สวัสดี
ยินดีต้อนรับ ... สู่ระบบแห่งความสำเร็จในการดำเนินวิถีชีวิต
เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ โดย กฤษฏ์ อริยะธิติ โปรแกรมเมอร์ จิตวิญญาณ
จะได้รับประโยชน์ทั้งความรู้ และวิธีการปฏิบัติ เพื่อจะเข้าสู่หนทางแห่งการรู้แจ้งในกลไกของร่างกาย ชีวิต จิตวิญญาณ โลก และจักรวาล รวมทั้งสามารถที่จะนำไปใช้ในการสร้างความสำเร็จในอาชีพการงาน และการดำรงชีวิต รวมทั้งสุขภาพ การให้มีอายุที่ยืนยาว มีความสุข มีสันติ และมีจุดหมายปลายทางแห่งจิตวิญญาณ คือ การลิขิตชะตาชีวิตของตนให้เป็นไปตามความต้องการได้ จะเปิดเผยกลไกแห่งความลับของสมอง หัวใจ ลำไส้ และจิตวิญญาณ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับโลก และจักรวาล รวมทั้งวิชาจิตศาสตร์ วิญญาณศาสตร์ สัญลักษณ์ศาสตร์ รหัสวิทยา ญาณวิทยา การเปิดพลังชีวิตสำรอง การเชื่อมต่อจิตไร้สำนึก และการปลดล็อคพลังแห่งจิตใต้สำนึก การเชื่อมต่อกับอำนาจของจิตเหนือสำนึก เปิดเผยกลไกจิตวิญญาณแห่งความสำเร็จ และ ล้มเหลวของชีวิตว่าเป็นเพราะเหตุใด ศาสตร์ที่ว่าด้วยกฎแห่งการย้อนกลับ การเชื่อมต่อชีวิตเข้ากับพลังของดวงดาวประจำ วันเกิด การหลอมรวมพลังชีวิตจิตวิญญาณเข้ากับพลังแห่งธรรมชาติ การถอดถอนข้อมูลในยีนส์ทางพันธุกรรม การสร้างนิเวศวิทยาแห่งจิตวิญญาณเข้ากับความมั่งคั่งร่ำรวย การติดตั้งโปรแกรมทางจิตวิญญาณ การสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยด้วยพลังแห่งรัก การจับคู่ทางวิญญาณ หรือ Soul mate
สภาวะจิตของอริยวิญญาณ
นี่คือหัวข้อสภาวะจิตและการเข้าถึงสัจธรรมจำนวน 500 หัวข้อ ที่ร้อยเรียงตามแนวคิดทางจิตวิญญาณ การปล่อยวาง การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และการเข้าถึงบรมธรรม
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความเงียบสงบ ก็ลืมความทะเยอทะยานในลาภยศ
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิด ก็ลืมความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ ก็ลืมความแข็งกระด้างและทิฐิทั้งปวง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับเปลวไฟ ก็ลืมความเหน็บหนาวของความโดดเดี่ยว
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับผืนแผ่นดิน ก็ลืมความหวั่นไหวต่อคำนินทาและสรรเสริญ
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม ก็ลืมการยึดติดในถิ่นฐานและที่อยู่อาศัย
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความกตัญญู ก็ลืมความตระหนี่ถี่เหนียวในดวงใจ
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความให้อภัย ก็ลืมความเคียดแค้นพยาบาทในอดีต
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความบริสุทธิ์ ก็ลืมความเศร้าหมองของกิเลส
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับปัจจุบันขณะ ก็ลืมความอาลัยอาวรณ์และผูกพันในอดีตกาล
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับอนาคตอันไร้รูปทรง ก็ลืมความวิตกกังวลและความคาดหวัง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความอ่อนโยน ก็ลืมความก้าวร้าวและการเอาชนะ
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความซื่อตรง ก็ลืมกลอุบายและการคดโกง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความสันโดษ ก็ลืมความอยากมีอยากเป็นในโลกีย์
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความไม่มี ก็ลืมความสูญเสียและความขาดแคลน
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความพอดี ก็ลืมความโลภอันไร้ขอบเขต
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความจริงแท้ ก็ลืมภาพลวงตาของเกียรติยศ
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความเมตตาอันไร้ประมาณ ก็ลืมขอบเขตของเผ่าพันธุ์และชนชั้น
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความปิติภายใน ก็ลืมการแสวงหาความสุขจากภายนอก
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความไร้ตัวตน ก็ลืมความทะนงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น
เมื่อจิตตื่นรู้ในธรรมะอันไร้อักษร ก็ลืมความจำเป็นของคัมภีร์ทั้งปวง
เมื่อจิตเข้าใจในกฎแห่งอนิจจัง ก็ลืมความโศกเศร้าจากการพลัดพราก
เมื่อจิตหยั่งรู้ในความเปราะบางของสังขาร ก็ลืมความหลงใหลในรูปโฉม
เมื่อจิตสว่างไสวด้วยแสงแห่งปัญญา ก็ลืมความมืดบอดของอคติทั้งสี่
เมื่อจิตบรรลุถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ก็ลืมความเร่าร้อนของไฟกิเลส
เมื่อจิตประจักษ์แจ้งในสุญญตา ก็ลืมความมีอยู่ของตัวกูของกู
เมื่อจิตหลุดพ้นจากบ่วงแห่งกรรม ก็ลืมความผูกพันในวัฏสงสาร
เมื่อจิตตั้งมั่นในฌานอันหยั่งลึก ก็ลืมผัสสะทั้งห้าที่เข้ามากระทบ
เมื่อจิตเข้าถึงมิติตรงกลาง ก็ลืมความสุดโต่งแห่งการตัดสินผิดถูก
เมื่อจิตรับรู้ถึงกระแสแห่งธรรมจักร ก็ลืมความพยายามที่จะควบคุมโชคชะตา
เมื่อจิตเป็นอิสระจากกรอบแห่งเวลา ก็ลืมความรีบร้อนและเนิ่นช้า
เมื่อจิตค้นพบขุมทรัพย์ภายใน ก็ลืมความยากจนคลาดแคลนทางวิญญาณ
เมื่อจิตถอดถอนอุปาทานได้สิ้น ก็ลืมความเจ็บปวดที่เกิดจากการยึดมั่น
เมื่อจิตมองเห็นความลวงของความฝัน ก็ลืมความจริงจังในละครชีวิต
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับมหากรุณา ก็ลืมความเห็นแก่ตัวอันคับแคบ
เมื่อจิตสลายความอยากจนหมดสิ้น ก็ลืมความทุกข์ทรมานของการดิ้นรน
เมื่อจิตบรรลุถึงความสงบนิ่งอันเป็นบรมสุข ก็ลืมความตื่นเต้นเร้าใจของโลกีย์
เมื่อจิตข้ามพ้นห้วงมหาสมุทรแห่งอวิชชา ก็ลืมภัยพาลแห่งความหลงผิด
เมื่อจิตตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็ลืมความเพลิดเพลินอันไร้สาระ
เมื่อจิตเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ ก็ลืมสัญชาตญาณแห่งสัตว์ป่าทั้งปวง
เมื่อจิตหลอมรวมกับความกว้างใหญ่ของท้องฟ้า ก็ลืมความคับแคบของห้องสี่เหลี่ยม
เมื่อจิตเต้นคร่อมจังหวะเดียวกับจักรวาล ก็ลืมความแปลกแยกและโดดเดี่ยว
