ชื่อท้องถิ่น : ปีบ, กาซะลอง (ภาคเหนือ), กาดสะลอง (เชียงใหม่), เต็กตองโพ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ : Cork Tree, Indian Cork Tree
ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millingtonia hortensis L.f.
แหล่งที่พบ : พบกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันตก มักขึ้นตามที่ราบเชิงเขาหรือพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาทั่วประเทศเนื่องจากทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี
ลักษณะทั่วไป : ปีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบเล็กน้อย มีความสูงประมาณ 10-25 เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปกรวยคว่ำ กิ่งก้านมักห้อยย้อยลง เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะหนาและแตกเป็นร่องลึก ผิวสัมผัสนุ่มคล้ายไม้ก๊อก (Cork) ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ออกเรียงตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปไข่หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือจักเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อกระจุกขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวสะอาดหรือสีขาวนวล รูปร่างเป็นหลอดเรียวยาว ปลายดอกแยกออกเป็น 5 แฉก มีกลิ่นหอมแรงในช่วงเย็นถึงเช้ามืด ผล มีลักษณะเป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน ผิวเรียบ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะแบนและมีปีกบางๆ สีขาวรอบเมล็ด ช่วยให้ปลิวไปตามลมได้ไกล
การใช้ประโยชน์ : ปีบมีประโยชน์หลากหลายทั้งด้านสมุนไพรและอุตสาหกรรม ด้านสมุนไพร ดอกปีบตากแห้งนำมามวนเป็นบุหรี่สูบเพื่อขยายหลอดลม บรรเทาอาการหอบหืด หรือนำมาชงเป็นชาดื่มช่วยบำรุงโลหิตและแก้ลม รากใช้ต้มดื่มเพื่อช่วยบำรุงปอดและรักษาอาการวัณโรค ด้านอุตสาหกรรม เปลือกต้นที่มีลักษณะนุ่มคล้ายไม้ก๊อกสามารถนำมาบดทำเป็นจุกควดหรือแผ่นฉนวนกันความร้อนได้ ด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้มีสีขาวนวลถึงน้ำตาลอ่อน เนื้อละเอียด แข็งแรงปานกลาง นิยมนำมาทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ภายในบ้าน ด้านภูมิสถาปัตย์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงาและเพิ่มความสวยงามเนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมและทรงพุ่มสง่างาม นอกจากนี้ ดอกปีบยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรีและเป็นสัญลักษณ์ของพยาบาลไทยอีกด้วย