ชื่อท้องถิ่น : มะขาม, มะขามไทย, ตะลูบ (นครราชสีมา), ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), อำเปียล (เขมร)
ชื่อสามัญ : Tamarind
ชื่อวงศ์ : FABACEAE (LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica L.
แหล่งที่พบ : มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาเขตร้อน แต่พบปลูกกันแพร่หลายมานานจนกลายเป็นพืชประจำถิ่นของไทย พบได้ทั่วทุกภูมิภาค สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม มักพบตามหัวไร่ปลายนา สวนหลังบ้าน และตามริมถนน
ลักษณะทั่วไป : มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนยาว ทรงพุ่มเป็นรูปโดมแผ่กว้างและหนาทึบ ความสูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม หนา และแตกเป็นร่องลึกตามยาว ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานขนาดเล็ก ปลายใบและโคนใบมน แผ่นใบสีเขียวอ่อน ใบจะหุบในตอนกลางคืนและกางออกในตอนเช้า ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมีสีเหลืองนวลและมีลวดลายเส้นสีแดงอมม่วงปรากฏอยู่ ผล มีลักษณะเป็นฝักยาว รูปร่างกลมหรือโค้งงอ เปลือกฝักหนาแข็งแต่เปราะ สีน้ำตาล เนื้อในผลเมื่ออ่อนจะมีสีเขียวและรสเปรี้ยว เมื่อแก่เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีรสชาติทั้งแบบเปรี้ยวจัดและหวาน (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ภายในมีเมล็ดรูปทรงค่อนข้างกลมแบน สีน้ำตาลดำเป็นมันวาว
การใช้ประโยชน์ : มะขามเป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตไทยอย่างมาก ด้านอาหาร เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) เป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวหลักในอาหารไทย เช่น แกงส้ม ต้มยำ และน้ำจิ้มต่างๆ ฝักอ่อนใช้ทำน้ำพริกหรือแกง ยอดอ่อนและดอกมีรสเปรี้ยวใช้ใส่ในต้มโคล้งหรือยำ เมล็ดแก่สามารถนำมาคั่วรับประทานได้ ด้านสมุนไพร เนื้อในฝักแก่มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะและแก้ไอ เมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวกลม ใบสดใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดหรือต้มดื่มแก้หวัด ด้านอุตสาหกรรมและงานช่าง เนื้อไม้มีสีแดงเข้ม มีความแข็งแรงและเหนียวมาก นิยมนำมาทำ "เขียง" ที่มีความทนทานเป็นเลิศ รวมถึงทำด้ามเครื่องมือเกษตร ด้านความเชื่อ คนไทยโบราณถือเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อให้ผู้อื่น "เกรงขาม" และปกป้องคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้าย นอกจากนี้มะขามยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย