บรรดานักวิชาการ (อุลามาอฺ) ได้สรุปหลักการปฏิบัติในการกลับเนื้อกลับตัว และการปรับปรุงแก้ไขตนเอง รวบรวมจากอัลกุรอานและหะดีษ ดังนี้
1. เสียใจกับความผิดที่ทำในอดีต
จากอิบนุ มะอฺกิล เล่าว่า : ฉันได้เข้าไปพร้อมกับพ่อของฉันเพื่อไปพบท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) แล้วฉันก็ได้ยินเขากล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “การเสียใจ คือการเตาบะฮฺ” แล้วพ่อของฉันได้ถามเขาว่า ‘ท่านได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า การเสียใจ คือการเตาบะฮฺ หรือไม่’ เขา (อับดุลลอฮฺ) ตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ เลขที่ 4252)
2. ถอนตัวออกจากความผิดอย่างเด็ดขาด
“บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งชั่วใด ๆ หรืออยุติธรรมแก่ตัวเองแล้ว พวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮฺ แล้วขออภัยโทษในบรรดาความผิดของพวกเขา และใครเล่าที่จะอภัยโทษบรรดาความผิดทั้งหลายให้ได้ นอกจากอัลลอฮฺแล้ว และพวกเขามิได้ดื้อรั้นปฏิบัติในสิ่ง ที่เขาเคยปฏิบัติมาโดยที่พวกเขารู้กันอยู่” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 135)
3. ไม่หันกลับไปทำความชั่วเหมือนเดิม
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงขอลุแก่โทษแด่อัลลอฮฺด้วยการลุแก่โทษอย่างจริงจังเถิด บางทีพระเจ้าของพวกเจ้าจะลบล้างความผิดของพวกเจ้าออกจากพวกเจ้า และจะทรงให้พวกเจ้าเข้าสวนสวรรค์หลากหลาย ณ เบื้องล่างสวนสวรรค์นั้นมีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน (ตัฟซีร : เป็นการเรียกร้องบรรดามุอฺมินให้ขอลุแก่โทษอย่างรีบด่วนและจริงจัง โดยจะไม่กลับไปกระทำผิดอีก เพราะการกระทำเช่นนั้น พระองค์จะทรงลบล้างและอภัยโทษในความผิดของพวกเจ้าให้แก่พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็จะได้เข้าสู่สวนสวรรค์หลากหลายที่มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข) วันที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้นบีและบรรดาผู้ศรัทธาร่วมกับเขาต้องอัปยศ แสงสว่างของพวกเขาจะส่องจ้าไปเบื้องหน้าของพวกเขา และทางเบื้องขวาของพวกเขา พวกเขาจะกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ได้ทรงโปรดทำให้แสงสว่างของเราอยู่กับเราตลอดไป และทรงยกโทษให้แก่เรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัตตะหฺรีม 8 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
4. คืนสิทธิ์หรือขออภัยต่อเพื่อนมนุษย์ (กรณีละเมิดหรืออธรรมต่อผู้อื่น)
จากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่การอธรรมปรากฏอยู่ ณ ที่เขา ต่อพี่น้องของเขาในเรื่องเกียรติศักดิ์ศรีของเขาหรือสิ่งอื่นใด เขาก็จงขอให้อีกฝ่ายทำให้เป็นฮะลาล (ขออภัย) จากเขาในวันนี้ ก่อนที่จะไม่มีเหรียญดีนาร์และไม่มีเหรียญดิรฮัม ถ้าเขามีการงานที่ดี ณ ที่เขา ก็จะถูกเอาไปจากเขาตามปริมาณการอธรรมของเขา และหากไม่มีความดี ณ ที่เขา บาปทั้งหลายจะถูกเอามาจากคู่กรณี แล้วถูกนำมาแบกรับไว้บนตัวเขา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2449)
1. เลือกคบคนซอและห์ คนดีเป็นเพื่อน
