ในวงการ การประเมินมวลชีวภาพ (biomass) และคาร์บอนเครดิต
คุณจะได้ยินคำว่า สมการ Allometry ซึ่งจะเปลี่ยนค่าความโต ความสูงของต้นไม้ที่วัดได้ในภาคสนามให้เป็นค่า "มวลชีวภาพ" หรือ "การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้" ได้อย่างง่ายดาย
จริงๆ แล้ว "มวลชีวภาพ" และ "การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้" วัดตรง ๆ ยาก ต้องตัดต้นไม้ เสียเวลาและงบประมาณมาก ดังนั้น สมการ Allometry จึงเป็นวิธีการประมาณค่าแบบทางอ้อมที่นิยมและได้รับการยอมรับ
การสร้างสมการ Allometry โดยทั่วไปจะเลือกต้นไม้ที่มีขนาดหลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมช่วง DBH (เส้นผ่านศูนย์กลางของต้นไม้ที่ระดับอก) ที่พบจริงในพื้นที่ จากนั้นวัด DBH และความสูง (H) ของต้นไม้ที่ถูกเลือก แล้วตัดต้นไม้ แยกส่วนลำต้น กิ่ง ใบมาชั่งน้ำหนัก
หลังจากนั้นจะนำตัวอย่างบางส่วนไปอบแห้งเพื่อหาน้ำหนักแห้งจริง (dry biomass) เนื่องจาก biomass โดยทั่วไปหมายถึงน้ำหนักแห้งของชีวมวล ไม่ใช่น้ำหนักสด
เมื่อนำข้อมูล DBH ความสูง และ biomass จริง มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสถิติ ก็จะได้สมการ Allometry สำหรับใช้ประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้จากตัวแปรที่วัดได้ง่ายในภาคสนาม
จะเห็นว่าการสร้างสมการทำได้ไม่ง่าย แถมต้องตัดต้นไม้อีก จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงยังใช้สมการที่สร้างมาเมื่อ 40-60 ปีก่อน เช่น
สมการ Ogawa et al. (1965) สำหรับกลุ่มพรรณไม้ทั่วไป สำหรับป่าดิบชื้น สำหรับป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ
Komiyama et al. (1987) สำหรับกลุ่มพรรณไม้ป่าชายเลน
Tsutsumi et al. (1983) สำหรับป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา เป็นต้น
เพราะหลังการยกเลิกสัมปทานป่าไม้และการปิดป่าธรรมชาติของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) การตัดต้นไม้ในป่าธรรมชาติเพื่อการวิจัยทำได้ยากขึ้นมาก รวมถึงการตัดล้มต้นไม้เพื่อสร้างสมการ allometry แบบดั้งเดิม (destructive sampling) เนื่องจากต้องมีการขออนุญาตและมีข้อจำกัดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
แล้วเราใช้สมการโบราณแบบนี้กับป่าปัจจุบันได้ไหม ตรงนี้ขอให้คิดตาม
1 ต้นไม้ปัจจุบันเหมือนหรือคล้ายในอดีตหรือป่าว ต้นไม้ที่คุณ Ogawa ใช้สร้างสมการมีต้นอะไรบ้าง ช่วงชั้นความโตเท่าไหร่ หลายคนอาจจะไม่ทราบ
2 แม้ว่าสมการ allometry ที่ใช้จะถูกพัฒนามาเป็นเวลานาน และอาจไม่สะท้อนลักษณะของป่าในปัจจุบันได้ทั้งหมด แต่การใช้สมการเดียวกันในการประมาณ biomass ทั้งสองช่วงเวลา ช่วยให้เกิดความสอดคล้องในการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ โดยสมมติว่าค่าคลาดเคลื่อนเชิงระบบของสมการมีลักษณะใกล้เคียงกันในทั้งสองช่วงเวลา จึงช่วยสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างป่าได้ในระดับหนึ่ง
การสร้างสมการ allometry ในปีปัจจุบันสามารถทำได้โดยไม่ต้องตัดต้นไม้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง LiDAR.
ผู้เขียน: ผศ.ดร.ลัดดาวรรณ เหรียญตระกูล ภาควิชาวิศวกรรมป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (10 May 2026)