hasanah page เว็บไซต์สำหรับมุสลิมะห์
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ละเว้นจากการขอคนอื่น อัลลอฮฺจะทรงให้เขาพอเพียง และใครก็ตามที่พยายามทำให้ตัวเองเพียงพอ อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขาเพียงพอ และใครก็ตามที่ยังคงอดทน อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขาอดทน ไม่มีใครได้รับความโปรดปรานอะไรที่ดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่าความอดทน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1469 และมุสลิม เลขที่ 1053)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ความร่ำรวยไม่เกี่ยวกับการมีทรัพย์สินมากมาย แต่ความร่ำรวย คือ ความพอใจในตัวเอง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 6446 และมุสลิม เลขที่ 1051)
เริ่มต้นเนียตดี ความสำเร็จอยู่ที่อัลลอฮฺ
– ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงการงานทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกคนจะได้รับตามที่เขาตั้งเจตนาไว้ ดังนั้น ผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาสู่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ การอพยพของเขาก็จะกลับไปสู่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อผลประโยชน์ทางโลกที่จะได้รับ หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย การอพยพของเขาก็จะอยู่บนสิ่งที่เขาเจตนาอพยพไป” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1 และมุสลิม เลขที่ 1907)
– “และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใดเว้นแต่อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์” (ตัฟซีร: พวกเจ้าจะไม่มีความสามารถในการกระทำสิ่งใด เว้นแต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัตตักวีร 29 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
การปฏิบัติหน้าที่การงาน แสวงหาปัจจัยยังชีพ
– ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ความสุขุมไม่รีบร้อนต่อทุกๆ การงานนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เว้นแต่การงานที่เกี่ยวข้องกับอาคิเราะฮฺ" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4810)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ความสุขุมรอบคอบมาจากพระองค์อัลลอฮฺ ส่วนความเร่งรีบมาจากชัยฏอน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูยะอฺลา เลขที่ 4256 และอัลบานีย์ เลขที่ 1795)
การทำงานร่วมกัน การทำงานเป็นทีม
– “และบรรดาผู้ตอบรับต่อพระเจ้าของพวกเขา และดำรงละหมาด และกิจการของพวกเขามีการปรึกษาหารือระหว่างพวกเขา และเขาบริจาคสิ่งที่เราได้ให้เครื่องปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา” (ตัฟซีร: อัลบัยฏอวีย์กล่าวว่าอายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเพราะชาวอันศอร เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกร้องเชิญชวนไปสู่การศรัทธา พวกเขาก็ตอบรับปฏิบัติละหมาดครบถ้วนตามเงื่อนไขและรักษาเวลา ปรึกษาหารือกันในเรื่องดุนยาและศาสนา และบริจาคในสิ่งที่อัลลอฮฺประทานให้แก่พวกเขาไปในทางของอัลลอฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัชชูรอ 38 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– รายงานจากอะบูซัรร์ (รอดิยัลลอฮุอันฮุ) ว่า ฉันได้ด่ากับชายคนหนึ่ง และฉันได้ด่าพาดพิงไปถึงแม่ของเขาด้วยคำพูดหยาบคาย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ฉันว่า “โอ้ อะบูซัรร์ ท่านได้ด่าพาดพิงไปถึงแม่ของเขาด้วยคำพูดหยาบคายหรือ? ความจริงท่านเป็นคนที่ยังมีญาฮิลียะห์ (พฤติกรรมก่อนรับอิสลาม) หลงเหลืออยู่ พี่น้องของพวกท่าน(ที่เป็นทาส) คือ ผู้ที่อัลลอฮฺมอบพวกเขาให้อยู่ในปกครองของพวกท่าน ดังนั้นผู้ใดที่มีพี่น้องในปกครองของเขา จะต้องให้เขาได้รับอาหารจากที่เขารับประทาน ให้ได้สวมใส่จากสิ่งที่เขาสวมใส่ และพวกท่านอย่าบังคับพวกเขาให้ทำงานเกินกำลังของพวกเขา ถ้าหากพวกท่านใช้เขาให้ทำงาน พวกท่านจะต้องช่วยพวกเขาทำงานด้วย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี)