เมื่อจิตซึมซับความเงียบของขุนเขา ก็ลืมเสียงอื้ออึงของสังคมเมือง
เมื่อจิตรับรู้ถึงพลังแห่งดวงดารา ก็ลืมความสำคัญตัวผิดของมนุษย์
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับแสงอรุณ ก็ลืมความเหนื่อยล้าของค่ำคืนที่ผ่านมา
เมื่อจิตล่องลอยไปกับหมู่เมฆ ก็ลืมพันธนาการแห่งกฎเกณฑ์ที่มนุษย์สร้าง
เมื่อจิตงอกงามดังเช่นพันธุ์ไม้ ก็ลืมความเร่งรีบในการผลิดอกออกผล
เมื่อจิตลึกล้ำดังเช่นห้วงเหว ก็ลืมความฉาบฉวยของคำเยินยอ
เมื่อจิตใสกระจ่างดังเช่นแก้วมณี ก็ลืมรอยแปดเปื้อนของโลกวัฏฏะ
เมื่อจิตโอบรับทุกสรรพสิ่งไว้ภายใน ก็ลืมความขัดแย้งระหว่างมิตรและศัตรู
เมื่อจิตเข้าถึงภาษาแห่งความเงียบ ก็ลืมถ้อยคำอันสับสนของมนุษย์
เมื่อจิตเคลื่อนไหวตามวิถีแห่งเต๋า ก็ลืมความพยายามที่ฝืนธรรมชาติ
เมื่อจิตหยุดนิ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของพายุ ก็ลืมความปั่นป่วนรอบกาย
เมื่อจิตเรียนรู้จากความร่วงโรยของใบไม้ ก็ลืมความเสียดายในความหนุ่มสาว
เมื่อจิตเข้าใจในเสียงของสายฝน ก็ลืมความอ้างว้างของดวงใจ
เมื่อจิตเปิดรับพลังงานแห่งชีวิต ก็ลืมความอ่อนแอและท้อแท้
เมื่อจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอนันตภาพ ก็ลืมขอบเขตของกายหยาบ
เมื่อจิตโบยบินด้วยปีกแห่งศรัทธา ก็ลืมความหน่วงเหนี่ยวของแรงดึงดูดโลก
เมื่อจิตมองเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ก็ลืมการแบ่งแยกเธอแบ่งแยกฉัน
เมื่อจิตสยบยอมต่อสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ก็ลืมความอวดดีในความรู้ของตน
เมื่อจิตอิ่มเอมในรสพระธรรม ก็ลืมความหิวกระหายในรสชาติทางโลก
เมื่อจิตประจักษ์ในความว่างเปล่าของลาภยศ ก็ลืมความโลภในทรัพย์สินเงินทอง
เมื่อจิตครองตนอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความระแวงกลัวต่อบาปกรรม
เมื่อจิตเพ่งพินิจในความตายอยู่เนืองนิตย์ ก็ลืมความทะยานอยากอันไร้สาระ
เมื่อจิตค้นพบประทีปดวงใน ก็ลืมการแสวงหาแสงสว่างจากภายนอก
เมื่อจิตรักษาตาหูจมูกลิ้นกายใจไว้มั่น ก็ลืมความยั่วยวนของกามคุณ
เมื่อจิตอยู่อย่างผู้ไร้ร่องรอย ก็ลืมความต้องการที่จะมีชื่อเสียงจารึกไว้
เมื่อจิตพอใจในความเรียบง่าย ก็ลืมความซับซ้อนของเครื่องอุปโภคบริโภค
เมื่อจิตให้อิสระแก่ความคิด ก็ลืมกรงขังแห่งความเชื่อเดิมๆ
เมื่อจิตเผาผลาญอาสวกิเลสด้วยตบะ ก็ลืมความสะดวกสบายอันเกียจคร้าน
เมื่อจิตดำรงอยู่ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ก็ลืมการเสแสร้งเพื่อเอาใจผู้อื่น
เมื่อจิตตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วคราว ก็ลืมความจำเป็นของข้อมูลข่าวสาร
เมื่อจิตเบิกบานในธรรมวิเวก ก็ลืมความเหงาของการอยู่ลำพัง
เมื่อจิตวางเฉยต่อโลกธรรมทั้งแปด ก็ลืมความหวั่นไหวในคำสรรเสริญนินทา
เมื่อจิตเข้าสู่กระแสแห่งอริยมรรค ก็ลืมเส้นทางอันคดเคี้ยวของปุถุชน
เมื่อจิตตระหนักถึงคุณค่าของทุกลมหายใจ ก็ลืมความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
เมื่อจิตสละสิ้นซึ่งความครอบครอง ก็ลืมความหวงแหนและหึงหวง
เมื่อจิตตั้งมั่นในความดีงามอันเป็นสากล ก็ลืมความจำกัดของลัทธิศาสนา
เมื่อจิตมองเห็นทุกข์เป็นครู ก็ลืมความเกลียดชังต่ออุปสรรคชีวิต
เมื่อจิตสว่างโพลงด้วยสมาธิภาวนา ก็ลืมความมืดมนของหนทางชีวิต
เมื่อจิตวิญญาณสลายตัวตนเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ก็ลืมความจำกัดของบุคคล
เมื่อจิตได้สดับสุรเสียงแห่งความเงียบอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ลืมเสียงสวดอ้อนวอนทั้งปวง
เมื่อจิตยอมรับในเทวโองการแห่งธรรมจักร ก็ลืมความดิ้นรนเพื่อแก้ไขอดีต
เมื่อจิตชำระล้างด้วยน้ำทิพย์แห่งปัญญาญาณ ก็ลืมรอยแผลแห่งกรรมเก่า
เมื่อจิตสถิตอยู่ในวิหารแห่งดวงใจ ก็ลืมความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งก่อสร้างภายนอก
เมื่อจิตหลอมรวมเป็นหนึ่งกับแสงสว่างต้นกำเนิด ก็ลืมความแตกต่างของเงา
เมื่อจิตรับรู้ถึงอานุภาพแห่งความรักที่สร้างโลก ก็ลืมความเกลียดชังที่สลายทำลาย
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้างและสรรพสิ่ง ก็ลืมความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว
เมื่อจิตก้าวข้ามผ่านทวิภาวะ (ขาว-ดำ) ก็ลืมความขัดแย้งของขั้วตรงข้าม
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสัจจะอันสูงสุด ก็ลืมสมมติบัญญัติของโลกมนุษย์
เมื่อจิตได้รับพลังแห่งการเยียวยาจากจักรวาล ก็ลืมความเจ็บปวดทางกายและใจ
เมื่อจิตเป็นอิสระจากความกลัวทั้งปวง ก็ลืมเกราะกำบังที่เคยสร้างขึ้น
เมื่อจิตจุติใหม่ในแดนแห่งความพ้นทุกข์ ก็ลืมความทรมานในอดีตชาติ
เมื่อจิตเป็นผู้ดูมิใช่ผู้แสดง ก็ลืมความอินในบทบาทของชีวิต
เมื่อจิตมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ก็ลืมความพยายามที่จะไขว่คว้าหาความไร้ที่ติ
เมื่อจิตตระหนักว่าทุกสิ่งคือภาพมายา ก็ลืมความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งของ
เมื่อจิตพึงพอใจในความไร้รูปร่าง ก็ลืมความงดงามของประติมากรรม
เมื่อจิตไหลลื่นไปกับกระแสแห่งธรรมริเริ่ม ก็ลืมแผนการและความทะยานอยาก
เมื่อจิตให้อิสระแก่ดวงวิญญาณดวงอื่น ก็ลืมความต้องการที่จะครอบครองใคร
และเมื่อจิตวิญญาณกลับคืนสู่ต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง ภาวะแห่งอมตธรรมจึงปรากฏ และครองความเป็นหนึ่งเดียวกับความไม่มีและ ความมีอยู่ชั่วนิรันดร์
เมื่อจิตมองเห็นความว่างในความวุ่นวาย ก็ลืมความปรารถนาที่จะหนีออกจากโลก
เมื่อจิตข้ามพ้นกระแสแห่งสมมติบัญญัติ ก็ลืมความขัดแย้งของถ้อยคำภาษา
เมื่อจิตประจักษ์ในความไร้แก่นสารของเงา ก็ลืมความหลงใหลในวัตถุธาตุ
เมื่อจิตหยั่งถึงความจริงเบื้องหลังโรงละครแห่งชีวิต ก็ลืมความอินในบทบาทคนดีและคนเลว
เมื่อจิตสว่างโพลงในท่ามกลางความมืด ก็ลืมความต้องการตะเกียงและประทีปภายนอก
เมื่อจิตตระหนักว่ากายนี้คือยืมโลกมา ก็ลืมความหวงแหนในการครอบครองสังขาร
เมื่อจิตเข้าใจกฎแห่งเหตุและผลอย่างถ่องแท้ ก็ลืมการตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา
เมื่อจิตลอกเปลือกแห่งหัวโขนออกจนหมดสิ้น ก็ลืมความกระหายในยศถาบรรดาศักดิ์
เมื่อจิตมองเห็นความสอดประสานของดวงดาว ก็ลืมความบังเอิญทั้งปวงในโลก
เมื่อจิตเข้าถึงมิติแห่งความไร้เวลา ก็ลืมความแก่ชราและความเสื่อมถอยของวัย
เมื่อจิตตื่นจากความฝันอันยาวนานของสังสารวัฏ ก็ลืมความจริงจำลองในโลกมายา
เมื่อจิตปล่อยวางความกระหายในความรู้ ก็ลืมความอวดดีของนักปราชญ์
เมื่อจิตยอมรับความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ก็ลืมความพยายามที่จะฉุดรั้งสิ่งใดไว้
เมื่อจิตมองเห็นเนื้อแท้ของความทุกข์ ก็ลืมความเกลียดชังต่อความยากลำบาก
เมื่อจิตสลายภาพจำของอดีตชาติ ก็ลืมความผูกเวรและแรงพยาบาททั้งสิ้น
เมื่อจิตก้าวข้ามความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ก็ลืมความผันผวนของอารมณ์
เมื่อจิตพบความสว่างในจิตเดิมแท้ ก็ลืมความมืดบอดที่สะสมมานับอสงไขย
เมื่อจิตเป็นอิสระจากความคาดหวังของผู้อื่น ก็ลืมกรงขังของคำสรรเสริญ
เมื่อจิตมองเห็นความเชื่อมโยงของทุกชีวิต ก็ลืมการเบียดเบียนและทำลายล้าง
เมื่อจิตสถิตอยู่ในความจริงแท้อันไม่ตาย ก็ลืมความโศกเศร้าในพิธีกรรมงานศพ
เมื่อจิตยินดีในความขัดสนภายนอก ก็ลืมความทะยานอยากในความหรูหรา
เมื่อจิตอบรมตนด้วยความอดทนอันยิ่งยวด ก็ลืมความหงุดหงิดต่อสิ่งเร้าใจ
เมื่อจิตถือเอาความเงียบเป็นมิตรแท้ ก็ลืมความจำเป็นของคำพูดสอพลอ
เมื่อจิตบริสุทธิ์ด้วยศีลสังวรชั้นเลิศ ก็ลืมความระแวงกลัวต่อวิบากกรรมอนาคต
เมื่อจิตแผ่เมตตาไปโดยไม่มีประมาณ ก็ลืมขอบเขตระหว่างมิตรและศัตรูผู้คิดร้าย
เมื่อจิตเพ่งพินิจความเสื่อมสลายของธาตุสี่ ก็ลืมความลุ่มหลงในเนื้อหนังมังสา
เมื่อจิตตัดขาดความกังวลในลาภสักการะ ก็ลืมการประจบสอพลอเพื่อผลประโยชน์
เมื่อจิตตั้งมั่นในอุเบกขาอันลึกล้ำ ก็ลืมความยินดียินร้ายในคำนินทา
เมื่อจิตใช้สติเป็นประตูกลั่นกรอง ก็ลืมความฟุ้งซ่านรำคาญใจในสิ่งรอบข้าง
เมื่อจิตสละความเห็นแก่ตัวชิ้นสุดท้าย ก็ลืมความตระหนี่ถี่เหนียวในสายเลือด
เมื่อจิตจดจ่ออยู่กับความไม่เกิดไม่ดับ ก็ลืมจังหวะเวลาของโลกสมมติ
เมื่อจิตดื่มด่ำในความสงบชั่วครู่ ก็ลืมความเร่งรีบของการแข่งขันในสังคม
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวในสมาธิ ก็ลืมความหิวและความกระหายทางกาย
เมื่อจิตถือเอาธรรมะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็ลืมความปรารถนาในเครื่องประดับราคาแพง
เมื่อจิตมองเห็นความผิดพลาดของตนเอง ก็ลืมการจับผิดและเพ่งโทษผู้อื่น
เมื่อจิตสยบความดื้อรั้นด้วยความอ่อนน้อม ก็ลืมความยะโสโอหังในความรู้
เมื่อจิตเบิกบานในที่สงัด ก็ลืมความอ้างว้างของเรือนกายที่โดดเดี่ยว
เมื่อจิตสละความปรารถนาที่จะเป็นผู้ชนะ ก็ลืมความขมขื่นของการเป็นผู้แพ้
เมื่อจิตหลอมรวมอยู่ในกระแสแห่งคำสอน ก็ลืมความดื้อดึงทางความคิด
เมื่อจิตหยั่งลึกในพระพุทธคุณ ก็ลืมความพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก
เมื่อจิตกว้างใหญ่ดังผืนมหาสมุทร ก็ลืมความคับแคบของแม่น้ำสายเล็กๆ
เมื่อจิตสงบนิ่งดังขุนเขาพระสุเมรุ ก็ลืมความสั่นไหวของแรงลมแห่งคำวิจารณ์
เมื่อจิตโปร่งเบาดังปุยเมฆบนท้องฟ้า ก็ลืมน้ำหนักของความทุกข์ที่แบกไว้
เมื่อจิตไหลลื่นดังสายน้ำไหล ก็ลืมความพยายามที่จะยึดเกาะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อจิตอบอุ่นดังแสงสุริยา ก็ลืมความเหน็บหนาวของความโดดเดี่ยวอ้างว้าง
เมื่อจิตเย็นเยียบดังแสงจันทรา ก็ลืมความเร่าร้อนของไฟแห่งโทสะ
เมื่อจิตมั่นคงดังผืนพสุธา ก็ลืมความหวาดหวั่นต่อแผ่นดินไหวแห่งชีวิต
เมื่อจิตพัดผ่านดังสายลมอิสระ ก็ลืมอาณาเขตและพรมแดนของประเทศ
เมื่อจิตงอกงามดังเมล็ดพันธุ์ในป่าลึก ก็ลืมความต้องการคำชมเชยจากผู้คน
เมื่อจิตร่วงโรยดังใบไม้แห้ง ก็ลืมความเสียดายในชื่อเสียงที่เคยรุ่งเรือง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงฟ้าร้อง ก็ลืมความตื่นตระหนกตกใจกลัว
เมื่อจิตสลายตัวในความว่างของอวกาศ ก็ลืมขนาดและรูปร่างของตนเอง
เมื่อจิตรับรู้จังหวะของธรรมชาติ ก็ลืมแผนการอันซับซ้อนที่วางไว้
เมื่อจิตอ่อนโยนดังหยาดน้ำค้าง ก็ลืมความแข็งกระด้างของอคติ
เมื่อจิตลึกล้ำดังท้องทะเลลึก ก็ลืมความฉาบฉวยของคลื่นลมบนผิวน้ำ
เมื่อจิตแผ่ไพศาลโอบอุ้มทุกชีวิต ก็ลืมความแบ่งแยกทางเผ่าพันธุ์และศาสนา
เมื่อจิตเคลื่อนไหวตามวิถีแห่งฤดูกาล ก็ลืมความโหยหาในความคงที่
เมื่อจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอนันตจักรวาล ก็ลืมความสลายของสิ่งย่อยๆ
เมื่อจิตมองเห็นธรรมในก้อนหินและต้นไม้ ก็ลืมความจำเป็นของห้องเรียน
เมื่อจิตสยบยอมต่อกฎแห่งธรรมชาติ ก็ลืมความอวดดีในการเอาชนะฟ้าดิน
เมื่อจิตเปี่ยมด้วยมหากรุณาเพื่อผู้อื่น ก็ลืมความสุขส่วนตนชั่วนิรันดร์
เมื่อจิตมีปณิธานจะรื้อขนสัตว์โลก ก็ลืมความเหน็ดเหนื่อยในวัฏสงสาร
เมื่อจิตถือเอาความทุกข์ของผู้อื่นเป็นของตน ก็ลืมความเจ็บปวดส่วนตัว
เมื่อจิตยินดีในการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ก็ลืมความเสียดายในทรัพย์และชีวิต
เมื่อจิตมองเห็นโพธิปัญญาในทุกผู้คน ก็ลืมความเหยียดหยามและดูแคลน
เมื่อจิตอุทิศเนื้อและเลือดเป็นทาน ก็ลืมความหวงแหนในอวัยวะ
เมื่อจิตรองรับความทุกข์แทนสรรพชีวิต ก็ลืมความปรารถนาในแดนสวรรค์
เมื่อจิตก้าวเดินบนหนทางแห่งพระโพธิญาณ ก็ลืมความเร่งรีบเพื่อเอาตัวรอด
เมื่อจิตเป็นประดุจสะพานให้คนข้าม ก็ลืมความเจ็บปวดจากการถูกเหยียบย่ำ
เมื่อจิตเป็นประดุจเรือใหญ่ในมหาสมุทร ก็ลืมความน่ากลัวของพายุร้าย
เมื่อจิตให้อภัยแก่ผู้ที่ทำร้ายตนอย่างที่สุด ก็ลืมบัญชีแค้นในหัวใจ
เมื่อจิตมีดวงตาแห่งความเมตตาอันเป็นสากล ก็ลืมการแบ่งแยกคนดีและคนเลว
เมื่อจิตอิ่มเอมในการเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์ ก็ลืมความโหยหาในคำขอบคุณ
เมื่อจิตดำรงอยู่ในโพธิจิตอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความท้อถอยต่ออุปสรรคทั้งปวง
