ชื่อท้องถิ่น : จามจุรี, ก้ามปู, ฉำฉา (ภาคเหนือ/ภาคกลาง), สารสา (ภาคเหนือ), ลัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อสามัญ : Rain Tree, East Indian Walnut, Monkey Pod, Giant Thibet
ชื่อวงศ์ : FABACEAE (LEGUMINOSAE - MIMOSOIDEAE)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Samanea saman (Jacq.) Merr.
แหล่งที่พบ : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานจนกลายเป็นพืชประจำถิ่น พบได้ทั่วไปทุกภูมิภาคตามริมถนน ทุ่งนา และชายป่า เป็นไม้ที่เติบโตได้รวดเร็วมากในดินร่วนที่มีความชื้นสูง
ลักษณะทั่วไป : จามจุรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนยาว ความสูงประมาณ 15-25 เมตร จุดเด่นคือ ทรงพุ่มแผ่กว้างคล้ายรูปร่ม ขนาดใหญ่ปกคลุมพื้นที่ได้กว้างขวาง เปลือกต้นสีดำเทา ขรุขระและแตกล่อนเป็นแผ่น ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ผิวใบด้านบนเรียบด้านล่างมีขนละเอียด ใบจะหุบเข้าหากันในตอนเย็นหรือเมื่อฝนจะตก (เป็นที่มาของชื่อ Rain Tree) ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะเป็นพู่สีชมพูอ่อนถึงชมพูเข้ม ปลายเกสรสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผล เป็นฝักหนา รูปขอบขนานสีน้ำตาลดำ ผิวเรียบ ภายในมีเนื้อสีน้ำตาลรสหวานและมีเมล็ดรูปรีสีน้ำตาลจำนวนมาก
การใช้ประโยชน์ : จามจุรีเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศสูง ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นไม้ให้ร่มเงาที่ยอดเยี่ยมที่สุดชนิดหนึ่ง ช่วยดักจับฝุ่นละอองและให้ความเย็นชุ่มชื้นแก่พื้นที่ ใบที่หลุดร่วงสะสมเป็นปุ๋ยชั้นดีเนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูง (นิยมนำมาทำ "ดินใบก้ามปู") ด้านงานช่าง เนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม สีน้ำตาลเข้มสลับขาว เนื้ออ่อนแต่เหนียวและขัดเงาได้ง่าย นิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก ตุ๊กตาไม้ และเครื่องใช้ในครัวเรือน ด้านสมุนไพร ใบใช้ต้มดื่มเป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปวดท้อง เมล็ดช่วยแก้โรคผิวหนังและแก้กลากเกลื้อน เปลือกต้นใช้ต้มน้ำชะล้างบาดแผลเพื่อลดการอักเสบ ด้านสัญลักษณ์ จามจุรีเป็นต้นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เนื่องจากทรงพุ่มที่ให้ร่มเงาอย่างกว้างขวาง