ชื่อท้องถิ่น : ยางนา, ยางขาว, ยางแม่น้ำ, ยางกุง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), จะเตียล (เขมร), กาตีล (เขมร-ปราจีนบุรี)
ชื่อสามัญ : Yang, Gurjan, Dipterocarpus
ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE (วงศ์ไม้รังและไม้ตะเคียน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don
แหล่งที่พบ : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบกระจายพันธุ์หนาแน่นในประเทศไทยตามที่ราบลุ่มริมแม่น้ำลำคลอง และในป่าดิบชื้นทั่วทุกภาค เป็นต้นไม้ที่ชอบดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นสูงและมีระบบน้ำดี
ลักษณะทั่วไป : ยางนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มาก ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น ความสูงประมาณ 30-50 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกต้นสีเทาขาวหรือเทาอ่อน เรียบหนาและหลุดล่อนเป็นสะเก็ดมน ๆ ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปรี ขนาดใหญ่ แผ่นใบหนา มีขนละเอียดนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน เห็นเส้นแขนงใบชัดเจนเป็นระเบียบ ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบ ดอกสีชมพูอ่อน กลีบดอกมี 5 กลีบ บิดเวียนคล้ายกังหัน ผล มีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ มีครีบตามยาว 5 ครีบ และที่สำคัญคือมี "ปีกยาว 2 ปีก" สีแดงอมชมพู ช่วยให้ผลหมุนคว้างและปลิวไปตามลมได้ไกลเมื่อหลุดร่วงจากต้น
การใช้ประโยชน์ : ยางนาเป็นไม้สารพัดประโยชน์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและพลังงาน ด้านพลังงาน ลำต้นมีน้ำมันยาง (Oleoresin) ซึ่งสามารถเจาะเก็บมาใช้ทำชันยาเรือ ทำไต้จุดไฟ หรือใช้ผสมทำสีและวานิช นอกจากนี้ยังมีการวิจัยนำน้ำมันยางนาไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล ด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงทนทานปานกลาง นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้างทั่วไป เช่น ทำฝาบ้าน กระดานพื้น ไม้คร่าว และเครื่องเรือนต่าง ๆ ด้านสมุนไพร น้ำมันยางมีสรรพคุณช่วยสมานแผล ขับปัสสาวะ และแก้โรคเรื้อน เปลือกต้นนำมาต้มดื่มช่วยบำรุงตับและแก้ปวดฟัน ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นไม้ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดินและแหล่งน้ำได้ดีมาก และยังเป็นแหล่งอาศัยของเห็ดป่านานาชนิด (เช่น เห็ดเผาะ เห็ดระโงก) ที่เกิดร่วมกับรากยางนา