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “คนเรานั้นจะมีศาสนาตามเพื่อนที่เขาคบหา ดังนั้น คนหนึ่งคนใดของพวกท่านจงพิจารณาเถิดถึงผู้ที่เขาจะคบหาด้วย” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยติรมิซีย์ เลขที่ 2378)
2. ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับอัลกุรอาน และซุนนะฮฺนบี
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ใครที่ออกเดินทางเพื่อแสวงหาความรู้ อัลลอฮฺจะทรงทำให้เส้นทางไปสู่สวรรค์ง่ายขึ้นสำหรับเขา และบรรดาผู้รวมตัวกันในมัสญิดเพื่ออ่านคัมภีร์ของอัลลอฮฺและเรียนและสอนคัมภีร์กุรอาน (ในหมู่พวกเขากันเอง) ความสงบสุขจะลงมายังพวกเขา ความเมตตาจะแผ่ปกคลุมพวกเขา บรรดามลาอิกะฮฺจะเอ่ยถึงพวกเขาต่อหน้าบรรดาผู้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ ใครที่ล่าช้าในการทำความดี เชื้อสายของเขาจะไม่ทำให้เขาก้าวหน้า” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2699)
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ผู้ใดที่แสวงหาหนทางเพื่อให้ได้รับความรู้ อัลลอฮฺก็จะนำเขาไปสู่หนทางของสวนสวรรค์ และมลาอิกะฮฺจะกางปีกเพื่อแสดงความความยินดีต่อผู้แสวงหาวิชาความรู้ และสำหรับผู้รู้นั้นจะมีผู้ขออภัยโทษให้แก่เขาทั้งสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้า และที่อยู่ในแผ่นดิน แม้กระทั่งบรรดาฝูงปลาในท้องทะเล แท้จริง ความประเสริฐของผู้ที่มีความรู้ (อาลิม) เหนือผู้ที่เคารพภักดีเพียงอย่างเดียว (อาบิด) เปรียบเสมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่เหนือกว่าบรรดาหมู่ดวงดาว แท้จริงบรรดาผู้ที่มีความรู้ (อุละมาอฺ) พวกเขาเป็นทายาทของบรรดานบี (อัมบิยาอฺ) บรรดานบีไม่ได้ทิ้งมรดกไว้เป็นเงินดีนารฺหรือดิรฮัม แต่ทว่าได้ทิ้งวิชาความรู้ไว้เป็นมรดก ดังนั้น ผู้ใดที่ได้ครอบครองมันไว้ถือว่าเขาได้ครอบครองส่วนที่ดีเลิศมากมายแล้ว” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวุด เลขที่ 3641)
3. แก้ไขข้อผิดพลาด
“นอกจากผู้ที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และปรับปรุงแก้ไข และชี้แจงสิ่งที่ปกปิดไว้ ชนเหล่านี้ข้าจะอภัยโทษให้แก่พวกเขา และข้าคือผู้อภัยโทษ และเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 160)
เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ เรื่อง “จงออกห่างจากกะบาอิร” สอนโดย อ.ซิดดิ๊ก มูฮัมหมัดสอี๊ด
อัลกะบาอิร คือ บาปใหญ่ต่างๆ
เมื่อรู้ตัวแล้ว รีบสำนึกผิด
เมื่อมีคนมาบอก อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ทิ้งทันที
บ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ถ้าคนนั้นเขาเคร่งครัดอยู่ในศาสนาของอัลลอฮฺ เวลาพลาดทำผิดอะไรไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีคนมาบอกเขา หรือจะมีสัญญาณเตือน อัลลอฮฺจะให้รู้ว่าผิดนะ ทำผิดแล้ว
อุลามาอฺให้ข้อสรุปเกี่ยวกับบาปใหญ่ ดังนี้
1. บาปที่มีโทษในโลกดุนยาเป็นบาปใหญ่
ความผิด บาปทุกอย่าง ที่มีบทลงโทษในโลกดุนยา
เช่น คนขโมย-ตัดมือ ทำซินา-ถูกตี/ขว้างหิน
เป็นบทลงโทษแห่งความเมตตาและความยุติธรรม (ข้อมูลเพิ่มเติม)
1) คดีซินา (ผิดประเวณี) ต้องมีพยานชายเที่ยงธรรมเห็นพร้อมกัน 4 คน หากไม่ชัดเจน ผู้ปรักปรำจะถูกลงโทษฐานพยานเท็จ