เมื่อจิตยอมเป็นตะเกียงหลอมละลายตัวเอง ก็ลืมความสุขจากความคงอยู่
เมื่อจิตโอบรับความมืดมนของโลกไว้ ก็ลืมความต้องการแสงสว่างส่วนตัว
เมื่อจิตสถาปนาแดนพุทธภูมิในดวงใจ ก็ลืมความงดงามของแดนสวรรค์ชั้นฟ้า
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงครางของสรรพสัตว์ ก็ลืมเสียงเพลงอันไพเราะ
เมื่อจิตตั้งมั่นในปารมิตาทั้งสิบประการ ก็ลืมความยั่วยวนของทางลัด
เมื่อจิตบรรลุถึงความไม่ถอยกลับ ก็ลืมความกลัวต่อการตกต่ำในอบายภูมิ
เมื่อจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า ก็ลืมความหมายของคำว่า "ตัวฉัน"
เมื่อจิตสลายเข้าสู่ต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง ก็ลืมร่องรอยของการเดินทาง
เมื่อจิตรู้แจ้งว่าไม่มีสภาวะใดแยกขาดจากบรมธรรม ก็ลืมความรู้สึกโดดเดี่ยว
เมื่อจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ ก็ลืมความอ่อนแอของกายเนื้อ
เมื่อจิตดื่มด่ำในรสแห่งอมตธรรม ก็ลืมรสชาติอันหอมหวานของโลกีย์
เมื่อจิตเป็นแสงสว่างในตัวเอง ก็ลืมการแสวงหาการยอมรับจากภายนอก
เมื่อจิตคือความว่างอันไพศาล ก็ลืมการมีอยู่ของขอบเขตและมิติ
เมื่อจิตคือความมีอยู่ของทุกสรรพสิ่ง ก็ลืมความขาดแคลนและการสูญเสีย
เมื่อจิตควบคุมสรรพสิ่งจากความเงียบภายใน ก็ลืมความจำเป็นของอำนาจและการบังคับ
เมื่อจิตให้อิสระแก่ทุกสรรพชีวิต ก็ลืมความปรารถนาที่จะครอบครองและควบคุม
เมื่อจิตตระหนักว่าดวงอาทิตย์คือดวงตาของตน ก็ลืมความมืดมิดของราตรี
เมื่อจิตรู้ว่าความว่างคือวิญญาณของพระองค์ ก็ลืมความกลัวต่อความสูญสิ้น
เมื่อจิตรู้ว่ารูปกายทั้งหลายคือพระวรกาย ก็ลืมความรังเกียจในความอัปลักษณ์
เมื่อจิตสถิตอยู่ในใจกลางของความไม่เกิดไม่ดับ ก็ลืมความวุ่นวายของการเวียนว่าย
เมื่อจิตเข้าถึงมหากรุณาอันเป็นเนื้อแท้ของจักรวาล ก็ลืมความโกรธแค้นทั้งปวง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับปัญญาญาณอันไร้ขอบเขต ก็ลืมความไม่รู้และอวิชชา
เมื่อจิตละลายมโนธรรมจำลองของมนุษย์ ก็ลืมกฎเกณฑ์ที่สร้างจากความกลัว
เมื่อจิตเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงไว้ และผู้ทำลายในคราวเดียว ก็ลืมความยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อจิตวิญญาณสุกสว่างด้วยรัศมีแห่งธรรมอันเป็นนิรันดร์ ก็ลืมความดับสูญของดวงดาว
และเมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสุญญตาและมหาจักรวาลอย่างสมบูรณ์ สภาวะแห่งอริยวิญญาณจึงก้าวข้ามทุกนามและรูป ดำรงอยู่เป็นความรัก ความเบิกบาน และสัจธรรมอันเที่ยงแท้ชั่วนิรันดร์กาล
เมื่อจิตหยั่งรู้รหัสแห่งกรรมที่ถักทอจักรวาล ก็ลืมความคับแค้นใจในโชคชะตา
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในวินาทีแห่งความหยุดนิ่ง ก็ลืมความเร่งรีบของเข็มนาฬิกา
เมื่อจิตข้ามพ้นมิติแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ลืมความกังวลในริ้วรอยแห่งวัย
เมื่อจิตมองเห็นโลกเป็นเพียงอนุภาคที่สั่นสะเทือน ก็ลืมความหนาแน่นของวัตถุธาตุ