– เล่าจากอับดิ้ลลาห์ บุตร ชิคคีร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า เขาได้กล่าวว่า:ฉันได้ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะที่ท่านกำลังอ่านอายะฮฺที่ว่า (การแข่งขันกันสะสม ทรัพย์สมบัติและบริวาร ทำให้พวกท่านหลงลืม) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พูดขึ้นว่า "มนุษย์จะพูดกันว่า ทรัพย์สมบัติของฉัน ทรัพย์สมบัติของฉัน : โอ้มนุษย์ ไม่มีอะไรเป็นของเจ้าหรอก นอกจากที่เจ้าได้รับประทานเข้าไปและได้ย่อยสลายมันแล้ว หรือที่เจ้าสวมใส่และได้ทำให้มันขาดวิ่นไปแล้ว หรือที่เจ้าได้บริจาคและได้ให้ลุล่วงไปแล้ว" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ญิบรีลได้มาแจ้งฉันในความคิดของฉันว่า ชีวิตหนึ่งจะยังไม่ตายจนกว่าจะได้ริสกีของมันครบถ้วนเสียก่อน ดังนั้นจงแสวงหามันอย่างสวยงาม(โดยไม่ผิดหลักการศาสนา)" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 7694)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ฉันได้ยินว่า ท่านถือศีลอดต่อเนื่องกันไม่หยุด และนมาซทั้งคืน อย่าทำเช่นนั้น ให้ส่วนแบ่งแก่ดวงตาของท่านบ้าง ให้ส่วนแบ่งแก่ครอบครัวของท่านบ้าง ดังนั้น จงถือศีลอดและงดถือบ้าง จงนมาซและหลับนอน จงถือศีลอดเป็นเวลาหนึ่งวันในสิบวัน และมีรางวัลตอบแทนสำหรับท่านในเก้าวันอื่น” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 1977)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “จงฉกฉวยโอกาสกระทำห้าประการก่อนที่อีกห้าประการจะมาถึง การมีชีวิตของท่านก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต 1.วัยหนุ่มของท่าน ก่อนที่ท่านจะแก่ชรา 2.สุขภาพที่ดีของท่าน ก่อนที่ท่านจะเจ็บป่วย 3.ความร่ำรวยของท่าน ก่อนที่ท่านจะยากจน 4.เวลาว่างของท่าน ก่อนที่ท่านจะมีภาระที่ยุ่งเหยิง" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฮากิม เลขที่ 7846)
– “คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใดๆ ในนั้น เป็นคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขานั้น พวกเขาก็บริจาค” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 2-3)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใช้เงินนี้ไปเพื่อตัวท่านเองก่อน หลังจากนั้นจึงใช้จ่ายสำหรับครอบครัว และถ้ามีสิ่งใดเหลือ ก็ใช้มันไปสำหรับญาติ ถ้ายังมีเหลือจากครอบครัวและญาติ ก็จงใช้ไปอย่างนี้และอย่างนี้” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2141)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ไม่มีเช้าวันไหนที่บ่าวของอัลลอฮฺได้ตื่นเช้าขึ้นมา นอกจากจะมีมลาอิกะฮฺสองท่านลงมา ท่านหนึ่งจะกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานแก่ผู้ที่ใช้จ่ายในทางที่ดี (ผู้ที่ทำเศาะดะเกาะฮฺ) ด้วยสิ่งที่มาชดเชย (ให้งอกเงยเพิ่มพูน)” อีกท่านหนึ่งจะกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานแก่ผู้ที่กำมันไว้ (ไม่ยอมจ่ายในทางที่ดี) ประสบกับความหายนะ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 1442 และมุสลิม เลขที่ 1010)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “หนึ่งดีนาร์ที่เจ้าได้ใช้จ่ายมันในหนทางของอัลลอฮฺ หนึ่งดีนาร์ที่เจ้าใช้จ่ายในการปล่อยทาส และหนึ่งดีนาร์ที่เจ้าบริจาคทานให้แก่คนยากจน และหนึ่งดีนาร์ที่เจ้าจ่ายให้แก่ครอบครัวของเจ้า การบริจาคที่ผลบุญยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ที่เจ้าได้จ่ายให้แก่ครอบครัวของเจ้า” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 995)
– “โอ้ ลูกหลานอาดัม แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ที่ปกปิดสิ่งอันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงาม และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮฺ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ 26)
– “โอ้ นบี จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง” (ตัฟซีร: คือให้พวกนางเหล่านั้นสวมเสื้อหลวมๆ ซึ่งจะช่วยปกปิดความสวยงามและเครื่องประดับของพวกนาง เพื่อป้องกันการกล่าวร้ายแก่นาง และแยกให้แตกต่างจากลักษณะของพวกผู้หญิงญาฮิลียะฮฺ อัฏฏอบรีย์ รายงานจากอิบนิ อับบาส ซึ่งกล่าวเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ว่า อัลลอฮฺทรงใช้บรรดาหญิงผู้ศรัทธาว่า เมื่อพวกนางจะออกจากบ้าน ให้พวกนางคลุมศีรษะ และปกปิดใบหน้าด้วยเสื้อคลุมของพวกนาง และเปิดช่วงสำหรับนัยน์ตาอย่างเดียว) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน (ตัฟซีร: ในการปกปิดเช่นนั้นเป็นการป้องกันพวกนางให้พ้นจากคำพูดของพวกมนุษย์เลวทราม และเป็นการแยกพวกนางให้แตกต่างจากพวกทาสี) และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ 59 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงตรัสว่า ‘การมองเป็นลูกศรหนึ่งของอิบลีส บุคคลใดละทิ้งการมองเพราะความเกรงกลัวข้า ข้าก็จักเปลี่ยนอีมานแก่เขา โดยให้เขาได้รับความหวานแห่ง อีมานนั้นในหัวใจของเขา’” (หะดีษ (กุดซีย์) เศาะฮีหฺ บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์ และฮากิม)