2) คดีขโมย ทรัพย์สินต้องมีมูลค่าตามเกณฑ์ อยู่ในที่มิดชิดปลอดภัย โดยผู้ทำไม่ใช่ทำเพราะความอดอยาก สถิติตัดขโมยจึงน้อยมาก สังคมปลอดภัยสูง
3) ลบล้างบาป โทษในโลกนี้เพื่อหยุดความเสียหายและลบล้างบาป ไม่ต้องไปรับโทษที่สาหัสกว่าในโลกหน้า
จากท่านญาบิร รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า : มีชายคนหนึ่งเดินทางมาจากเมืองญัยชาน แล้วเขาได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดหนึ่งทำจากข้าวฟ่างที่พวกเขานิยมดื่มกันในบ้านเมืองของเขา มีชื่อเรียกว่า ‘มิซร์ ’ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงถามว่า “มันเป็นสิ่งที่ทำให้มึนเมาหรือไม่?” เขาตอบว่า ‘ใช่ครับ’ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมาเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และแท้จริงเป็นพันธสัญญาเหนืออัลลอฮฺ อัซซะวะญัล (ผู้ทรงอำนาจ และผู้ทรงยิ่งใหญ่) สำหรับผู้ที่ดื่มสิ่งที่ทำให้มึนเมาว่า พระองค์จะทรงให้เขาได้ดื่มฏีนะตุลเคาะบาล” พวกเขา (บรรดาเศาะฮาบะฮฺ) กล่าวว่า “โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ อะไรคือฏีนะตุลเคาะบาล?” ท่านนบีกล่าวว่า “น้ำเหงื่อของชาวนรก หรือของเหลวสกปรกของชาวนรก” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2002)
จากวาอิล อัลฮัฎเราะมี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ฏอริก บิน สุวัยดฺ อัลญุอ์ฟี ได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับสุรา (สิ่งมึนเมา) แล้วท่านนบีได้ห้ามเขา หรือไม่ชอบที่จะให้เขาผลิตมันขึ้นมา เขา (ฏอริก) จึงกล่าวว่า ‘แท้จริงฉันเพียงแค่ผลิตมันขึ้นมาเพื่อเป็นยา’ ท่านนบีจึงกล่าวว่า “แท้จริงมันไม่ใช่ยา แต่มันเป็นโรค” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย มุสลิม เลขที่ 1984)
2. บาปที่มีเรื่องของการสาปแช่งอยู่ในนั้น ถือเป็นบาปใหญ่
อัลกุรอานที่ระบุอัลลอฮฺสาปแช่ง หรือหะดีษที่บอกไว้ว่า รอซูลสาปแช่ง ถือว่าเป็นบาปใหญ่ เช่น
จากอิบนุ อุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง (ละอฺนัต) สุรา (สิ่งมึนเมา) และผู้ดื่มมัน และผู้รินมัน และผู้ขายมัน และผู้ซื้อมัน และผู้คั้นมัน และผู้ขอให้คั้นมัน และผู้ขนส่งมัน และผู้ที่มันถูกขนส่งไปให้เขา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 3674)
จากอนัส บิน มาลิก รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่ง (ละอฺนัต) เรื่องสุรา (สิ่งมึนเมา) ไว้ 10 ประเภท คือ ผู้คั้นมัน และผู้ขอให้คั้นมัน และผู้ดื่มมัน และผู้ขนส่งมัน และผู้ที่มันถูกขนส่งไปให้เขา และผู้รินมัน และผู้ขายมัน และผู้กินเงินค่าสินค้าของมัน และผู้ซื้อมัน และผู้ที่มันถูกซื้อมาให้เขา (หะดีษหะสัน เศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 1295)
อัลลอฮฺสาปแช่งผู้ชายที่เลียนแบบผู้หญิง ผู้หญิงที่เลียนแบบผู้ชาย การแต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม เป็นบาปใหญ่
จากอิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่ง (ละอฺนัต) บรรดาผู้ที่พยายามเลียนแบบจากกลุ่มผู้ชายให้เหมือนผู้หญิง และบรรดาผู้ที่พยายามเลียนแบบกลุ่มผู้หญิงให้เหมือนผู้ชาย (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ เลขที่ 5885)
