ประวัติ

"ฉันมาจากครอบครัวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่”
    ชีวิตของครูชาตรีถือกำ เนิดในครอบครัวของคนขายปลาฐานะยากจน เติบ
โตมากับพี่น้องรวม 8 คน แม้ความเป็นอยู่จะขัดสน หากทุกคนได้มีโอกาสรํ่าเรียน
หนังสือ เนื่องจากบุพการีทั้งสองของครูชาตรีเชื่อว่า การศึกษาสามารถเปลี่ยน
ฐานะของคน จึงยอมอาบเหงื่อต่างนํ้าแลกกับการให้ลูกได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่
จะทำ ได้“ฉันมาจากครอบครัวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ที่ฉันกล้าพูดอย่างนั้น เพราะว่า
ครอบครัวของฉัน คุณพ่อ คุณแม่ยากจน มีลูกทั้งหมด 8 คน ที่ฉันพูดว่ามาจาก
ครอบครัวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเนื่องจากพ่อแม่มีลูกมาก ยากจน มีอาชีพขาย
ปลาสด ขายผัก หาเงินส่งลูกให้เรียนหนังสือได้ ทุกๆ คนมีอาชีพ นี่คือความยิ่ง
ใหญ่ของครอบครัวฉัน…” คือความตอนหนึ่งที่ครูชาตรี ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือชื่อ
บันทึกงานกัลยาณมิตรนิเทศ
    ย้อนไปในอดีตที่ยังพอจำ ความได้ ทุกครั้งเมื่อผู้ใหญ่ถามว่า โตขึ้นจะเป็น
อะไร คำ ตอบที่แน่วแน่ของเด็กชายชาตรีในครั้งนั้นคือ
“เป็นครู”
ไม่บอกเปล่า เด็กชายชาตรียังชอบสวมบทบาทครูโดยมีเพื่อนและพี่ๆ
น้องๆ รับบทนักเรียน ให้ครูชาตรีตัวน้อยได้ฝึกซ้อมสอนไปตามจินตนาการประสา
เด็ก ความตั้งใจที่จะประกอบอาชีพนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เมื่อชาตรีจบการ
ศึกษาระดับชั้นมัธยม และบอกพ่อแม่ว่าต้องการเรียนต่อที่วิทยาลัยครูยะลา
ครูชาตรีเริ่มต้นอาชีพครูตามที่ตั้งใจไว้ขณะที่อายุยังไม่เต็ม 20 ปีดี ใน
ตำ แหน่งครูจัตวาหรือครูประชาบาล ของโรงเรียนบ้านลิมุด สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา ในอำ เภอเมืองยะลา ระหว่างนั้น ครูชาตรีรับผิดชอบสอนทุกวิชาที่ปรากฏ
อยู่ในตารางสอน ต่อมาปีรุ่งขึ้นจึงย้ายไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนบ้านโฉลง ย้ายอีก
ครั้งไปยังโรงเรียนบ้านบาโงยบาแดในตำ แหน่งครูใหญ่ชั้นตรี ก่อนที่จะไปเป็นครู
ใหญ่ 4 ที่โรงเรียนบ้านกรงปินัง
    ขณะทำ หน้าที่ในตำ แหน่งผู้บริหารหลายระดับ ของโรงเรียนหลายแห่งใน
จังหวัดยะลา ครูชาตรีได้ตระหนักถึงข้อจำ กัดของระบบราชการที่เห็นว่าไม่สร้าง
สรรค์เท่าใดนัก ระบบอำ นาจที่สามารถให้คุณให้โทษได้ ทำ ให้ครูเล็กเอาใจครู
ใหญ่ ครูใหญ่เอาใจศึกษานิเทศก์ ศึกษานิเทศก์เอาใจข้าราชการจากส่วนกลางที่
ระดับสูงกว่าตน จึงไม่มีเวลาใส่ใจกับงานพัฒนาด้านวิชาการเท่าที่ควร คงปล่อย
ให้ครูกับนักเรียนจัดการเรียนการสอนไปตามยถากรรม
    ครูชาตรีในวัยหนุ่มไม่อาจหลีกเลี่ยงวัฏจักรที่ขัดต่อความรู้สึกดังกล่าวได้
พ้น สภาพเช่นนี้สร้างความอึดอัดให้แก่ครูชาตรีอย่างต่อเนื่อง เพราะแต่ละวัน ครู
ชาตรีต้องปฏิบัติตามคำ สั่งของผู้บังคับบัญชาระดับเหนือ จนแทบไม่มีเวลาพัฒนา
งานสอนตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไม่นานนักครูชาตรีจึงขอตัวก้าวลงจากเก้าอี้
ผู้บริหาร โดยเลือกกลับไปทำ งานด้านวิชาการที่ตนรักและถนัด
    ปี 2523 ครูชาตรีกลับมาสอนหนังสือเต็มตัวอีกครั้ง โดยสอนเด็กระดับ
ประถมศึกษา ที่โรงเรียนบ้านวัดหน้าถํ้า (วัดคูหาภิมุข) จังหวัดยะลา ระหว่างนั้น
ครูชาตรีได้เริ่มทำ การพัฒนาห้องสมุดของโรงเรียน และได้ชักชวน เด็กนักเรียน
พ่อแม่ วัด และทุกส่วนที่เป็นสมาชิกของชุมชนบ้านวัดหน้าถํ้า ให้ร่วมกันจัดสร้าง
พิพิธภัณฑ์วัดหน้าถํ้า เก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตของท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ
ได้ศึกษาและรู้จักประวัติความเป็นมาของจังหวัดยะลาอันเป็นถิ่นกำ เนิดของพวก
เขา ก่อนจะก้าวสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นที่อยู่ไกลตัวออกไป ต่อมาไม่นาน ครูชาตรีได้
ถูกขอตัวไปช่วยราชการที่ศูนย์อำ นวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายพัฒนาเด็กและเยาวชน
    กว่า 8 ปี ที่ครูชาตรี ต้องวางมือจากงานสอน ห่างหายไปจากเด็กนักเรียน
เมื่อกลับมาทำ หน้าที่ “ครู” อีกครั้งในช่วงปลายปี 2531 ที่โรงเรียนบ้าน
บาโด ครูชาตรีกลับยิ่งแน่ใจว่า ตนเองรักและภูมิใจในงานสอนมากเพียงใด โดย
เฉพาะเมื่อเห็นลูกศิษย์มุสลิมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แสดงความสามารถในการใช้
ภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาที่สองของพวกเขาได้อย่างน่าชื่นใจ ทั้งทางด้านการฟัง.......


