ยุงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก “รอยกัด” ที่ทำให้เกิดอาการคัน และยังเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นพาหะนำโรคร้ายแรงที่สุดบางชนิดของโลก เช่น มาลาเรีย ไข้เหลือง โรคสมองอักเสบ และไข้เลือดออก
มีเพียง ยุงตัวเมียเท่านั้นที่ “กัด” จริง ๆ พวกมันใช้ปากซึ่งมีลักษณะคล้ายกรวยคว่ำ ปลายแหลมชี้ลง เพื่อเจาะ “เหยื่อ” แล้วดูดของเหลวเข้าไป ของเหลวนี้อาจเป็น เลือด (ของคนหรือสัตว์) หรือ น้ำเลี้ยงจากพืช ขึ้นอยู่กับชนิดของยุง ส่วน ยุงตัวผู้จะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากพืชเท่านั้น
ยุงแต่ละชนิดชอบเลือดของสัตว์ต่างกัน บางชนิดดูดเลือดเฉพาะ งู กบ หรือสัตว์เลือดเย็นอื่น ๆ บางชนิดชอบ นก ขณะที่บางชนิดเลือกดูดเลือดจาก วัว ม้า และมนุษย์
เช่นเดียวกับแมลงส่วนใหญ่ ยุงมีตาประกอบสองข้าง โดยแต่ละข้างประกอบด้วยเลนส์หกเหลี่ยมเล็ก ๆ หลายพันเลนส์ที่หันไปคนละทิศทางและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ยุงไม่สามารถปรับโฟกัสดวงตาได้เหมือนมนุษย์ ดวงตาของมันจึงเปิดรับภาพตลอดเวลาเพื่อช่วยตรวจจับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
ปีกของยุงกระพือประมาณ 1,000 ครั้งต่อวินาที ทำให้เกิดเสียงหึ่งอันเป็นเอกลักษณ์ โดย เสียงปีกของยุงตัวเมียจะมีความถี่สูงกว่าตัวผู้ ซึ่งช่วยดึงดูดคู่ผสมพันธุ์ได้
ยุงตัวเมียส่วนใหญ่วางไข่ครั้งละ สูงสุดประมาณ 200 ฟอง (ขึ้นอยู่กับชนิด) ในน้ำหรือบริเวณใกล้น้ำ แม้จะไม่ใช่ทุกชนิดที่จำเป็นต้องฟักไข่ในน้ำ สถานที่โปรดสำหรับการวางไข่ ได้แก่ บริเวณที่มีน้ำขัง เช่น หนองน้ำ บึง โพรงต้นไม้ ภาชนะที่ถูกทิ้งไว้ และสระว่ายน้ำที่ดูแลไม่ดี ไข่ยุงมีชั้นใสหุ้มช่วยไม่ให้จมลง ในน้ำอุ่น ไข่ส่วนใหญ่จะฟักภายในประมาณ 3 วัน
ยุง ไม่ได้ดูดเลือดตลอดทั้งชีวิต และที่สำคัญคือ มีแค่ยุงตัวเมียเท่านั้นที่ดูดเลือด
ทั้งยุงตัวผู้และตัวเมียสามารถกิน น้ำหวานหรือของเหลวจากพืช เป็นอาหารได้
ยุงตัวเมียจะดูดเลือด เฉพาะช่วงก่อนวางไข่ เพราะโปรตีนในเลือดช่วยให้ไข่เจริญเติบโต
หลังจากวางไข่แล้ว ยุงตัวเมียก็สามารถกลับไปกินน้ำหวานจากพืชได้อีก
วงจรชีวิตของยุง (Mosquito Lifecycle) มี 4 ระยะ:
ไข่ (Egg) – วางในน้ำหรือใกล้น้ำ
ตัวอ่อน (Larva) – อาศัยอยู่ในน้ำ
ดักแด้ (Pupa) – ยังอยู่ในน้ำ แต่ไม่กินอาหาร
ตัวยุงโตเต็มวัย (Adult) – บินขึ้นมาบนบก ตัวเมียอาจดูดเลือดเพื่อสร้างไข่