– “และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ 31)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “โลกนี้เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง และที่ดีที่สุดของปัจจัยแห่งโลกนี้ คือผู้หญิงที่ดี” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1467)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ผู้หญิงถูกแต่งงานด้วยเหตุผลหนึ่งในสี่ประการนี้ คือ เพื่อทรัพย์สินของนาง สถานะ ความสวยงาม และศาสนาของนาง ดังนั้น จงเลือกหญิงที่มีศาสนา ขอให้มือของท่านเปรอะไปด้วยฝุ่น” (ขอให้มีความสุขนะ) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 5090)
ฮูรุลอัยน์ (นางฟ้า) ตัวอย่างผู้หญิงที่ดี
– “ในสวนสวรรค์เหล่านั้นมีหญิงสาวพรหมจารี ผู้ลดสายตาลง (เฉพาะสามีของนางเท่านั้น) (ตัฟซีร: คือหญิงสาวพรหมจารีเหล่านั้นจะลดสายตาของนางลงเฉพาะแต่สามีของนางเท่านั้น นางจะกล่าวแก่สามีของนางว่า ด้วยเกียรติ และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของฉัน ในสวรรค์นี้ฉันไม่เห็นผู้ใดดียิ่งไปกว่าท่าน อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ที่พระองค์ทรงให้ท่านเป็นสามีของฉัน และฉันเป็นภริยาของท่าน) ซึ่งไม่มีมนุษย์ และไม่มีญินแตะต้องพวกนางมาก่อนเลย” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัรเราะฮฺมาน 56 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– “ในสวนสวรรค์เหล่านั้น มีหญิงสาวที่มีมารยาทดีสวย หญิงสาวผิวพรรณขาวผ่อง นัยน์ตาคม (ที่เก็บตัวเฉพาะสามีของนางเท่านั้น) อยู่ในกระโจม” (ตัฟซีร: หญิงสาวที่ประจำอยู่ในสวนสวรรค์นั้น เป็นหญิงสาวที่มีผิวพรรณผุดผ่อง นัยน์ตาคม เพราะนางเก็บตัวอยู่ในที่พักเฉพาะของนาง นางจะไม่ออกไปนอกที่พัก เพราะความมีเกียรติของนาง อบูฮัยยานกล่าวว่า สตรีจะได้รับการยกย่องชมเชยเช่นนั้น หากพวกนางอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเป็นการบ่งชี้ถึงการรักษาตัว ซึ่งเป็นสมบัติประจำตัวของสตรี) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัรเราะฮฺมาน 70-72 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– “หากเขาหย่าพวกนาง บางทีพระเจ้าของเขาจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่เขามีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง เป็นหญิงที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นหญิงผู้ศรัทธา เป็นหญิงผู้ภักดี เป็นหญิงผู้ขอลุแก่โทษ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นหญิงผู้มั่นต่อการถือศีลอด เป็นหญิงที่เป็นหม้าย และที่เป็นหญิงสาว” (ตัฟซีร: นี่เป็นการขู่สำทับแก่บรรดาภริยาท่านนบี และเป็นการอบรมที่ดีจากพระเจ้า กล่าวคือหากท่านนบีหย่าพวกนาง บางทีอัลลอฮฺจะทรงเปลี่ยนแปลงให้แก่ท่านนบีมีภริยาที่ดีกว่าพวกนาง เป็นมุสลิมะฮฺที่นอบน้อมถ่อมตน เป็นมุอฺมินผู้ศรัทธา เป็นกอนิตะฮฺผู้ภักดี เป็นตาอิบะฮฺผู้ขอลุแก่โทษ เป็นอาบิดะฮฺผู้มั่นต่อการอิบาดะฮฺ เป็นศออิมะฮฺผู้มั่นต่อการถือศีลอด หรือผู้มั่นต่อการอพยพเพื่อการใคร่ครวญ และบางคนเป็นหญิงหม้าย บางคนเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ แต่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มิได้หย่าพวกนาง และอัลลอฮฺก็มิได้ทรงเปลี่ยนภริยาให้แก่ท่าน เพราะพวกนางเป็นภริยาของท่านทั้งโลกดุนยาและโลกอาคิเราะฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัตตะหฺรีม 5 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– จากเษาะบาน รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : เมื่อโองการอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาว่า "และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ 34) เขากล่าวว่า พวกเราได้เคยเดินทางไปพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเดินทางบางครั้งของท่าน ได้มีศอฮาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวขึ้นว่า 'โองการเกี่ยวกับทองคำและเงินได้ถูกประทานลงมาแล้ว หากว่าพวกเราได้ทราบว่าทรัพย์สินประเภทใดที่มีความประเสริฐที่สุด พวกเราจะได้ยึดถือมันไว้ครอบครอง' ท่านนบีจึงกล่าวตอบว่า "ที่ประเสริฐที่สุดคือ ลิ้นที่รำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่เสมอ และหัวใจที่ขอบคุณพระองค์ และภรรยาผู้ศรัทธาที่ส่งเสริมเขาในเรื่องการศรัทธาของเขา" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 3094
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “บรรดาสตรีที่มีบะเราะกะฮฺ (ความจำเริญ) ที่ยิ่งใหญ่ คือ ความเรียบง่ายของพวกนาง (ในการใช้จ่าย)” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะหมัด และฮากิม)
– “ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูต่อกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง (อัลลอฮฺ)” (ตัฟซีร: ในวันกิยามะฮฺนั้นบรรดามิตรสหายและผู้รักใคร่กันจะกลายเป็นศัตรูต่อกัน เว้นแต่ผู้ที่ความเป็นมิตรสหายและความรักใคร่ต่อกันเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัซซุครุฟ 67 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “คนเรานั้นจะมีศาสนาตามเพื่อนที่เขาคบหา ดังนั้น คนหนึ่งคนใดของพวกท่านจงพิจารณาเถิดถึงผู้ที่เขาจะคบหาด้วย” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยติรมิซีย์ เลขที่ 2378)