จาก อิกรีมะฮ์ เล่าว่า : อิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่ง (ละอฺนัต) บรรดาผู้ที่มีพฤติกรรมเลียนแบบผู้หญิงในหมู่ผู้ชาย และบรรดาผู้ที่มีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ชายในหมู่ผู้หญิง และท่านนบีกล่าวว่า “พวกเจ้าจงขับไล่พวกเขาออกไปจากบ้านเรือนของพวกเจ้า” เขา (อิกรีมะฮ์) กล่าวว่า ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ขับไล่คนๆ หนึ่งออกไป และท่านอุมัรก็ได้ขับไล่อีกคนหนึ่งออกไป (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ เลขที่ 5886)
(เพิ่มเติม): กรณีการขับไล่ออกจากบ้านเรือนในหะดีษนี้ หมายถึง การขับไล่บุคคลภายนอก เนื่องจากในอดีตมีคนนอกเข้ามาทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ส่วนตัว จึงต้องจัดการเพื่อรักษาระยะห่างและความปลอดภัยของคนในครอบครัว (ไม่ใช่การขับไล่หรือตัดขาดคนในครอบครัวตนเอง วัลลอฮุอะอฺลัม)
“อัลลอฮฺได้ทรงละอฺนัตมันแล้ว และมันได้กล่าวว่า แน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะเอาจากปวงบ่าวของพระองค์ให้ได้ ซึ่งส่วนที่ถูกกำหนดไว้” (ตัฟซีร: หมายถึงส่วนที่เป็นความใคร่ใฝ่ต่ำของจิตใจ กล่าวคือมนุษย์แต่ละคนนั้นย่อมมีความใคร่ใฝ่ต่ำประจำอยู่ทุกคน ถ้าคนใดได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และใช้สติปัญญาพิจารณาว่าอะไรถูกอะไรผิด เขาก็สามารถที่จะยับยั้งไม่ปฏิบัติตามการเรียกร้องของความใคร่ใฝ่ต่ำได้ แม้ว่าชัยฏอนมันจะชี้นำและยั่วยวน อย่างไรก็ตาม แต่สำหรับคนที่ไม่ใช้ปัญญา เมื่อได้รับการชี้นำของชัยฏอน ก็จะเห็นดีเห็นชอบ และปฏิบัติทันที และบุคคลประเภทนี้แหละที่เป็นเหยื่อของชัยฏอน) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 118 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
“และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาหลงผิด และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาเพ้อฝัน (ตัฟซีร: มีความปรารถนาในสิ่งต่างๆ อย่างลมๆ แล้งๆ) และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะใช้พวกเขา (ตัฟซีร: ด้วยการชี้นำ เสี้ยมสอน และยุยง) แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะผ่าหูปศุสัตว์ (ตัฟซีร: เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าได้อุทิศมันให้แก่เจว็ดที่พวกเขาเคารพสักการะแล้ว ในการนี้เขาจะปล่อยมันให้มีชีวิตอยู่โดยไม่ใช้งานมันจะกระทั่งเชือดถวายให้แก่เจว็ด) และแน่นอนยิ่งข้าพระองค์จะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง (ตัฟซีร: คือเปลี่ยนลักษณะของเพศชายให้เป็นเพศหญิง หรือในทางตรงกันข้าม หรือปลอมแปลงหน้าตา ตลอดจนเปลี่ยนแปลงลักษณะของผู้อื่นเพื่อให้ผู้คนเข้าใจผิด เช่น ที่พวกยิวได้เปลี่ยนแปลงลักษณะของท่านนบี เป็นต้น) และผู้ใดที่ยึดเอาชัยฏอนเป็นผู้ช่วยเหลือแล้ว แน่นอนเขาก็ขาดทุนอย่างชัดเจน” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 119 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