    หลังจากที่จบโรงเรียนฝึกหัดครูยะลาเมื่อปี 2505 แล้ว ได้เรียนรู้แบบ
นอกระบบ จนสอบได้วุฒิพิเศษมัธยม (พ.ม.) และเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย
สงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี วิชาเอกวรรณคดีไทย และวิชาโท
บริหารการศึกษา
    ชีวิตการเป็นครูเริ่มแรกเมื่อปี 2506 เริ่มรับราชการที่โรงเรียนบ้านลิมุด
อำเภอเมืองยะลา ทดลองปฏิบัติราชการอยู่ครบ 6 เดือน จึงย้ายไปรักษาการ
ในตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.บ้านโฉลง อำเภอเมืองยะลา เปิดสอนชั้นประถม 1-3 แล้วย้าย
ออกมาทำหน้าที่ครูใหญ่ที่โรงเรียนบ้านบาโงยบาแด อำเภอเมืองยะลา ในปี 2512
ไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านกรงปินัง อำเภอเมืองยะลา เป็นโรงเรียนใหญ่ เปิดสอน
ตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก - ประถม 7 ได้ทำหน้าที่ทั้งผู้บริหารและสอน จนได้ประสบความ
สำเร็จในการทำงานกับชุมชนมาก ชาวบ้านรักโรงเรียนและห่วงโรงเรียน จึงเป็น
โรงเรียนเดียวในสามจังหวัดภาคใต้ที่ไม่ถูกโจรเผา
    ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ได้เป็นครูผู้สอนเด็กที่โรงเรียนบ้านบาโด
อำเภอเมืองยะลา สอนชั้นอนุบาลให้สามารถท่องกลอนได้ สอนชั้นประถม 1-2
ให้สามารถเขียนกลอนสดได้ สอนชั้นประถม 3-6 ให้สามารถเขียนโคลงและกาพย์ได้
จนกระทั่งในปี 2533 จึงได้รับพระราชทานรางวัลเข็มทองคำ จากสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือก
เป็นครูนักพัฒนาภาษาไทยดีเด่นของมูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ
และในปีนี้เองได้เลื่อนระดับเป็นอาจารย์ 3 ระดับ 8 และในปี 2536 ได้เลื่อนระดับเป็น
อาจารย์ 3 ระดับ 9
    ที่โรงเรียนบ้านบาโด และทุกโรงเรียนที่เคยสอน เป็นนักเรียนทุกคนนับถือ
ศาสนาอิสลาม ซึ่งพูดและใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาแม่ จะพูดและใช้
ภาษาไทยเมื่อพูดกับครูหรือเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ด้วยความพยายามจึงสามารถ
สอนให้เด็กเขียนกลอนและเขียนเรื่องเชิงสร้างสรรค์ โดยได้รวบรวมผลงาน
เผยแพร่เป็นหนังสือ ได้แก่หนังสื่อชื่อ เสียงจากบาโด หยิบฝันปันฝาก ปั้นดินให้เป็นดาว
ผจงแจงแต่งรส ซึ่งเป็นหนังสือที่รวมบทเรียงความ บทกลอน กาพย์ และโคลง
ที่เด็กนักเรียนช่วยกันคัดเลือกบทที่เด็กชอบมารวมเล่ม
    ต่อมาในปี 2536 ย้ายมาที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 24 (บาโงยบาแด)
ได้ร่วมมือกับเพื่อนครูทำการสอนแบบอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นสื่อ และมีเพื่อนครู
จากต่างโรงเรียนมาดูวิธีการสอนมากมาย ต่อมาได้ขอย้ายไปที่โรงเรียนคุรุชนพัฒนา
จังหวัดยะลา เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ม.3
ผู้อำนวยการโรงเรียนให้การสนับสนุนและเพื่อนครูให้ความร่วมมือในการพัฒนาผู้เรียน
เป็นอย่างดี จนสามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
และมีโรงเรียนต่างๆ มาดูแบบอย่างมากมาย จนได้รับเลือกเป็นครูต้นแบบ ปี 2541
กลุ่มทักษะภาษาไทย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ในที่สุด