ทุกการกระทำ-คำพูด มีผู้จดบันทึก
– “จงรำลึกขณะที่มลาอิกะฮฺผู้บันทึกสองท่านบันทึก ท่านหนึ่งนั่งทางข้างขวา และอีกท่านหนึ่งนั่งทางข้างซ้าย” (ตัฟซีร: หมายถึง มะลัก 2 ท่าน เป็นผู้บันทึกการกระทำของมนุษย์หรือเป็นผู้สังเกตการณ์) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺก็อฟ 17 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– “ไม่มีคำพูดคำใดที่เขากล่าวออกมา เว้นแต่ใกล้ๆ เขานั้นมี (มะลัก) ผู้เฝ้าติดตาม ผู้เตรียมพร้อม (ที่จะบันทึก)” (ตัฟซีร: คือทุกๆ คำพูดที่มนุษย์กล่าวออกมาจะเป็นคำพูดที่ดี หรือคำพูดที่เลว ก็จะมีมะลักเป็นผู้เฝ้าติดตามและจดบันทึกทุกๆ คำพูด อัลหะซันกล่าวว่า เมื่อมนุษย์ได้ตายลง สมุดบันทึกของเขาจะถูกม้วนเก็บไว้ เมื่อถึงวันกิยามะฮฺก็จะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า “เจ้าจงอ่านบันทึกของเจ้า พอเพียงแก่ตัวเจ้าแล้ววันนี้ที่จะเป็นผู้ชำระบัญชีของตัวเจ้าเอง”) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺก็อฟ 18 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย)
– “และทุกๆ สิ่งที่พวกเขากระทำมันนั้นมีอยู่ในบันทึก และทุกๆ สิ่งทั้งเล็กและใหญ่ก็ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลเกาะมัร 52-53)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “บ่าวคนหนึ่งย่อมยังไม่มีอีมานจนกว่าเขาจะศรัทธาต่อเกาะดัร (การกำหนดสภาวการณ์) ทั้งความดีและความชั่วของมันว่ามาจากอัลลอฮฺ และจนกว่าเขาจะรู้เสียก่อนว่า แท้จริงสิ่งที่ประสบแก่เขานั้น เขาย่อมไม่คลาดแคล้วมันไป และแท้จริงสิ่งที่เขาคลาดแคล้วไป เขาก็ย่อมไม่ประสบมัน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 9, อะบูดาวูด เลขที่ 4075 และติรมีซีย์ เลขที่ 2070-2071, 2535)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ โลกนี้ในโลกหน้าเท่ากับสิ่งที่นิ้วชี้ของท่านได้มาจากทะเล (ท่านนบีได้ยกนิ้วชี้ของท่านขึ้นมา) ดูว่ามันได้อะไร?” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2858)
– “ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริงมนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอัศรฺ 1-3 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
– “แล้วผู้ใดเปลี่ยนแปลงพินัยกรรม หลังจากที่เขาได้ยินมันแล้ว โทษแห่งการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมนั้นก็ตกอยู่แก่บรรดาผู้เปลี่ยนแปลงพินัยกรรมนั้นเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮ์ทรงได้ยิน ทรงรอบรู้” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮ 181)
– จาก ซะอฺด์ บินอบูวักกอศ เล่าว่า : ในปีของการทำพิธีฮัจญ์สุดท้ายของท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันป่วยหนัก ท่านนบีได้มาเยี่ยมฉันและถามถึงสุขภาพของฉัน ฉันบอกท่านว่า “ฉันอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะการป่วย ฉันเป็นคนมั่งมี แต่ไม่มีทายาทนอกจากลูกสาวคนเดียว ฉันจะให้ทรัพย์สินสองในสามของฉันเป็นทานได้ไหม?” ท่านตอบว่า “ไม่ได้” ฉันจึงกล่าวว่า “ถ้าครึ่งหนึ่งล่ะ?” ท่านตอบว่า “ไม่ได้” และได้กล่าวว่า “หนึ่งในสามเท่านั้น แม้หนึ่งในสามก็มากเกินไปแล้ว ท่านควรจะทิ้งทรัพย์สินของท่านไว้ให้ทายาทของท่านดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกเขายากจนและเที่ยวขอผู้คน ท่านจะได้รับรางวัลตอบแทนสำหรับสิ่งที่ท่านได้ใช้ไปในหนทางของอัลลอฮฺ หรือแม้แต่สิ่งที่ท่านใส่ปากภรรยาของท่าน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1295 และมุสลิม เลขที่ 1628)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “แท้จริงผู้ศรัทธาเมื่อความตายมาถึงเขา, เขาจะเห็นสิ่งที่จะได้เห็น เขาปรารถนาให้ (วิญญาณ) ของเขา (ออกจากร่าง) ไปพบพระองค์อัลลอฮฺ และพระองค์อัลลอฮฺทรงรักที่จะพบเขาเช่นกัน, แท้จริงวิญญาณของเขานั้นจะขึ้นไปสู่ฟากฟ้า (เวลานั้น) เหล่าวิญญาณของผู้ศรัทธาจะมาพบเขา, พวกเขาจะไถ่ถามเขาถึงผู้คน (ที่ยังมีชีวิต) ในโลกดุนยาที่พวกเขารู้จัก” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัลบัซซารฺ)
– อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า: “เมื่อวิญญาณของผู้ศรัทธาจะออกไป (จากร่างกาย) มลาอิกะฮฺสององค์จะรับมันไปยังชั้นฟ้าทั้งหลาย ฮัมมาด(หนึ่งในผู้รายงาน) ได้เอ่ยถึงความหวานของกลิ่นหอมและเอ่ยถึงชะมดเชียง (และกล่าวต่อไปว่า) ผู้อาศัยอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายจะกล่าวว่า “วิญญาณที่ทรงคุณความดีจากส่วนหนึ่งของโลกมาแล้ว ขออัลลอฮฺโปรดประทานพรแก่ท่านและแก่ร่างกายที่ท่านครอบครองอยู่” และวิญญาณจะถูกนำไปยังพระผู้อภิบาลของเขา พระองค์จะทรงกล่าวว่า “นำมันไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้ของมัน” สำหรับผู้ปฏิเสธ เมื่อวิญญาณของเขาออกจากร่างกาย ฮัมมาดได้เอ่ยถึงกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนของมันและเอ่ยถึงการที่มันถูกสาปแช่ง ผู้อาศัยอยู่ในชั้นฟ้ากล่าวว่า “มาแล้ว วิญญาณชั่วจากโลก” และจะมีคำกล่าวว่า “เอามันไปยังจุดหมายที่ถูกกำหนดไว้สำหรับมัน” อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ในขณะที่เอ่ยถึงกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนของวิญญาณของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ท่านรอซูลุลลอฮฺได้เอาผ้าบางๆ ที่ติดตัวท่านปิดจมูกของท่าน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2872)
– ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อายะฮฺที่กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอิบรอฮีม 27) ได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับการทรมานในหลุมศพ มันเป็นในตอนที่ผู้ตายถูกถามว่า ‘ใครคือพระเจ้าของเจ้า?’ เขาจะกล่าวว่า ‘พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮฺและนบีของฉันคือมุฮัมมัด’ และนั่นเป็นสิ่งที่ตรงกับคำพูดของอัลลอฮฺที่ว่า “อัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้ และในปรโลก”” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอิบรอฮีม 27) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2871)
– เกาะตาด๊ะฮฺ กล่าวว่า “เราได้ถูกบอกว่า หลุมศพของผู้ศรัทธาจะถูกขยายออกไปเจ็ดสิบศอกและจะถูกทำให้เต็มไปด้วยความเขียวขจีที่อุดมสมบูรณ์ไปจนกระทั่งถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 1338 และมุสลิม เลขที่ 2870)
การสอบสวนในหลุมศพ โลกหลังความตาย (อาลัมบัรซัค)
– รายงานจาก อัล-บะรออ์ บิน อาซิบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : พวกเราออกเดินทางไปพร้อมกับท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อไปร่วมจัดการศพ (ญะนาซะฮ์) ของชายคนหนึ่งจากชาวอันศอร เมื่อพวกเราไปถึงที่หลุมศพ ปรากฏว่าหลุมฝังศพยังขุดไม่เสร็จ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงนั่งลง และพวกเราก็นั่งลงรอบๆ ท่าน พวกเรานั่งนิ่งราวกับมีนกเกาะอยู่บนศีรษะ ในมือของท่านมีกิ่งไม้แห้งที่ท่านใช้ขีดเขียนพื้นดิน จากนั้นท่านได้เงยศีรษะขึ้นแล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการลงโทษในหลุมศพเถิด” ท่านกล่าวเช่นนี้สองหรือสามครั้ง
และในสายรายงานของญะรีรได้เพิ่มข้อความตรงนี้ว่า : ท่านนบีกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ตายจะได้ยินเสียงรองเท้าแตะของพวกเขา ยามที่พวกเขาหันหลังกลับเดินจากไป และนั่นคือเวลาที่เขาจะถูกถามว่า: โอ้ ชายผู้นี้! ใครคือพระเจ้าของเจ้า? อะไรคือศาสนาของเจ้า? และใครคือศาสนทูตของเจ้า?”
ส่วนในสายรายงานของฮันนาดระบุว่า : ท่านนบีกล่าวว่า “จะมีมลาอิกะฮฺสองท่านมาหาเขา แล้วให้เขานั่งลง จากนั้นทั้งสองจะถามเขาว่า ‘ใครคือพระเจ้าของเจ้า?’ เขาจะตอบว่า ‘พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮฺ’ ทั้งสองจะถามต่อว่า ‘อะไรคือศาสนาของเจ้า?’ เขาจะตอบว่า ‘ศาสนาของฉันคืออิสลาม’ ทั้งสองจะถามอีกว่า ‘ชายผู้นี้ที่ถูกส่งมาในหมู่พวกเจ้านั้นคือใคร?’ เขาจะตอบว่า ‘ท่านคือรอซูล (ศาสนทูต) ของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม’ ทั้งสองจะถามว่า ‘เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?’ เขาจะตอบว่า ‘ฉันได้อ่านคัมภีร์ของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) แล้วฉันก็ศรัทธาและเชื่อมั่นในคัมภีร์นั้น’”
และในสายรายงานของญะรีรได้ระบุเสริมอีกว่า : ท่านนบีกล่าวว่า “และนั่นคือความหมายของพระดำรัสของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเกียรติยิ่งที่ว่า: “อัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่น…” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอิบรอฮีม 27)” และหลังจากประโยคนี้ สายรายงานของทั้งสองคนก็มีเนื้อหาตรงกัน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวต่อไปว่า “แล้วจะมีเสียงประกาศจากฟากฟ้าเรียกออกมาว่า ‘บ่าวของข้าพูดความจริงแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงปูที่นอนจากสวรรค์ให้แก่เขา จงสวมใส่เสื้อผ้าจากสวรรค์ให้แก่เขา และจงเปิดประตูไปสู่สวรรค์ให้แก่เขา’” ท่านนบีกล่าวว่า “แล้วความโปร่งสบายและกลิ่นหอมอันชวนชื่นจากสวรรค์ก็จะโชยมายังเขา” ท่านนบีกล่าวว่า “และหลุมศพของเขาจะถูกขยายให้กว้างออกไป เท่าที่สายตาของเขาจะมองไปถึง”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวต่อว่า “ส่วนผู้ปฏิเสธศรัทธา” แล้วท่านก็กล่าวถึงความตายของเขา “วิญญาณของเขาจะถูกส่งกลับคืนสู่ร่าง มลาอิกะฮฺสองท่านจะมาหาและให้เขานั่งลง แล้วทั้งสองจะถามว่า ‘ใครคือพระเจ้าของเจ้า?’ เขาจะตอบว่า ‘ฮะ ฮะ! ฉันไม่รู้’ ทั้งสองจะถามว่า: ‘ศาสนาของเจ้าคืออะไร?’เขาจะตอบว่า: ‘ฮะ ฮะ! ฉันไม่รู้’ ทั้งสองจะถามอีกว่า ‘ชายผู้นี้ที่ถูกส่งมาในหมู่พวกเจ้านั้นคือใคร?’ เขาจะตอบว่า ‘ฮะ ฮะ! ฉันไม่รู้’ แล้วจะมีเสียงประกาศจากฟากฟ้าเรียกขึ้นว่า ‘เขาโกหก ดังนั้นพวกเจ้าจงปูที่นอนจากนรกให้แก่เขา จงสวมใส่เสื้อผ้าจากนรกให้แก่เขา และจงเปิดประตูไปสู่นรกให้แก่เขา’” ท่านนบีกล่าวว่า “แล้วความร้อนและลมร้อนของมันก็จะแผ่ซ่านมาถึงเขา” ท่านนบีกล่าวว่า “และหลุมศพของเขาก็จะถูกบีบรัดจนกระทั่งกระดูกซี่โครงของเขาประสานกัน”
ในสายรายงานของญะรีรได้ระบุเสริมว่า: ท่านนบีกล่าวว่า “แล้วจะมีมลาอิกะฮฺตาบอดและเป็นใบ้ถูกแต่งตั้งให้มาควบคุมเขา โดยในมือจะถือค้อนเหล็กอันหนึ่ง ซึ่งหากนำค้อนนี้ไปทุบลงบนภูเขา แล้วมัน (ภูเขา) ก็จะกลายเป็นฝุ่นดิน”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เขาจะกระหน่ำทุบผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยค้อนนั้นอย่างรุนแรง จนทุกสรรพสิ่งระหว่างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจะได้ยินเสียงร้องอันเจ็บปวดนั้น ยกเว้นมนุษย์และญิน และร่างของเขาก็จะกลายเป็นฝุ่นดิน จากนั้นวิญญาณก็จะถูกกลับคืนสู่ร่างของเขาอีกครั้ง (เพื่อรับโทษทัณฑ์ต่อไป)”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบูดาวูด เลขที่ 4753)
เพื่อนในหลุมศพของผู้ศรัทธา ในโลกหลังความตาย
– จากอบูฮุรอยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ตายเมื่อถูกนำตัวลงสู่หลุมศพของเขา เขาจะได้ยินเสียงรองเท้าแตะของพวกเขา ยามที่พวกเขาหันหลังกลับเดินจากเขาไป หากเขาเป็นผู้ศรัทธา การละหมาดจะมาอยู่ตรงบริเวณศีรษะของเขา การถือศีลอดจะมาอยู่ทางขวาของเขา การจ่ายซะกาตจะมาอยู่ทางซ้ายของเขา และการทำความดีต่างๆ เช่น เศาะดะเกาะฮฺ การติดต่อสัมพันธ์เครือญาติ การทำความดี และการทำดีต่อผู้อื่น จะมาอยู่ตรงบริเวณปลายเท้าของเขา เมื่อมลาอิกะฮฺจะเข้ามาหาเขาจากทางด้านศีรษะ การละหมาดจะกล่าวว่า ‘ทางด้านนี้ไม่มีทางเข้า’ เมื่อมลาอิกะฮฺจะเข้ามาหาเขาจากทางขวา การถือศีลอดจะกล่าวว่า ‘ทางด้านนี้ไม่มีทางเข้า’ เมื่อมลาอิกะฮฺจะเข้ามาหาเขาจากทางซ้าย การจ่ายซะกาตจะกล่าวว่า ‘ทางด้านนี้ไม่มีทางเข้า’ เมื่อมลาอิกะฮฺจะเข้ามาหาเขาจากทางด้านปลายเท้า การทำความดีต่างๆ จะกล่าวว่า ‘ทางด้านนี้ไม่มีทางเข้า’
แล้วจะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า ‘จงนั่งลงเถิด’ เขาก็จะนั่งลง โดยที่ดวงอาทิตย์ถูกทำให้ปรากฏแก่เขาเหมือนกำลังจะตกดิน มลาอิกะฮฺจะถามเขาว่า ‘ชายคนนี้ที่เคยอยู่ในหมู่พวกเจ้าคือใคร? เจ้าจะกล่าวถึงเขาอย่างไร และเจ้าจะปฏิญาณตนต่อเขาอย่างไร?’ เขาจะตอบว่า ‘ปล่อยให้ฉันละหมาดก่อนเถิด’ มลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า ‘แท้จริงแล้วเจ้าจะได้ละหมาดแน่ แต่จงตอบคำถามที่เราถามเจ้าก่อน’ เขาจะถามกลับว่า ‘พวกท่านถามเกี่ยวกับชายคนไหนหรือ?’ มลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า ‘ชายคนที่เคยอยู่ในหมู่พวกเจ้านั่นแหละ เจ้าจะกล่าวถึงเขาอย่างไร และเจ้าจะปฏิญาณตนต่อเขาอย่างไร?’ เขาจะตอบว่า ‘มุฮัมมัด ฉันขอปฏิญาณว่าท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ และท่านได้นำความจริงมาจากอัลลอฮฺ’ มลาอิกะฮฺจะกล่าวแก่เขาว่า ‘บนความศรัทธานี้แหละที่เจ้าเคยมีชีวิตอยู่ บนความศรัทธานี้แหละที่เจ้าได้ตายไป และบนความศรัทธานี้แหละที่เจ้าจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมา อินชาอัลลอฮฺ’
จากนั้น ประตูสวรรค์บานหนึ่งจะถูกเปิดให้แก่เขา แล้วจะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า ‘นั่นคือที่พำนักของเจ้าในสวรรค์ และสิ่งที่เป็นรางวัลที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ให้แก่เจ้า’ เขาจะยิ่งมีความสุขและปิติยินดีมากขึ้น แล้วหลุมศพของเขาจะถูกขยายกว้างออกไปเจ็ดสิบศอก และจะถูกทำให้สว่างไสวสำหรับเขา จากนั้นร่างของเขาจะถูกทำให้กลับคืนสู่สิ่งที่มันถูกสร้างขึ้นมาแต่แรกเริ่ม นั่นคือจากดิน และวิญญาณของเขาจะถูกบรรจุไว้ในกลุ่มวิญญาณที่ดีงาม ซึ่งมันคือนกที่กินผลไม้จากต้นไม้ในสวรรค์ และนั่นคือพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “อัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคงทั้งในชีวิตโลกนี้และในโลกหน้า” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอิบรอฮีม 27)
ส่วนหากเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เมื่อมลาอิกะฮฺจะเข้ามาหาเขาจากทางด้านศีรษะ ก็จะไม่พบสิ่งใดเลย จากนั้นเมื่อมลาอิกะฮฺเข้ามาทางขวาของเขา ก็จะไม่พบสิ่งใดเลย จากนั้นเมื่อมลาอิกะฮฺเข้ามาทางซ้ายของเขา ก็จะไม่พบสิ่งใดเลย จากนั้นเมื่อมลาอิกะฮฺเข้ามาจากทางด้านปลายเท้าทั้งสองของเขา ก็จะไม่พบสิ่งใดเลย
