ชื่อท้องถิ่น : แก้ว, แก้วพริก (ภาคกลาง), แก้วขี้ไก่ (ยะลา), แก้วขาว (ภาคเหนือ), ตะไหลแก้ว (เหนือ)
ชื่อสามัญ : Orange Jessamine, China Box Tree, Andaman Satinwood, Cosmetic Bark Tree
ชื่อวงศ์ : RUTACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata (L.) Jack
แหล่งที่พบ : พบกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 600 เมตร พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะตามป่าเขาหินปูนและริมลำธาร ปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปตามบ้านเรือนและวัดวาอาราม
ลักษณะทั่วไป : แก้วเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูงได้ประมาณ 5-10 เมตร เปลือกต้นสีเทาขาว แตกเป็นร่องยาวตามข้าง ทรงพุ่มเป็นรูปทรงกลมหนาทึบ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ใบย่อยมีรูปรีหรือรูปไข่กลับ ผิวใบเรียบเป็นมันเขียวเข้ม เมื่อส่องดูจะเห็นจุดน้ำมันโปร่งแสงกระจายทั่วแผ่นใบ ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวสะอาด กลีบดอกมี 5 กลีบ หลุดร่วงง่าย จุดเด่นคือมีกลิ่นหอมแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงเช้าตรู่ ผล มีรูปรีหรือรูปไข่ ผิวเรียบเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงสดใส ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กรูปรีมีขนอ่อนปกคลุมเล็กน้อย
การใช้ประโยชน์ : การใช้ประโยชน์จากต้นแก้วมีหลายด้าน ด้านภูมิทัศน์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อร่มเงาและตกแต่งสวน เนื่องจากทรงพุ่มสวยและดอกมีกลิ่นหอม สามารถตัดแต่งเป็นรั้วบ้านได้ดี ด้านเนื้อไม้ เนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียดและมีความเหนียวสูง จึงนิยมนำมาทำด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องดนตรี และงานแกะสลัก ด้านสมุนไพร ใบมีรสเผ็ดขมร้อน ใช้ต้มดื่มช่วยขับระดู ขับลม และแก้ปวดท้อง หรือนำใบสดมาตำพอกรักษาแผลสดและแก้อาการปวดฟัน รากใช้ต้มดื่มแก้ฝีในมดลูกและแก้ปวดเอว ส่วนดอกนิยมนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอาง นอกจากนี้ในทางความเชื่อ คนไทยโบราณนิยมปลูกต้นแก้วไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะทำให้คนในบ้านมีจิตใจที่บริสุทธิ์และมีคุณธรรมเหมือนความขาวสะอาดของดอกแก้ว