เนื้อหาจากการบรรยายในยูทูบ หัวข้อ “สาเหตุสำคัญที่จะปกป้องเราให้พ้นจากไสยศาสตร์และอัลอัยน์”
สอนโดย อ.อัสมัน มีสมบูรณ์
อัลอัยน์ในที่นี้ หมายถึงโรคสายตาริษยา คือโรคหนึ่งที่เกิดมาจากการมอง จะเกิดขึ้นจากมนุษย์และญิน เวลาที่คนๆ หนึ่งมอง เหมือนกับลูกศร จะมองที่เป้าหมาย แต่ในบางคนมองด้วยสายตาที่ริษยาอิจฉาอาฆาตพยาบาท
ในบางครั้ง การมองของเขาทำให้เกิดผลร้ายกับสิ่งที่เขามอง
แต่ในบางครั้งก็อาจไม่เกิดผลร้ายต่อสิ่งนั้น เพราะในช่วงเวลานั้น คนๆ นั้นอาจจะมีโล่ เหมือนเวลาเรายิงธนู ยิงไปแล้ว ศัตรูมีโล่กัน ลูกธนูจะไม่โดน เช่นเดียวกัน ถ้าหากคนๆ นั้นหรือตัวเราเอง ไม่มีโล่ที่จะป้องกันการมองของคนๆ นั้นหรือคำพูดของคนๆ นั้น ผลร้ายมันก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากว่าเรามีโล่ ต่อให้เขามอง ต่อให้เขาพูดเช่นไร ก็จะไม่สามารถทำอันตรายแก่ตัวเราได้
ก่อนที่จะเรียนรู้การป้องกันตัว มาดูก่อน อัลอัยน์เป็นอย่างไร
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อัลอัยนฺ (สายตาอาฆาตริษยา) นั้นเป็นสิ่งที่มีผลจริง” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 5740 และมุสลิม เลขที่ 2187)
อัลอัยน์ เวลาเกิด เกิดแบบไหน
เวลาที่คนๆ มองสิ่งหนึ่งหรือมองคนหนึ่ง เขามองด้วยความริษยา อิจฉา อาฆาตพยาบาท พอมองแล้ว ก็จะอุทาน พูดคำหนึ่งออกไป อาจจะพูดด้วยความริษยา อิจฉาไม่ชอบ หรือพูดด้วยความทะนง หลงตัวเอง พูดไป ไม่ได้รำลึกถึงอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ได้ขอดุอาอฺ (ขอพร) ในสิ่งที่เห็น ที่ชอบ เวลาที่พูดแล้วมอง ชัยฏอนที่อยู่ใกล้ๆ จะเอาคำที่เราพูด เอาสายตาที่เราจ้องมอง จ้องมองผ่านจิตใจของเราออกไป ไปทำร้ายในสิ่งที่เรามองหรือคนที่เรามอง ทำให้เกิดอันตรายแก่คนๆ นั้น
แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ทุกๆ สิ่งล้วนแต่เป็นการกำหนดของอัลลอฮฺ
หมายความว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา รู้ตั้งแต่อดีตกาล อัลลอฮฺบันทึกไว้แล้ว และเป็นความประสงค์ของพระองค์ที่จะให้มันเกิด เพราะในบางครั้งเราไม่มีโล่ป้องกัน และพระองค์ก็ทรงสร้างสิ่งนั้นให้มันเกิด
บางครั้งเราไม่รู้ว่าใครที่เขาหวังดีหรือหวังร้ายกับเรา บางครั้งคนที่ชมเรา คำชมนั่นแหละเกิดผลร้ายกับตัวเรา รอซูลจึงห้ามไม่ให้ชมต่อหน้า ใครชมต่อหน้าให้เอาทรายขว้าง แต่เราก็อย่าไปทำขนาดนั้น เพราะในบางครั้งที่รอซูลห้ามคือหมายความว่าห้ามทำจริงๆ เพราะในการชมบางครั้ง มันทำให้ผู้ชมและผู้ถูกชมนั้นคิดในสิ่งที่ไม่ดี คนถูกชมก็จะรู้สึกทะนงตน ระเริงกับสิ่งที่ตัวเองมีจนกระทั่งถึงขั้นทำให้เกิดความโอ้อวด คนชมบางทีพอชมแล้วเขาดีใจ ให้นั่นนี่เรา ก็อยากชมเขาเรื่อยๆ รอซูลจึงห้าม ไม่ให้ชมต่อหน้า
ท่านอบู มะอฺมัร เล่าว่า มีชายคนหนึ่งลุกขึ้นยืนชมเชยเจ้าเมือง (หรือผู้ปกครอง) ต่อหน้า ท่านอัล-มิกดาดจึงเริ่มโปรยฝุ่นใส่ชายผู้นั้น พร้อมกับกล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งพวกเราว่า “เมื่อพวกท่านพบเจอผู้ที่ชอบชมเชยเยินยอ ก็จงโปรยฝุ่นใส่หน้าของพวกเขาเสีย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 3002)
สายตาริษยาส่งผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิต เป็นสายตาพิฆาต มองด้วยสายตาที่จิตริษยาอาฆาตพยาบาทสุดท้ายแล้วคนที่ถูกมอง เสียชีวิต
ถึงขั้นทำให้เจ็บป่วยกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุ สุขภาพร่างกายแข็งแรงปกติดีไม่มีโรคภัย เช่น
1) หรือในบางครั้งอาจส่งผลร้ายต่อตัวคนที่มองเอง หรือคําพูดที่เขาพูดเอง
2) จู่ๆ ป่วยกะทันหัน ถึงขั้นอัมพฤกษ์ เมื่อวานมันยังเดินดีๆ วันนี้อัมพฤกษ์นอนนิ่งแล้ว ไปหาหมอๆ ก็บอกไม่มีอะไร ปกติดีทุกอย่าง
3) บางคนอาเจียนหลายครั้ง ไปหาหมอๆ บอกไม่เห็นมีอะไรเลย
