{ NATIVE SPECIES }
{ NATIVE SPECIES }
พลูด่าง
Description
Vernacular name: Devil's ivy, Gold Hunter"s Rolae
ลำต้นเป็นพืชคลุมดินรอเลื้อย ลำต้นเป็นแบบไหลและยาวได้ถึง 12 เมตร รากเป็นรากฝอยสีน้ำตาลคล้ายเส้นด้าย แตกออกจากข้อของลำต้นและยึดแน่นกับวัสดุยึดเกาะ
ใบเป็นใบเดี่ยวมีการเรียงตัวแบบเวียน (alternate) ยาว 10 เซนติเมตร ใบแก่หรือใบที่อยู่สูงที่สุดในกรณีเป็นลำต้นเลื้อยยาวได้ถึง 70 เซนติเมตร และมีการฉีกขาดตามแนวเส้นใบ ใบมีสีเขียวเข้มหรือเขียวอ่อนและมักมีจุดหรือแถบด่างสีเหลืองถึงขาวกระจายตัวไม่เป็นระเบียบ, ผิวใบเรียบคล้ายหนัง (leathery) และมีความมันคล้ายขี้ผึ้งเคลือบในใบอ่อน ใบมีก้านใบแผ่ออกเล็กน้อย ภาคตัดใบเห็น adaxial crest พบใบประเภท cataphyll ห่อรอบข้อใบที่มีใบหรือดอกแตกออกมา โคนใบรูปใบรูปหัวใจ (cordate) ปลายใบแหลม (acute) ขอบใบเรียบ (entire) เส้นใบร่างแหขนานแบบร่างแห (reticulately parallel)
ดอกเป็นดอกช่อชนิด spadix ซึ่งมีใบประดับขนาดใหญ่โอบล้อมแกนกลางช่อดอก ด้านในใบประดับสีขาว ด้านนอกสีเขียว ปลายใบประดับแบบแหลมแข็ง (pungent) ดอกย่อยเรียงตัวอย่างหนาแน่นบนแกนของช่อดอก โดยดอกย่อยเพศผู้จะแทรกตามร่องดอกย่อยเพศเมียซึ่งรูปร่างหลายเหลี่ยม (polygonal) ดอกย่อยเพศเมียมีสีครีม โดยมียอดเกสรเพศเมียสีดำเป็นขีดยาวในทิศจากโคนของช่อดอกไปยังปลายของช่อดอก ไม่มีก้านชูเกสรเพศเมีย
ผลฉ่ำน้ำแบบเบอร์รี เมื่อสุกมีสีส้มถึงแดง
หมายเหตุ Hung et al. (2016) ระบุว่า ดอกไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เนื่องจากการทำงานของฮอร์โมน Gibberellin น้อยมาก ทำให้โปรตีน LFY ไม่สามารถกระตุ้นให้ยีน AP1 ซึ่งเป็นตัวควบคุมการพัฒนาขอดอกให้ทำงานตามปกติ
หมายเหตุ การรับประทานเนื้อเยื่อของพลูด่างอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ปาก และทางเดินอาหาร นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดอาการคัน และผื่นได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง
Gallery
ช่อดอกของพลูด่าง (ภาพประกอบจาก Hung et al. (2016)) (ซ้าย), ใบที่ไม่มีการฉีก แสดงลักษณะใบที่เลื้อยตามพ้นหรือเป็นช่วงล่างของการเลื้อยบนไม้นต้น (กลาง), ใบที่มีการฉีกขาดและมีขขนาดใหญ่กว่าภาพกลาง แสดงลักษณะใบที่อยู่บนไม้ต้นช่วงบน (ขวา)
Reference & Credit
รวบรวมคำอธิบายและถ่ายภาพโดย นายติณณภัชน์ ศรีเพ็ง
ตรวจสอบ และพิสูจน์อักษรโดย นายธีร์ธวัช อาวพิทักษ์