แล้วจะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า ‘จงนั่งลงเถิด’ เขาก็จะนั่งลงด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก มลาอิกะฮฺจะถามเขาว่า ‘เจ้าจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับชายคนนี้ที่เคยอยู่ในหมู่พวกเจ้า? เจ้าจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับเขา และเจ้าจะปฏิญาณตนต่อเขาอย่างไร?’ แล้วเขาจะถามว่า ‘ผู้ชายคนไหนกัน?’ โดยที่เขาไม่ถูกนำทางให้นึกชื่อของท่านออกเลย แล้วจะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า ‘มุฮัมมัด’ เขาจึงตอบว่า: ‘ฮะ ฮะ! ฉันไม่รู้เลย ฉันเคยได้ยินผู้คนพูดกันอย่างไร ฉันก็พูดไปตามที่พวกเขาพูดนั่นแหละ’ มลาอิกะฮฺจะกล่าวแก่เขาว่า ‘บนความสงสัยนี้แหละที่เจ้าเคยมีชีวิตอยู่ บนความสงสัยนี้แหละที่เจ้าได้ตายไป และบนความสงสัยนี้แหละที่เจ้าจะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมา อินชาอัลลอฮฺ’
จากนั้น ประตูสู่นรกบานหนึ่งจะถูกเปิดให้แก่เขา แล้วจะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า ‘นั่นคือที่พำนักของเจ้าในนรก และสิ่งที่เป็นการลงโทษที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ให้แก่เจ้า’ แล้วความโศกเศร้าเสียใจและความพินาศของเขาก็จะเพิ่มขึ้น แล้วหลุมศพของเขาก็จะถูกบีบรัดเข้าหากัน จนกระทั่งกระดูกซี่โครงของเขาประสานข้ามกัน และนั่นคือชีวิตความเป็นอยู่ที่คับแค้นที่อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า “แท้จริงสำหรับเขาคือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺในสภาพของคนตาบอด”” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺฏอฮา 124)
(หะดีษหะสัน บันทึกโดยอิบนุฮิบบาน เลขที่ 3113)
ฟิตนะฮฺ (ความปั่นป่วนวุ่นวาย) ก่อนวันสิ้นโลก
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ยามอวสานจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าพวกท่านจะต่อสู้กับพวกยิว และหินที่พวกยิวแอบอยู่ข้างหลังมันจะกล่าวว่า “โอ้ มุสลิม มียิวคนหนึ่ง แอบอยู่ข้างหลังฉัน มาฆ่าเขา” ยกเว้น ต้นฆ็อรกอด ซึ่งเป็นต้นไม้ของพวกยิว” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 3326)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ลูกชายของนาง มัรยัม (หมายถึงอีซา) จะลงมายังพวกท่านในไม่นานนี้ และจะพิพากษามนุษย์อย่างยุติธรรม เขาจะหักไม้กางเขน และจะฆ่าหมู และยกเลิกญิซยะฮฺ อูฐจะถูกทิ้งไว้ตามลำพังโดยไม่มีใครสนใจมัน หลังจากนั้น จะไม่มีความเกลียดชัง ไม่มี ความอิจฉาริษยาหรือความขัดแย้ง เงินทองจะมีมากมาย และจะไม่มีใครรับสิ่งของที่ให้เป็นทาน (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2222)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านจะเป็นอย่างไรเมื่อลูกชายของนางมัรยัมลงมายังพวกท่าน และปกครองพวกท่าน?” นาฟิอฺกล่าวว่า อบูฮุร็อยเราะฮฺพูดว่า “และจะปกครองโดยกุรอาน” อิบนุอบูชิกล่าวว่า “จะปกครองโดยกุรอาน และซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 3449)
สัญญาณวันอวสาน (วันสิ้นโลก) (อ่านเพิ่มเติม <คลิก>)
– จาก ฮุซัยฟะฮฺ บินอะซีด อัลมิฟารีย์ เล่าว่า : ครั้งหนึ่งท่านนบีเห็นเราในขณะที่เรากำลังคุยกันและท่านถามว่า “คุยอะไรกันอยู่?” เราตอบว่า “คุยกันเรื่องยามอวสานครับ” ท่านนบีกล่าวว่า “มันจะไม่เกิดขึ้นก่อน 10 สัญญาณปรากฏ” ท่านนบีกล่าวว่า “ควัน, ดัจญาล, สัตว์เดรัจฉานอย่างหนึ่งบนแผ่นดิน, ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก, การลงมาของนบีอีซา, ยะอฺญูจญ์และมะอฺญูจญ์, แผ่นดินไหวรุนแรงสามครั้ง ครั้งหนึ่งในตะวันออก ครั้งหนึ่งในตะวันตก และครั้งที่สามในอาหรับ, สุดท้ายจะเป็นไฟที่จะมาจากเยเมนเพื่อขับไล่ผู้คนไปยังแผ่นดินที่ชุมนุมกันของพวกเขา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2901)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “จงรีบเร่งทำความดีก่อน 6 สิ่งจะปรากฏขึ้น นั่นคือ ดัจญาล ควัน สัตว์ร้ายชนิดหนึ่ง ดวงอาทิตย์ขึ้นจากทางตะวันตก ความชั่วโดยทั่วไป และความโลภของตัวท่านเอง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2947)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ทรงสร้างโลกในวันเสาร์ สร้างภูเขาในวันอาทิตย์ สร้างต้นไม้ในวันจันทร์ สร้างสิ่งน่ารังเกียจในวันอังคาร สร้างแสงสว่างในวันพุธ สร้างสัตว์ทั้งหลายในวันพฤหัส และอาดัมถูกสร้างในตอนเย็นของวันศุกร์ ในฐานะเป็นหนึ่งของการสร้างสุดท้าย สร้างวันอวสานของวันศุกร์ระหว่างตอนเย็นและตอนค่ำ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2789)