4) บางครั้งซีด หน้าเหลือง เป็นอาการที่ฉับพลัน ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้เป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ ที่มีโรคอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว ไม่ได้พักผ่อนไม่ได้นอน แต่ปกติไม่มีอาการอะไรเลย แล้วมีอาการขึ้นมาโดยกะทันหัน
5) หาวบ่อยมาก ปกติง่วงนอนก็หาว แต่คนที่โดนสายตาริษยา จะหาวไม่หยุด อันนี้เป็นอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการถูกการมองริษยา
6) บางครั้งถึงขั้นตาบอด มองไม่เห็น แต่พอไปหาหมอ หมอบอกไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นมีอะไร ปกติดีทุกอย่าง แต่เรามองไม่เห็น
7) บางคนมีอาการเป็นลมหมดสติแบบกะทันหัน มีทั้งโรคที่เกิดขึ้นในร่างกาย โรคที่เกิดขึ้นในจิตใจ โรคที่เกิดจากวิญญาณข้างใน แต่อาการนี้ จะมีร่างกายปกติ เป็นคนแข็งแรง พักผ่อนตามปกติ แต่อยู่ๆ เป็นลม ไม่มีสาเหตุ เป็นลมบ่อย
8) บางครั้งที่มีอาการเป็นลมหมดสติ จะเพ้อชื่อถึงคนๆ หนึ่ง คนๆ นั้นแหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกอัลอัยน์
9) หรือในบางครั้งในการนอนหลับของเขา เขาอาจจะละเมอเพ้อถึงชื่อคนๆ หนึ่ง และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่บอกให้รู้ว่า เขาอาจจะถูกอัลอัยน์จากคนๆ นั้น
10) หรือในบางครั้งการมองของคนที่มองด้วยสายตาที่ริษยาอิจฉา ทําให้ของที่อยู่ในมือ ตกลงมา และทําให้เกิดความสูญเสียก็ได้
มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผู้ปกครองในยุคสมัยราชวงศ์อุมาวียะห์ท่านหนึ่ง วันหนึ่งท่านยืนอยู่หน้ากระจก มองรูปกายตัวเองแล้วก็รู้สึกประทับใจในรูปกายของตัวเอง และพูดขึ้นบอกว่า ท่านนบีมุฮัมมัดเป็นนบี ท่านอบูบักรเป็นคนที่มีความเชื่อมั่น เชื่อในสิ่งที่ท่านรอซูลบอกทุกอย่าง ท่านเป็นผู้ที่จําแนกระหว่างความจริงและความเท็จ ท่านอุสมานเป็นที่รัก ท่านมูอาวียะห์เป็นคนที่มีความสุขุม ท่านยาซีดเป็นคนที่มีความอดทน ท่านอับดุลมาลิก บิน มัรวานนั้นเป็นนักการเมือง และวะลีดคือผู้ปกครองก่อนหน้าท่านสุไลมาน เป็นกษัตริย์ที่มีอํานาจ และท่านก็บอกว่า “ฉันเป็นกษัตริย์หนุ่ม” เขามีชีวิตอยู่หลังจากนั้นอีกไม่ถึงเดือนเสียชีวิต เพราะเป็นผลมาจากการที่เขาพูดด้วยความหลงตัวเอง
อะลัสมาอีย์เล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านนั่งอยู่กับคนที่มีสายตาร้อน ในยุคสมัยก่อนจะเป็นที่รู้กันว่าใครบ้างที่เป็นคนที่มีสายตาร้อน ในขณะที่นั่งสนทนากันอยู่นั้นคนที่มีสายตาร้อนเขาได้ยินเสียงคนกําลังปัสสาวะอยู่ข้างหลังกําแพง เขาพูดว่า ไอ้เสียงปัสสาวะนี่ชั่วเหลือเกิน คนที่อยู่ใกล้ๆ บอกว่า ใจเย็นๆ ลูกของคุณเอง เด็กคนนั้นน่ะเป็นลมล้มลงไปเลย หลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิต และตั้งแต่วันที่เขาปัสสาวะจนกระทั่งถึงวันที่เขาตาย เขาไม่สามารถที่จะปัสสาวะได้อีกเลย
เป็นผลมาจากอัลอัยน์ สายตาและคำพูดของคนนั่นเอง ท่านรอซูลจึงสอนให้เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เตือนให้ระวังเรื่องนี้ เวลาที่เกิดอะไรขึ้นกับตัวเราหรือคนในครอบครัวเรา จําไว้ว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นผู้ที่ทําให้เกิดโรค และเวลาที่เกิดโรคแล้ว อัลลอฮฺก็เป็นผู้ให้ยารักษา ให้ท่านรอซูลมาสอนเราถึงวิธีรักษาที่ง่ายมากๆ
หากว่าเรารู้ว่าใครคือคนที่เป็นต้นเหตุของการมอง หรือพูดที่ริษยาเรา หรือชมเราไม่หยุด รู้ได้อย่างไร
1) รู้จากนิสัยของเขา และสิ่งที่เกิดขึ้น จนเป็นที่รู้กันว่า คนๆ นี้เป็นคนที่ริษยาและตาร้อน
2) รู้จากคนที่ชมเราเป็นประจํา
ให้เราสังเกตจากคน 2 ลักษณะนี้ หากเรารู้และมั่นใจแล้ว ท่านรอซูลบอกว่า
ไปหาคนที่มองเราด้วยความริษยา ไปหาเขา
ไปขอให้คนๆ นั้น อาบน้ำลงในกะละมังใบใหญ่ ให้คนๆ นั้น ที่เขามองเราด้วยความริษยา ลงไปอยู่ในกะละมังนั้น ให้อาบน้ำ ตักน้ำ ราดล้างชำระล้างไม่ต้องถูสบู่ เอาน้ำเปล่าล้างตัวตั้งแต่ศีรษะทั้งหมดเลย ทั้งตัว