“ดังนั้น เจ้าจงผินหน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เที่ยงแท้ (โดยเป็น) ธรรมชาติของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการสร้างของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอันเที่ยงตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัรรูม 30)
3. บาปที่เกี่ยวข้องกับการตั้งภาคี เป็นบาปใหญ่
น้ำ อัลลอฮฺเป็นผู้ให้ ถ้าคิดว่า ฉันเป็นคนผลิต ไม่ใช่อัลลอฮฺ เป็นบาปใหญ่ ถึงขั้นชิริก (ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ)
จากอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ฉันได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า ‘บาปใดใหญ่ที่สุดสำหรับอัลลอฮฺ’ ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ท่านทำให้มีสิ่งที่เสมอเสมือนอัลลอฮฺ ทั้งที่พระองค์สร้างท่าน” ฉันกล่าวว่า ‘แท้จริงดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตมาก’ จากนั้นฉันถามต่อว่า ‘ถัดมาคือบาปใด’ ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ท่านสังหารลูกของท่านเพราะกลัวว่าเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับท่าน” ฉันกล่าวว่า ‘ถัดจากนั้นคือบาปใด’ ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ท่านทำซินากับภรรยาของเพื่อนบ้านท่าน” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 4477)
มีบาปใหญ่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ แต่ไม่สิ้นสภาพของการเป็นมุสลิม เรียกว่า “ชิริกเล็ก” คือการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ ไม่ได้ทำเพื่อพระองค์อย่างบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮฺไม่ทรงรับการงานใดที่มีการโอ้อวด
จากมะห์มูด บิน ละบีด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งที่เป็นกังวลที่สุด ที่ฉันกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับพวกท่านคือ ชิริกเล็ก (การตั้งภาคีเล็ก)” พวกเขา (บรรดาศอฮาบะฮฺ) ถามว่า “อะไรคือชิริกเล็ก โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ” ท่านนบีตอบว่า “การโอ้อวด อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล (ผู้ทรงอำนาจ และผู้ทรงยิ่งใหญ่) จะทรงตรัสแก่พวกเขาในวันกิยามะฮฺ เมื่อมนุษย์ทุกคนได้รับการตอบแทนตามการงานของพวกเขาว่า ‘พวกเจ้าจงไปหาบรรดาผู้ที่พวกเจ้าเคยโอ้อวดในโลกดุนยา แล้วพวกเจ้าลองดูเถิดว่า พวกเจ้าจะพบรางวัลตอบแทน ณ ที่พวกเขาเหล่านั้นไหม’” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหมัด เลขที่ 23630)
จากอบู อุมามะฮ์ อัล-บาฮิลีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า ‘ท่านเคยเห็นชายคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อแสวงหาผลบุญและชื่อเสียง เขาจะได้อะไร?’ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “เขาจะไม่ได้อะไรเลย” ชายคนนั้นได้ทวนคำถามสามครั้ง แล้วท่านก็กล่าวแก่ชายคนนั้นว่า “แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงรับการงานใดๆ เว้นแต่ต้องบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ และมุ่งหวังผลบุญจากพระองค์” (หะเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอันนะซาอีย์ เลขที่ 3140)
