 วัน แต่วันหนึ่งจะยาวนานหนึ่งปี และวันหนึ่งจะยาวนานเหมือนหนึ่งเดือน และอีกวันหนึ่งจะยาวนานเหมือนหนึ่งสัปดาห์ และวันที่เหลือจากนั้นจะเป็นเหมือนกับวันทั้งหลายของพวกท่าน” เราถามว่า ‘ท่านรอซูลุลลอฮฺ ถ้าวันหนึ่งเหมือนหนึ่งปี นมาซประจำวันของพวกเราจะพอหรือ?’ ท่านกล่าวว่า “ไม่ แต่พวกท่านต้องประมาณการเวลา”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2137)
ซึ่งองค์กรฟัตวาสากลทั้งสองแห่งข้างต้น รวมทั้งประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้นำแนวทาง “การประมาณการ” จากหะดีษบทนี้มาถอดความและปรับใช้ ให้สมดุลสอดคล้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ในพิกัดพื้นที่อย่างลงตัวที่สุด
การที่ประเทศอื่นได้เห็นการประมาณการในกลุ่มประเทศขั้วโลก เหมือนเป็นการซ้อมการคำนวณเวลาเมื่อถึงช่วงที่ดัจญาลออกมาดังหะดีษข้างต้น เมื่อถึงตอนนั้น มุสลิมก็จะมีแนวทางที่ชัดเจนผ่านประเทศกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้
แสดงให้เห็นว่าระบบของพระเจ้านั้นเปี่ยมด้วยความยืดหยุ่น ความเมตตา และมองการณ์ไกลเพื่อรองรับวิถีชีวิตของมนุษยชาติในทุกพิกัดองศาโลกอย่างแท้จริง
และเมื่อกลไกธรรมชาติแปรปรวนในวันที่มนุษย์คาดการณ์ว่า เป็นช่วงฤดูร้อน หรือมีวันที่ร้อนที่สุดแต่กลับมีฝนตก หรือมีพายุ ทุกสิ่งล้วนยืนยันว่าธรรมชาติไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมา แต่กลไกเหล่านี้ อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างและกำหนดอย่างเป็นระบบ
วัลลอฮุอะอฺลัม