ล้างเสร็จแล้วเอาน้ำที่เป็นร่องรอยที่มาจากการอาบของคนๆ นั้นไปราดข้างหลังของคนป่วยโดยให้คนป่วยนั่ง หรือนอน หรือยืน ราดตั้งแต่ศีรษะ ราดข้างหลัง อย่าราดข้างหน้า จากศีรษะลงไปข้างล่างเลย ราดทีเดียว
ราดเสร็จ อัลลอฮฺให้หายเป็นปลิดทิ้งเลย เป็นความเมตตาของอัลลอฮฺ ตะอาลา สาเหตุเกิดมาจากการมองของคนๆ หนึ่ง อัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ให้ยารักษาอยู่ในร่างกายของคนๆ นั้น
จากอิบนุอับบาส : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ดวงตาชั่วร้ายเป็นเรื่องจริง และถ้าอะไรบางอย่างเร็วกว่าสิ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้ มันก็คือผลของดวงตาที่ชั่วร้าย และถ้าท่านถูกขอให้ชำระล้างร่างกาย(เพื่อรักษา) การถูกดวงตาที่ชั่วร้ายจ้องมอง จงทำ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 2188)
หะดีษรายงานจาก อบู อุมามะฮฺ อิบนุ สะฮ์ลฺ อิบนุ ฮะนีฟ เล่าว่า บิดาของเขาเล่าให้ฟังว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกเดินทางพร้อมศอฮาบะฮฺไปยังมักกะฮฺ แล้วในรายงานก็บอกว่า จากนั้นสะฮฺลฺก็มีอาการเจ็บ แล้วเขาก็ถูกนำมาพบกับท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม มีคนถามท่านว่า ‘โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺ ท่านจะช่วยดูสะฮฺลฺหน่อยได้ไหม? ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺว่าเขาไม่อาจยกหัวขึ้นได้ และยังไม่ฟื้นเลย’ ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ถามว่า “พวกท่านคาดคิดว่ามีใครเป็นสาเหตุบ้างไหม?” บรรดาศอบะฮฺตอบว่า ‘อามิรฺ อิบนุ เราะบีอะฮฺ ได้มองดูเขา’ (หมายถึงเขาเป็นคนที่น่าจะทำ อัยน์ กับสะฮฺลฺ)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวเตือนค่อนข้างหนักว่า “ด้วยเหตุอันใดเล่าที่พวกท่านคนใดคนหนึ่งจะฆ่าพี่น้องของเขา? ทางที่ดีสมควรอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ท่านถูกใจแล้วให้ท่านกล่าวตับรีก” (คือกล่าวดุอาอฺอันเป็นสิริมงคลให้ เช่น กล่าวว่า บารอกัลลอฮุ ฟีกะ หรือ มาชาอัลลอฮฺ เป็นต้น – ผู้แปล)
จากนั้นท่านก็สั่งอามิรฺว่า “จงอาบน้ำให้เขา” อามิรฺจึงล้างหน้า สองมือถึงแขน หัวเข่าทั้งสอง เท้าทั้งสอง และส่วนที่อยู่ด้านในผ้านุ่งของเขา ให้น้ำที่ได้จากการล้างนั้นลงไปกักในภาชนะ จากนั้นก็เอาน้ำนั้นไปราดบนตัวสะฮฺลฺ โดยมีชายคนหนึ่งช่วยราดให้ตั้งแต่ศรีษะจนถึงหลังของเขา แล้วเทภาชนะนั้นที่บริเวณหลัง เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว สะฮฺลฺก็ฟื้นขึ้นมาและสามารถร่วมเดินทางไปกับคนอื่นได้และหายเป็นปลิดทิ้ง
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะหฺมัด เลขที่ 16076 และอิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 3509)
1. อาบน้ำให้คนป่วย โดยใช้ร่องรอยน้ำจากคนมอง (รู้สาเหตุ)
1) อาบน้ำคนที่มอง ตามที่อธิบายข้างต้น
2) อาบน้ำละหมาด แบบไหนปกติเลย ลงไปในกะละมัง แล้วเอาน้ำนั้น ไปราดคนป่วย
3) อาบน้ำละหมาด แต่มีการล้างหัวเข่าทั้งสองแล้วก็ล้างปลายผ้า ผ้าโสร่งหรือโต๊บของเรา ด้านในของคนที่มอง
4) แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมรับ บรรดาอุลามาอฺบอกว่า ให้ไปเอาร่องรอยของคนๆ นั้นที่เรามั่นใจว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราได้รับผลร้าย เช่น แก้วน้ำที่เขากิน แล้วน้ำมันเหลืออยู่ เอาน้ำนั้นมาเทใส่กะละมังพร้อมกับล้างที่ขอบแก้วที่มีรอยปากของเขา แก้วน้ำหรือขวดน้ำ หรือแม้แต่เสื้อผ้าของเขา หมวกเสื้อกางเกงที่ยังไม่ได้ซัก เอาไปใส่น้ำในกะละมังแล้วขยี้ อย่าใส่ผงซักฟอก เอาน้ำที่ได้จากร่องรอยไปราดหลังคนป่วย
มีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นผู้หญิงคนหนึ่งอาเจียนบ่อย นานสองปี ไปหาหมอ หมอบอกปกติดี จนกระทั่งมีญาติใกล้ชิดเขาคนหนึ่ง เป็นคนมีความรู้ ถามว่า “ฉันว่าคุณโดนอัลอัยน์แล้ว คุณสงสัยใครไหม” ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า “สงสัยผู้ชายคนนั้น” เขาก็เลยบอกว่า “ไปขอน้ำเขามาได้ไหม” ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า “เขาไม่ให้หรอก เพราะระหว่างฉันกับเขามีปัญหากัน เขาไม่มีทางให้” เขาจึงคอยดูว่าผู้ชายคนนั้น ในบ้าน เขาเดินไปตรงไหน รอยเท้าเปล่า เขาก็จะเอาผ้าไปเช็ดรอยเท้าของคนนั้น แล้วเอาไปใส่ในกะละมัง แล้วก็บิดผ้านั้นให้แห้ง แล้วเอาน้ำที่ได้ไปราดผู้หญิงคนนั้น อัลลอฮุ ตะอาลา ให้ผู้หญิงคนนั้นหายจากการอาเจียน
2. การใช้รุกยะห์ ดุอาอฺปัดเป่ารักษา ตามนบี
ท่านรอซูลสอนให้ขอดุอาอฺ (ขอพร)
ไม่ใช่ทำเหมือนคนสมัยก่อน เห็นเด็กหน้าตาน่ารัก บางคนบอก น่ารักจังเลย อย่าพูดให้พูดน่าเกลียด ทำไม กลัวอัลอัยน์ เกรงว่าชัยฏอนจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งการกระทำนี้ไม่ถูก บางคนถึงขั้นไม่กล้าชมเลย
ท่านรอซูลสอนให้พูดว่า “มาชาอัลลอฮฺ ” (พระประสงค์ของอัลลอฮฺ) หรือ “บารอกัลลอฮุ ฟีกะ” (ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญ (บารอกะฮฺ) ให้แก่ท่าน) ฉะนั้นเวลาที่เราเห็นสิ่งที่สวย ประทับใจ ให้เราพูดติดปากเลย เห็นลูกเราเหมือนกัน “แต่งตัวสวย มาชาอัลลอฮุ” ไม่ใช่ “วันนี้มันสวยเหลือเกิน” คำพูดแบบนี้แหละ ทำให้เกิดเรื่องร้ายมากต่อมาก ยิ่งถ้าพูดไปด้วยความริษยา อันตรายมันเกิดกับเรา วันกิยามะฮฺ เราจะถูกสอบสวนนะ
แต่หากว่าเราเห็นในสิ่งที่ไม่ดีพูดว่า “ซุบฮานัลลอฮฺ” (มหาบริสุทธิ์ยิ่งเเด่อัลลอฮฺ)
1. สำคัญที่สุด คือ ตักวา
ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือ การปฏิบัติคุณงามความดีตามคําสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และออกห่างจากความชั่ว เพราะเกรงกลัวการลงโทษของอัลลอฮฺ
แต่ละคนมีความยำเกรงไม่เท่ากัน เพราะ
1) ความรู้ไม่เท่ากัน
2) การปฏิบัติตามความรู้ก็ไม่เท่ากัน
“และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงประทานทางออกให้แก่เขา” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัฏเฏาะลาก 2)
“และผู้ใดยำเกรงต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทรงทำให้กิจการของเขาสะดวกง่ายดายแก่เขา” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัฏเฏาะลาก 4)
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความยําเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์จะปกป้องเราให้พ้นจากสิ่งที่เลวร้ายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแผนการร้ายของคน ญิน หรือชัยฏอน
“และถ้าพวกเจ้าอดทน และยำเกรงแล้วไซร้ อุบายของพวกเขาก็ย่อมไม่เป็นอันตรายแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงล้อม ซึ่งสิ่งที่พวกเขากระทำกัน” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 120)
ก่อนที่เราจะยําเกรง เราต้องอดทนเสียก่อน
– อดทนทำความดี เวลาทําอิบาดะห์ ต้องใช้ความอดทน ต้องต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับนัฟซู ชัยฏอน ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ต้องอดทน
– อดทนที่จะไม่ทําชั่ว เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะละเว้นจากความชั่ว
– เมื่อเราอดทนทั้งสองอย่าง แปลว่า เรามีความยําเกรง และเมื่อเรามีความยําเกรง อัลลอฮฺจะทรงปกป้องตัวเราให้พ้นจากความเลวร้ายทั้งหลาย