อย่าคิดว่าเราทำดีมาเยอะ เพราะในหัวใจอาจมีโอ้อวดแฝงอยู่ เป็นชิริกเล็กแฝงเข้าสู่ชีวิต ซึ่งซ่อนเร้นยิ่งกว่าการคืบคลานของมด (ทำให้เราไม่รู้ตัวว่า มีโอ้อวดแฝงเข้ามา)
จากท่านอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย จงระวังป้องกันชิริก (การตั้งภาคี) นี้เถิด เพราะแท้จริงมันซ่อนเร้นยิ่งกว่าการคืบคลานของมด” แล้วมีผู้ที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เขาถามท่านนบีว่า ‘และพวกเราจะป้องกันมันได้อย่างไร ในเมื่อมันซ่อนเร้นยิ่งกว่าการคืบคลานของมด โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ?’ ท่านนบีจึงกล่าวว่า “พวกท่านจงกล่าวเถิดว่า
اللَّهُمَّ إِنَّا نَعُوذُ بِكَ مِنْ أَنْ نُشْرِكَ بِكَ شَيْئًا نَعْلَمُهُ، وَنَسْتَغْفِرُكَ لِمَا لَا نَعْلَمُهُ
(อ่านว่า : อัลลอฮมมะ อินนา นะอูซูบิกะ มินอันนุชริกะ
บิกะชัยอัน นะอฺละมุฮู วะนัสตัฆฟิรุกา ลิมาลา นะละมุฮู)
‘โอ้ อัลลอฮฺ แท้จริงพวกเราขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจากการที่พวกเราจะตั้งภาคีต่อพระองค์ในสิ่งที่พวกเรารู้ และพวกเราขออภัยโทษต่อพระองค์ในสิ่งที่พวกเราไม่รู้’” (บันทึกหะสัน บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์ ใน อัลมุอ์ญัม อัลเอาสัฏ เลขที่ 3479)
4. บาปที่ท่านนบีบอกว่า ไม่ได้เข้าสวรรค์ ถือเป็นบาปใหญ่ เช่น
จากญุเบร บินมุฏอิม รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่ตัดสัมพันธ์กับเครือญาติเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2556)
จากอับดิลลาฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “จะไม่ได้เข้าสวรรรค์ ผู้ใดที่ในหัวใจของเขามีน้ำหนักเท่าผงธุลี จากส่วนของความยะโส” ชายคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า ‘โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ แท้จริงการที่ชายคนหนึ่งต้องการให้เสื้อผ้าของเขาสวยงาม รองเท้าของเขาสวยงามเล่า’ ท่านนบีตอบว่า “แท้จริง อัลลอฮฺทรงงดงาม พระองค์ทรงรักความงดงาม ความยะโสคือการปฏิเสธความจริง และดูหมิ่นเพื่อนมนุษย์” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 91)
คำว่า ไม่ได้เข้าสวรรค์ คือ ไม่ได้เข้าสวรรค์ทันที หรือถูกลงโทษในนรกก่อน จนกว่าบาปจะหมด
5. บาปที่ท่านนบีระบุว่า เป็นชาวนรก ถือเป็นบาปใหญ่ เช่น
จากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “มีสองกลุ่มจากชาวนรกที่ฉันยังไม่ได้เห็นพวกเขา ชนกลุ่มหนึ่งมีแส้หลายเส้นคล้ายหางวัวอยู่กับพวกเขา พวกเขารุมตีผู้คนด้วยกับมัน และบรรดาสตรีผู้ส่วมใส่เสื้อผ้าเหมือนเปลือยกาย ทำให้ผู้อื่นหลงใหลยั่วยวน หันเหออกจากหลักการความดี ศีรษะของพวกนางคล้ายกับโหนกของอูฐพันธุ์บุคต์ (อูฐที่มีโหนกใหญ่) ที่โป่งนูนเด่นชัด พวกนางจะไม่ได้เข้าสวรรค์ และจะไม่ได้กลิ่นอายของมัน และแท้จริงกลิ่นอายของมันจะโชยไปถึงแน่นอน จากระยะการเดินทางเท่านั้นเท่านี้” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2128)
6. บาปที่ท่านนบีระบุว่า คนแบบนี้จะไม่พบกับกลิ่นอายของสวนสวรรค์ ถือว่าเป็นบาปใหญ่ เช่น