– จาก อับดุลลอฮฺ บินอัมร์ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านกล่าวว่า “หลังจากนั้น แตรสัญญาณวันสิ้นโลกจะถูกเป่าโดยที่ไม่มีใครได้ยินเสียงแตร แต่มันจะโก่งคอของมันไปทางด้านหนึ่งและยกมันขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง คนแรกที่ได้ยินมันจะเป็นคนที่กำลังซ่อมแซมบ่อน้ำสำหรับอูฐของเขา เขาจะตกใจตายและคนอื่นทั้งหมดก็จะตายด้วย หลังจากนั้น อัลลอฮฺจะทรงส่งฝน (หรือทำให้ฝนตกลงมา) ฝนนี้จะทำให้ร่างกายของมนุษย์เติบโต หลังจากนั้น การเป่าแตรครั้งที่สองจะตามมาเพื่อทำให้มนุษย์ทั้งหมดยืนขึ้นมอง หลังจากนั้นจะมีเสียงกล่าวว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงมาหาพระผู้อภิบาลของสูเจ้า” “และจงยับยั้งพวกเขาไว้ พวกเขาจะต้องถูกสอบสวน” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัศศ็อฟฟาต 24) หลังจากนั้นจะมีเสียงกล่าวว่า “เอากลุ่มที่จะเข้านรกออกมา” จะมีเสียงถามว่า “จำนวนเท่าใดจากนั้น?” เสียงตอบกล่าวว่า “999 จาก 1,000” ท่านนบีกล่าวว่า “นั่นเป็นวันที่จะทำให้เด็กมีผมขาวขึ้นมา และนั่นเป็นวันที่ได้ถูกกล่าวว่า “วันนั้น หน้าแข้งจะถูกเปิดเผยออกมา” (หมายถึง วันแห่งการพิพากษา) (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2940)
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “มนุษย์จะถูกรวมเข้าด้วยกันในวันแห่งการฟื้นคืนชีพบนแผ่นดินสีขาวแดงเหมือนกับขนมปัง (ที่ถูกทำจากแป้งบริสุทธิ์ชั้นดี) แผ่นดินนั้นจะไม่มีเขตแดนของใคร” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 6521)
– ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “มีคนเจ็ดคนที่อัลลอฮฺทรงให้ร่มเงาแก่เขาในวันที่ไม่มีร่มเงาใดๆ นอกจากร่มเงาแห่งบัลลังก์ของพระองค์ 1. ผู้ปกครองที่ยุติธรรม 2. เยาวชนที่ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาในการเคารพภักดีอัลลอฮฺ 3. คนที่หัวใจของเขาผูกพันอยู่กับมัสญิด 4. ชายสองคนที่รักกันและกันเพื่ออัลลอฮฺ และพวกเขาพบกันและจากกันเพื่ออัลลอฮฺ 5. คนที่ปฏิเสธการเชิญชวนของหญิงสวยรวยเสน่ห์ (ให้ทำผิดประเวณีกับเธอ) และเขากล่าวว่า “ฉันกลัวอัลลอฮฺ” 6. คนที่ให้ทานอย่างลับๆ จนมือซ้ายของเขาไม่รู้ ว่ามือขวาของเขาให้อะไรไป และ 7. คนที่ระลึกถึงอัลลอฮฺเมื่ออยู่ตามลำพังแล้ว ดวงตาของเขาก็เอ่อนองไปด้วยน้ำตา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 660 และมุสลิม เลขที่ 1031)
โลกอาคิเราะฮฺ ปลายทางความสำเร็จที่แท้จริง
– “สวนสวรรค์อันหลากหลายเป็นที่พำนักอันสถาพร พวกเขาจะเข้าไปอยู่ในนั้น ในสวนสวรรค์พวกเขาจะได้ประดับด้วยกำไลทองและไข่มุก และอาภรณ์ของพวกเขาในนั้นคือผ้าไหม” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺฟาฏิร 33)
– “แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนในเวลาละหมาดของพวกเขา และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้ผินหลังให้จากเรื่องไร้สาระต่างๆ และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้บริจาคซะกาต และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษา (ไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของ) ทวารของพวกเขา เว้นแต่แก่บรรดาภรรยาของพวกเขา หรือที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง (คือทาสี) ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ ฉะนั้นผู้ใดแสวงหาอื่นจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาก็เป็นผู้ละเมิด และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้เอาใจใส่ต่อสิ่งที่ได้รับมอบหมายของพวกเขา และสัญญาของพวกเขา และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาการละหมาดของพวกเขา ชนเหล่านี้แหละพวกเขาเป็นทายาท ซึ่งพวกเขาจะได้รับมรดกสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์ พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมุอฺมินูน 1-11)
ผู้ศรัทธาได้รับผลของความดีทั้งดุนยาและอาคิเราะฮฺ
– ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “อัลลอฮฺจะไม่ทรงอธรรมต่อผู้ศรัทธากับความดีใดๆ ที่เขาได้กระทำไป โดยเขาจะได้รับผลของความดีนั้นในโลกดุนยา และยังจะได้รับผลบุญในอาคิเราะฮฺอีกด้วย ส่วนผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น คุณงามความดีใดๆ ที่เขากระทำไปในโลกดุนยา เขาก็จะได้รับสิ่งที่ดีงามตอบแทนในโลกดุนยานั้นทันที กระทั่งเมื่อเขาไปยังโลกอาคิเราะฮฺแล้ว จะไม่เหลือผลบุญความดีใดๆ ให้เขาอีกต่อไป” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2808)
– “ผู้ใดปรารถนาผลตอบแทนของปรโลกเราจะเพิ่มผลตอบแทนของเขาแก่เขา และผู้ใดปรารถนาผลตอบแทนของโลกดุนยา เราจะให้แก่เขาบางส่วนในสิ่งนั้น และสำหรับเขาจะไม่ได้ส่วนใดอีกในปรโลก” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัชชูรอ 20)