จากท่านอับดุลลอฮฺ บินอับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า : ฉันเคยอยู่ด้านหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ได้กล่าวว่า “เจ้าเด็กน้อย ฉันจะสอนคำพูดบางอย่างแก่เจ้า (คือ) เจ้าจงพิทักษ์รักษาอัลลอฮฺ แล้วพระองค์จะทรงพิทักษ์รักษาเจ้า เจ้าจงพิทักษ์รักษาอัลลอฮฺ แล้วเจ้าจะพบพระองค์อยู่ต่อหน้าเจ้า (คือ ช่วยเหลือเจ้า), เมื่อเจ้าจะวิงวอน เจ้าก็จงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ และเมื่อเจ้าจะขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ และจงรู้ไว้เถิดว่า หากมนุษยชาติทั้งหมดได้ร่วมมือกันเพื่อให้คุณใดๆ แก่เจ้า พวกเขาจะไม่สามารถให้คุณใดๆ แก่เจ้า นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่เจ้าแล้วเท่านั้น และหากพวกเขาร่วมมือกันเพื่อให้โทษ (หรือทำอันตราย) ใดๆ ต่อเจ้า พวกเขาก็จะไม่สามารถให้โทษใดๆ แก่เจ้า นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดแก่เจ้าแล้วเท่านั้น ปากกาถูกยกขึ้นแล้ว และแผ่นจารึกก็แห้งแล้ว” (หะดีษหะสันเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมิซีย์ เลขที่ 2516)
รักษาอัลลอฮฺ แปลว่า รักษาบทบัญญัติ ข้อสั่งใช้ ข้อห้าม แล้วอัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงปกป้องและรักษา จะทรงช่วยเหลือเวลาที่ได้รับความยากลําบาก
เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์มีความกลัว มันเป็นผลมาจากหัวใจของเรา
1)ไม่มีอีมาน
2)ไม่มีความยําเกรง
เพราะถ้าหากเรามีความยําเกรง อัลลอฮฺจะปกป้องเราให้พ้นจากความหวาดกลัว
ยิ่งเรามีอีมานเท่าใด มีความยําเกรงมากเท่าใด เราจะไม่กลัวมนุษย์ ไม่กลัวญิน/ชัยฏอน ไม่กลัวความเลวร้าย ไม่กลัวคนที่ทําสิ่งที่ไม่ดี เพราะเรามั่นใจในอัลลอฮฺ
ย้อนกลับมาหาความรู้หมดเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้ เราจะรู้จักอัลลอฮฺ และเมื่อไหร่ที่เรารู้จักอัลลอฮฺ เราจะเกรงกลัวพระองค์ และเมื่อไหร่ที่เราเกรงกลัวพระองค์ เราจะไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเพราะอัลลอฮฺปกป้องเรา และเมื่อนั้นสิ่งต่างๆ จะเกรงกลัวเรา
ฉะนั้น สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ ความยําเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
2. ตะวักกัล (มอบหมายต่อพระองค์)
มอบหมายต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พร้อมกับหลักความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง แต่จริงๆ ภาษาอาหรับใช้ “อัตตะวักกุล” ส่วน ตะวักกัล เป็นคํากริยา
ถ้าเรามีหลักความเชื่อไม่ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะปกป้องตัวเราได้ เพราะไปหวังกับสิ่งอื่น เช่น หมอผี แต่ถ้าเรามีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง มอบหมายต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อัลลอฮฺ ตะอาลา จะปกป้องเรา
“และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงบรรลุในกิจการของพระองค์โดยแน่นอน สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อัลลอฮฺทรงกำหนดกฎสภาวะไว้แล้ว” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัฏเฏาะลาก 3)
3. อิคลาส (บริสุทธิ์ใจ)
จะต้องมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
อิบลีสสาบานต่ออัลลอฮฺ “มันกล่าวว่า ดังนั้นด้วยพระอำนาจของพระองค์ท่าน แน่นอนข้าพระองค์ก็จะทำให้พวกเขาทั้งหมดหลงผิด เว้นแต่ปวงบ่าวของพระองค์ในหมู่พวกเขาที่มีใจบริสุทธิ์เท่านั้น” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺศอด 82-83)
4. เตาบะฮฺ (การกลับเนื้อกลับตัว)
เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บ้าน สังคม ครอบครัวของเรา เกิดขึ้นมาจากความผิดของเรา
“และเคราะห์กรรมอันใดที่ประสบแก่พวกเจ้า ก็เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเจ้าได้ขวนขวายไว้ และพระองค์ทรงอภัย (ความผิดให้) มากต่อมากแล้ว” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัชชูรอ 30)
เงื่อนไขของการกลับเนื้อกลับตัว
1) เสียใจ
2) ตั้งใจว่าจะไม่กลับไปทำสิ่งนั้นอีก
3) หยุดจากการกระทำความผิดนั้น
4) หากว่าสิ่งนั้นเป็นสิทธิที่เกี่ยวข้องกับของ จำเป็นจะต้องเอาไปคืนเจ้าของและขอโทษเขา ไม่เช่นนั้นจะติดตัวไปถึงวันกิยามะฮฺ วัลอิยาซุบิลลาฮฺ