จากเษาบาน รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีใดก็ตามที่ขอให้สามีของนางหย่าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กลิ่นอายสวนสวรรค์ย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามแก่นาง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย์ เลขที่ 14974)
คนที่ทำผิดมาขนาดไหนก็แล้วแต่ เมื่อสำนึกผิดด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ แต่กลับทำผิดอีก อุลามาอฺอธิบายว่า คนเรามีโอกาสที่อีมานจะอ่อนลง มีโอกาสอ่อนแอ ไปพ่ายแพ้กับการล่อลวงของชัยฏอน ถลำตัวทำบาปอีก เมื่อกลับมา ขอให้แต่ละครั้ง เตาบะฮฺตัวสู่อัลลอฮฺ เสียใจ บริสุทธิ์ใจจริงๆ ถือว่าไม่ได้เป็นมุนาฟิก
จาก อบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสิ่งที่ท่านได้เล่าต่อ จากพระผู้เป็นอภิบาลของท่าน อัซซะวะญัล (ผู้ทรงอำนาจ และผู้ทรงยิ่งใหญ่) ว่า “บ่าวคนหนึ่งได้ทำบาป แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยบาปให้บ่าวด้วยเถิด” อัลลอฮฺ ตะบาร่อกะวะตะอาลา (ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่งยิ่ง) จะตรัสว่า ‘บ่าวของเราได้ทำบาป และเขารู้ว่าตัวเขามีผู้อภิบาลที่จะให้อภัยบาปนั้น และจัดการลงโทษตามบาปนั้นได้’ หลังจากนั้นเขาได้กลับไปทำบาปอีกแล้วกล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาล ได้โปรดอภัยบาปให้บ่าวด้วยเถิด” อัลลอฮฺ ตะบาร่อกะวะตะอาลา (ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่งยิ่ง) จะตรัสว่า ‘บ่าวของเราได้ทำบาป และรู้ว่าตัวเขามีผู้อภิบาลที่จะให้อภัยบาปนั้น และจัดการลงโทษตามบาปนั้นได้’ หลังจากนั้นเขาได้กลับไปทำบาปอีก แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้อภิบาล ได้โปรดอภัยบาปให้บ่าวด้วยเถิด” อัลลอฮฺ ตะบาร่อกะวะตะอาลา (ผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่งยิ่ง) จะตรัสว่า ‘บ่าวของเราได้ทำบาป และรู้ว่าตัวเขามีผู้อภิบาลที่จะให้อภัยบาปนั้น และจัดการลงโทษตามบาปนั้นได้ เจ้าจงทำเถิดในสิ่งที่ต้องการ เราได้อภัยโทษให้เจ้าแล้ว’” (หะดีษ (กุดซีย์) เศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2758)
เพราะมนุษย์มีหัวใจที่พลิกผันได้ อย่าดูถูกคนทำผิด นบีตำหนิอย่างมาก
อย่าท้อแท้ หรือเบื่อหน่ายกับการเตาบะฮฺตัวหลายครั้ง เพราะระยะเวลาที่ละเว้นจากการทำผิดจะยาวนานขึ้น และจะทำผิดน้อยลง เมื่อกลับตัวทุกครั้ง อินชาอัลลอฮฺ เช่น ที่เคยทำผิดทุกสัปดาห์ กลายเป็นเดือน เป็นปี จนเลิกได้ในที่สุด อินชาอัลลอฮฺ
1. ทำให้อีมานใหม่อยู่เสมอ
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกท่านจงทำให้อีมานของพวกท่านสดใหม่เสมอ” มีผู้ถามว่า ‘โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ พวกเราจะทำให้อีมานสดใหม่ได้อย่างไร?’ ท่านตอบว่า “จงกล่าว ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’ ให้มากๆ” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยอะหมัด เลขที่ 8695)
กล่าวลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ
– กล่าวบ่อยๆ ยืนยันจากก้นบึ้งของหัวใจ
– อย่าท้อเด็ดขาด อย่าตัดสินคนในอนาคต คนที่เมายา ยังกลายเป็นอิหม่าม อ่านเพราะได้เลย