5. ทำใจให้สบาย
ข้อนี้สำคัญ เรารู้ว่าคนนี้ชอบริษยาเรา คิดร้ายกับเราตลอด ไม่หวังดีกับเราตลอด ทำใจให้สบาย คือ อย่าไปใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด ในสิ่งที่เขามอง เพราะยิ่งเราไปใส่ใจเท่าไร มันจะยิ่งทำให้คนๆ นั้นมีกำลังมากยิ่งขึ้น
สังเกตไหม เวลาที่เราฝันไม่ดี ถ้าเราอินตามความฝันของเรา ก็จะกลับไปฝันแบบนั้นอีก แต่ถ้าหากว่าเรามีหัวใจที่เข้มแข็ง เรารู้ว่าการฝันในลักษณะเช่นนี้ฝันไม่ดี เป็นฝันของชัยฏอนเราจะปล่อย ไม่สนใจ ไม่นานมันก็เบื่อ แต่หากว่าเรามัวแต่เก็บเอาไปคิด พูดอีกแล้ว มันมองอีกแล้ว หัวใจเราก็จะอ่อนลง เหี่ยวลงเรื่อยๆ
ฉะนั้น ทำใจให้สบายไม่ต้องไปสนใจ มอบหมายต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งให้พยายามทำดีกับคนๆ นั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ริษยาตาร้อน อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ หรือเขาแรงมาเราแรงกลับ คนร้ายจะตามมาหาเรา ถ้าเราไม่มีโล่ป้องกันตัวของเรา
6. ทำเศาะดะเกาะฮฺ (บริจาคทาน)
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงการเศาะดะเกาะฮฺอย่างลับๆ นั้นจะช่วยดับความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ และแท้จริงการทำความดีนั้นจะช่วยป้องกันการตายที่เลวร้าย” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 943)
ท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า “พวกท่านจงรักษาโรคของพวกท่านด้วยการบริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮฺ) เถิด” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยบัยฮะกีย์ เลขที่ 6593)
7. พยายามปิดเรื่องที่ดีๆ ที่เรามี เป็นความลับ
ข้อนี้สำคัญมากๆ เรามีอะไรดีๆ ไม่ต้องไปประกาศให้คนอื่นรู้ เราได้งานอะไรดีๆ กำลังจะทำงานสำคัญ กำลังจะได้ของดีๆ อย่าไปพูด ถ้าเราพูดกับคนดีก็อัลฮัมดุลิลลาฮ ไม่มีอะไร แต่ถ้าเราไม่รู้ว่า เราไปพูดกับคนที่เขาริษยาเราหรือไม่ เช่น ฉันกำลังจะได้รถใหม่ จะได้งาน ได้ตังค์เยอะเลย สุดท้ายแล้ว ไม่ได้ เพราะเราไปพูด
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จงขอความช่วยเหลือในการทำกิจธุระของพวกท่านให้สำเร็จลุล่วงด้วยการปกปิด (เป็นความลับ) เพราะแท้จริงแล้ว ทุกคนที่มีความโปรดปรานย่อมถูกอิจฉา” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยฏ็อบรอนีย์, ดูใน เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ เลขที่ 943)
ด้วยเหตุนี้ท่านรอซูลสอนให้สตรีปกปิดใบหน้า เพราะเวลาคนมองแล้ว คำพูด สายตา มันทำให้เกิดอัลอัยน์ โดยเฉพาะเวลาถ่ายรูปเซลฟี่ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ไม่รู้ใครต่อใครเห็น พูดอะไรก็ไม่รู้ มองด้วยความริษยา สุดท้ายมันก็ตามกลับมาหาต้นตอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกของเรา เด็กเล็กๆ บางคน ภรรยาท้องเอาใบอัลตร้าซาวด์ไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก คนที่เขาอยากมีลูกหรือคนที่เขาริษยา ไม่ชอบเรา อาฆาตพยาบาทเรา เขามองแล้ว สุดท้ายมันส่งผลกับลูกในท้อง เกิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย เป็นผลมาจากเรานี่แหละ ศาสนาสอนว่า อย่าทำแบบนี้ ไม่ได้เด็ดขาด ให้ป้องกัน ปกป้อง แต่เรากลับไปประจานตัวของเราเองเอาไปโพสต์ สุดท้ายลูกป่วยล้มหัวฟาดมากต่อมากแล้ว
ท่านอิบนุ อัล-ก็อยยิม ได้บันทึกคำแนะนำของท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ไว้ในหนังสือ ‘ซาดุล มะอาด’ ว่า “แท้จริงท่านอุษมาน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ได้เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่มีหน้าตาสวยงาม (หล่อเหลา) มาก ท่านจึงกล่าว (แก่คนในบ้านของเด็ก) ว่า: จงทำจุดดำไว้ที่รอยที่คางหรือแก้มของเขาเถิด เพื่อไม่ให้สายตา (ที่อิจฉา) ประสบแก่เขา”
8. การรักษาอัซการ ดุอาอฺเช้า-เย็น
การอ่านดุอาอฺเช้า-เย็นจำเป็นที่เราจะต้องรักษา อ่านเป็นประจำสม่ำเสมอ
ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ทุกการงานที่มีความสำคัญที่ไม่เริ่มด้วย บิสมิลลาฮฺ การงานนั้นจะไม่ได้รับความจำเริญ” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยอัร-เราะฮาวี เลขที่ 1)
ท่านรอซูลสอนให้เราอ่านบิสมิลลาฮฺ เวลาที่เราเริ่มทำทุกอย่าง
– เข้าบ้านปิดประตู กล่าวบิสมิลลาฮฺ ชัยฏอนเข้าไม่ได้
– กินข้าว อ่านบิสมิลลาฮฺ ชัยฏอนกินอาหารต่อจากเราไม่ได้
– ดับไฟกลางคืน อ่านบิสมิลลาฮฺ ชัยฏอนจุดไฟไม่ได้
– ปิดภาชนะอาหารกลางคืน อ่านบิสมิลลาฮฺ ชัยฏตอนเปิดไม่ได้ แปลว่ามันอ่อนแอ
– เวลาจะถอดเสื้อผ้า อ่านบิสมิลลาฮฺ ชัยฏอนเห็นไม่ได้ เพราะอัลลอฮฺปกป้อง
– แต่ถ้าหากว่าเราไม่อ่าน ปัญหามันเกิดขึ้น ชัยฏอนตามคนนั้น ชอบคนนั้น ชอบคนนี้เกิดมาจากการมองของชัยฏอน แล้วเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตคนนั้น เพราะเราไม่ใช้ชีวิตตามคำสั่งของรอซูล สอนให้เราอ่านดุอาอฺเป็นประจำ จะทำอะไร กล่าวบิสมิลลาฮฺตลอด
ที่นครมาดีนะฮ์จะมีหน่วยงานที่คอยสอดส่อง จับคนที่เป็นนักไสยศาสตร์ ครั้งหนึ่ง เขาไปจับนักไสยศาสตร์หรือหมอผีได้คนหนึ่ง คนคนนี้อาศัยอยู่บนภูเขา มีกระต๊อบอยู่ข้างบนภูเขา แอบทำไสยศาสตร์อยู่ข้างบน
พอจับได้แล้ว ก่อนที่ศาลจะตัดสินพิพากษาคดี ผู้ชายคนนั้นยอมรับสารภาพความผิด เขาบอกว่า คนที่มาหาเขามากที่สุดคือ ผู้หญิง สาเหตุที่ผู้หญิงเหล่านั้นมาทำมากที่สุด ไสยศาสตร์ที่ทำมากที่สุดคือ
1. สิหฺรุน ฮาวาติฟ (ไสยศาสตร์แห่งเสียงกระซิบ)
2. คือการทำไสยศาสตร์ที่ทำให้สามีภรรยานั้นทะเลาะกันแตกแยกกัน
จนกระทั่งครั้งหนึ่งเขาไปจับอีกคนหนึ่งได้ สืบได้ว่าเป็นคนที่มาหาหมอผีคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ทำไสยศาสตร์ใส่คนในบ้านถึง 3 คน ทำใส่แม่ยาย น้าสะใภ้ และอีกคน เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปจับเขา ยังคิดเลยว่า มันมีแบบนี้เลยหรือ ถึงขั้นที่ว่าทำร้ายคนที่อยู่ในบ้านด้วยกัน
เวลาที่คนทำไสยศาสตร์หมอผี เขาต้องเขียนยันต์ตามคำสั่งของชัยฏอน พอเขียนแล้ว ชัยฏอนก็จะต้องไปหาเป้าหมาย ไปประจำอยู่กับเป้าหมายที่ถูกทำไสยศาสตร์ พอไปอยู่กับคนๆ นั้นแล้ว ก็ไปสร้างภาพหลอนทำให้คนๆ นั้นกลัวทั้งเวลานอนหลับ มาหาในตอนฝัน มาในรูปของสัตว์ดุร้าย จะเป็นหมา จะเป็นอะไรก็ตาม ดุร้ายจนเจ้าตัวกลัว พอตื่นหันไปทางนู้นหูแว่ว ใครเรียก มองหาไม่เห็นมี พอไม่มีเขากลัว ไปตรงนั้น เห็นเงาอะไรแวบๆ กลัว นี่คือ สิหฺรุน ฮาวาติฟ (ไสยศาสตร์แห่งเสียงกระซิบ) ในบางครั้งเกิดภาพหลอนในบ้าน เห็นหมาอยู่บนตู้เย็น เห็นอีกา จนหลอนไปหมด นักไสยศาสตร์หมอผีคนนี้บอกว่าผู้หญิงมาทำประเภทนี้มากที่สุด เขาสืบสาวราวเรื่องจนกระทั่งผู้หญิงผู้ชายคนนี้เขาสารภาพ
กลุ่มที่หนึ่ง โดนง่าย
โดนทั้งหมด แปลว่า โดนง่ายมาก เวลาทำไสยศาสตร์ใส่คนกลุ่มนี้ ส่งชัยฏอนตัวธรรมดา ส่งญินแบบอ่อนๆ ไป ก็โดน สาเหตุที่คนกลุ่มนี้โดนง่าย เพราะ
1)ไม่รักษาละหมาด
2)ไม่อ่านอัซการเช้าเย็น ไม่อ่านดุอาอฺ
3)ไม่อ่านอัลกุรอาน แปลว่าทำไสยศาสตร์ใส่เมื่อไหร่ โดนตลอด คนๆ นั้นไม่มีโล่ป้องกัน
กลุ่มที่สอง โดนบ้าง ไม่โดนบ้าง
เขาบอกว่า เวลาทำใส่คนกลุ่มนี้เหนื่อย เพราะบางครั้งโดน บางครั้งไม่โดน ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์หรือช่วงเวลาที่ส่งชัยฏอนออกไป ณ เวลานั้น เขาบอกบางครั้งส่งญินออกไปแล้ว ญินได้ยินเสียง มองเห็นไกลๆ เพราะญินต้องมาที่ตัวคนๆ นั้น พอมองเห็นไกลๆ แล้วเข้าไปใกล้ๆ หายไป ญินมองไม่เห็น แต่ในบางครั้งได้ยินเสียง มองเห็น เจอตัว เพราะ
1) ในช่วงเวลานั้นคนๆ นั้นยังไม่ละหมาด