จาก อิตบาน บิน มาลิก อัล-อันศอรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มาเยี่ยมฉันและกล่าวว่า“จะไม่มีบ่าวคนใดมาปรากฏตัวในวันกิยามะฮฺ โดยที่เขากล่าว ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’ เขามุ่งหวังพระพักตร์ของอัลลอฮฺด้วยคำกล่าวนั้น เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงห้ามไฟนรกเหนือตัวเขา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 6423)
2. คนที่ถ่อมตน สุภาพ มีมารยาทที่นิ่มนวล
จากอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “จะให้ฉันบอกพวกท่านไหม ถึงบุคคลที่ไฟนรกเป็นสิ่งต้องห้ามบนเขา และบุคคลที่ตัวเขาเป็นสิ่งต้องห้ามบนไฟนรก? คือคนที่เข้าถึงคนง่าย สุภาพอ่อนโยน ผ่อนปรนง่ายดาย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมิซีย์ เลขที่ 2488)
3. ละหมาดครบ 5 เวลา ละหมาดให้ความสุขอย่างแท้จริง
จาก ฮันซอละฮ์ อัล-อะซัยดี รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ใครก็ตามที่รักษาการละหมาดทั้งห้าเวลา การอาบน้ำละหมาดของมัน และกำหนดเวลาของมัน และการก้มรูกัวะของมัน และกราบสุญูดของมัน เขาตระหนักดีว่ามันคือสิทธิ์อันชอบธรรมเป็นของอัลลอฮฺเหนือตัวเขา เขาจะถูกห้ามจากไฟนรก” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อะหมัด เลขที่ 17882)
จาก อุมาเราะฮ์ บิน รุอัยบะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จะไม่เข้าสู่ไฟนรก บุคคลใดที่ละหมาดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และก่อนดวงอาทิตย์ตก” (หมายถึงละหมาดฟัจญ์รฺ และละหมาดอัศรฺ) แล้วได้มีชายคนหนึ่งจากชาวเมืองบัสเราะฮ์กล่าวแก่เขา (อุมาเราะฮ์) ว่า ‘ท่านนะหรือได้ยินสิ่งนี้จากท่านรอซูลุลลอฮฺ’ เขา (อุมาเราะฮ์) ตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ฉันขอปฏิญาณว่า ฉันได้ยินมันมากับหูทั้งสองข้าง และหัวใจของฉันจดจำมันไว้’ (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 634)
4. ร้องไห้เพื่ออัลลอฮฺ หรือร้องไห้อันเนื่องมาจากนึกถึงอัลลอฮฺ
จากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จะไม่เข้าสู่ไฟนรก บุคคลที่ร้องไห้อันเนื่องมาจากความเกรงกลัวอัลลอฮฺ จนกว่าน้ำนมจะไหลกลับเข้าสู่ภายในเต้านม และจะไม่รวมอยู่ด้วยกัน ฝุ่นละอองในหนทางของอัลลอฮฺ กับควันของนรกญะฮันนัม” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมีซีย์ เลขที่ 1633)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “บุคคลสามจำพวกที่ดวงตาของพวกเขาจะไม่เห็นไฟนรก คือ ดวงตาที่เฝ้าระวังในหนทางของอัลลอฮฺ และดวงตาที่ร้องไห้เนื่องจากความเกรงกลัวอัลลอฮฺ และดวงตาที่ลดสายตาลงต่ำจากสิ่งต้องห้ามทั้งหลายของอัลลอฮฺ” (หะดีษหะสัน บันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 1003)
5. ปกป้องเกียรติยศมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของพี่น้องของเขา แน่นอนอัลลอฮฺจะทรงปกป้องใบหน้าของเขาจากไฟนรกในวันกิยามะฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมีซีย์ เลขที่ 1931)
เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ เรื่อง “ผู้ที่ถูกห้ามจากไฟนรก” สอนโดย อ.ซิดดิ๊ก มูฮัมหมัดสอี๊ด (เป็นเนื้อหาข้อ 1-4 ส่วนข้อหานำมาเพิ่มเติมในหัวข้อบรรยายเดียวกัน)