2) คนๆ นั้นอ่านอัลกุรอาน แต่อ่านบ้างไ ม่อ่านบ้าง ลืม ขี้เกียจไม่อ่าน ช่วงเวลาที่ไม่อ่านไม่รักษา เวลาที่เขาทำไสยศาสตร์ใส่ก็จะโดน แต่ถ้าหากว่ามาในช่วงเวลาที่รักษาอาม้าล รักษาละหมาด รักษาการอ่านอัลกุรอาน รักษาดุอาอฺเช้าเย็น ก็จะไม่โดน
กลุ่มที่สาม ทำเท่าไหร่ ก็ไม่โดน
เขาบอกว่า เขาแปลกใจมากถึงขนาดที่ว่าทำไสยศาสตร์ใส่เท่าไหร่ก็ไม่โดน ส่งญินไปเท่าไหร่ ก็ไม่เจอตัว เขาเล่าบอกว่า
– ตอนแรกส่งญินธรรมดา ทำไสยศาสตร์ก่อนเขียนยันต์มาเรียบร้อย เขียนเสร็จ ส่งชัยฏอนตัวธรรมดาไป พอชัยฏอนไปหาที่บ้าน กลับมาบอกหมอผีว่า มองไม่เห็น หาเขาไม่เจอ (ญินธรรมดาที่ไม่ค่อยร้าย ไม่มีผลเสียกับคนดีๆ แต่มีผลกับคนที่เขาไม่รักษาอาม้าล)
– หมอผีทำไสยศาสตร์ใหม่แรงขึ้นกว่าเดิม พอทำแรงขึ้นกว่าเดิม คราวนี้ส่งมารอดะห์ไปหาที่บ้าน หาไม่เจอ กลับมาบอกว่า หาไม่เจอ มองไม่เห็น (มารอดะห์เป็นญินอีกกลุ่มหนึ่ง ญินมีหลายจำพวก มารอดะห์จะเป็นญินที่มีกำลังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา สร้างขึ้นมาเป็นบททดสอบ ให้พวกเขามีกำลังมากกว่าญินกลุ่มแรก แปลว่า ญินตัวนี้ร้ายหน่อย มีกำลังและญินพวกนี้จะถูกล่ามโซในเดือนรอมฎอน บรรดาญินร้ายๆ ถูกล่าม)
– หมอผีทำไสยศาสตร์ครั้งที่สามหนักกว่าเดิม แรงกว่าเดิม ส่งอิฟรีตไป ซึ่งเป็นญินที่มีกำลังมากกว่าญินธรรมดากลุ่มแรก และมีกำลังมากกว่ามารอดะห์ พอส่งอีฟรีสไป กลับมาบอกไม่รู้ ไม่เจอ
– สุดท้าย เจ้าหน้าที่ไปสืบสาวราวเรื่องว่า คนๆ นี้คือใคร สอบถามว่าคุณใช้ชีวิตแบบไหน คำตอบคือ ผู้ชายคนนั้นมามัสยิดเป็นประจำ ละหมาดเสร็จแล้วก็อ่านอัลกุรอาน รักษาการอ่านอัลกุรอานอยู่เป็นประจำ อ่านดุอาอฺเช้า-เย็นทุกวัน และอ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺทุกวันศุกร์
อัลลอฮฺบอกไว้ในอัลกุรอาน “และเมื่อเจ้าอ่านอัลกุรอาน เราได้กางม่านที่ถูกซ่อนไว้ กั้นระหว่างเจ้าและบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อวันปรโลก” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ 45)
บรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อวันปรโลก ในที่นี้ก็คือชัยฏอนที่มาทำไสยศาสตร์ และหมอผี เราจะให้มีม่านกั้นระหว่างเจ้าและพวกเขา แปลว่าพวกเขามองไม่เห็นพวกเจ้า ด้วยเหตุนี้เอง เวลาที่ญินและชัยฏอนมาแล้วจะทำไสยศาสตร์ใส่ ไม่โดนเพราะมองไม่เห็น เพราะเขารักษาอาม้าล เขามีอิบาดะฮฺ เขามีการงานที่ปกป้องตัวของเขาให้พ้นจากญิน ชัยฏอน พ้นจากไสยศาสตร์ และพ้นจากสายตาที่ร้อนหรือสายตาของคนที่อิจฉาริษยานั่นเอง
นั่นคือความประเสริฐของของการอ่านอัลกุรอาน การละหมาด และการมาที่มัสยิด คือความดีงามที่ท่านรอซูลส่งเสริมให้เราปฏิบัติ แต่ถ้าหากว่าเรามามัสยิดแบบมานั่งพูดเรื่องดุนยานั้นจะไม่ได้รับความดีงาม จะไม่ได้รับการปกป้องจากอัลลอฮฺ เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ได้สั่งใช้ให้มามัสญิดเพราะเรื่องของดุนยา แต่มาเพื่อปฏิบัติอิบาดะฮฺ
รายงานจากท่านอนัส บิน มาลิก เล่าว่า: ขณะที่พวกเราอยู่ในมัสยิดร่วมกับท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มีชายอาหรับชนบทคนหนึ่งเข้ามา แล้วเขาก็ยืนปัสสาวะในมัสยิด บรรดาศอฮาบะฮฺจึงกล่าวขึ้นว่า “หยุด หยุด!” ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า “พวกท่านอย่าได้ขัดจังหวะเขา ปล่อยเขาเถิด” พวกเขาก็ปล่อยเขาไว้จนกระทั่งเขาปัสสาวะเสร็จ ต่อมาท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เรียกเขามา แล้วกล่าวแก่เขาว่า “แท้จริงมัสยิดเหล่านี้ ไม่ใช่สถานที่สำหรับปัสสาวะหรือสิ่งสกปรกใดๆ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ การละหมาด และการอ่านอัลกุรอาน” (หรือตามที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้) จากนั้นท่านจึงสั่งชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้น เขาก็ได้นำถังน้ำมาแล้วราดมันลงไปบนปัสสาวะนั้น (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย มุสลิม เลขที่ 285)