เมื่อจิตสถิตอยู่ในความจำอันไร้กาลเวลา ก็ลืมเรื่องราวอันสับสนในสมุดบันทึก
เมื่อจิตเปิดดวงตาที่สามอันทรงปัญญา ก็ลืมภาพลวงตาที่ตาเนื้อเคยมองเห็น
เมื่อจิตหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความฝัน ก็ลืมความตื่นตระหนกจากฝันร้าย
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับแสงสว่างเหนือแสงสว่าง ก็ลืมความกลัวต่อหลุมดำอันมืดมิด
เมื่อจิตรับรู้ถึงเสียงเพลงแห่งสัจธรรมสากล ก็ลืมถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์อันไร้สาระ
เมื่อจิตสลายอัตตาจนเหลือเพียงความตระหนักรู้ ก็ลืมชื่อและนามสกุลที่โลกมอบให้
เมื่อจิตมองเห็นทุกเหตุการณ์เป็นเพียงทางผ่าน ก็ลืมการแวะพักเพื่อยึดครอง
เมื่อจิตเข้าใจระเบียบอันงดงามของความโกลาหล ก็ลืมความปรารถนาที่จะจัดฉากชีวิต
เมื่อจิตเป็นอิสระจากความทรงจำอันเจ็บปวด ก็ลืมบาดแผลที่เคยกรีดลึกในหัวใจ
เมื่อจิตอยู่เหนือสมมติเรื่องอดีตและอนาคต ก็ลืมความกระวนกระวายใจในปัจจุบัน
เมื่อจิตหลอมรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับอนันตภาพ ก็ลืมความคับแคบของตัวตนดั้งเดิม
เมื่อจิตประจักษ์แจ้งในความไร้ขอบเขตของดวงวิญญาณ ก็ลืมกรงขังของผิวพรรณและเชื้อชาติ
เมื่อจิตผ่านพ้นม่านหมอกแห่งอุปาทานทั้งปวง ก็ลืมสัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว
เมื่อจิตสว่างวาบด้วยปัญญาญาณฉับพลัน ก็ลืมขั้นตอนและทฤษฎีอันยืดยาว
เมื่อจิตเต้นรำไปตามจังหวะแห่งการสรรค์สร้าง ก็ลืมความเหน็ดเหนื่อยของการดิ้นรน
เมื่อจิตบรรลุถึงความว่างอันเป็นบรมธรรม ก็ลืมความกระหายในการเติมเต็ม
เมื่อจิตอิ่มเอมในเบญจศีลเบญจธรรมอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความเย้ายวนของอบายมุข
เมื่อจิตเพ่งพินิจอสุภะจนเห็นความจริง ก็ลืมความลุ่มหลงในเรือนร่างอันงดงาม
เมื่อจิตค้นพบทองคำแท้ในธรรมราชา ก็ลืมความอยากได้ใคร่ดีในเพชรนิลจินดา
เมื่อจิตยินดีในความสมถะและสันโดษ ก็ลืมความอิจฉาริษยาในความมั่งคั่งของผู้อื่น
เมื่อจิตถือเอาความบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง ก็ลืมการโกหกหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอด
เมื่อจิตวางใจเป็นกลางในโลกธรรมทั้งแปด ก็ลืมความดีใจและเสียใจในลาภยศ
เมื่อจิตชำระล้างดวงใจด้วยน้ำตารสพระธรรม ก็ลืมความขื่นขมของน้ำตาแห่งความรักทางโลก
เมื่อจิตพึ่งพาตนเองด้วยอำนาจแห่งสติ ก็ลืมการร้องขอความเห็นใจจากผู้ใด
เมื่อจิตมองเห็นโทษของการเกิดในภพภูมิ ก็ลืมความเพลิดเพลินในวิมานสวรรค์
เมื่อจิตสลัดความตระหนี่ออกจากใจสิ้นเชิง ก็ลืมความเสียดายในทานที่ได้จำแนก
เมื่อจิตอยู่อย่างผู้สันโดษในกุฏิหลังน้อย ก็ลืมความปรารถนาในคฤหาสน์อันใหญ่โต
เมื่อจิตครองใจด้วยความสัจจริงอันไม่ตาย ก็ลืมการประดิษฐ์คำพูดเพื่อสรรเสริญตนเอง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับสมาธิอันแน่วแน่ ก็ลืมความง่วงเหงาหาวนอนและอกุศลจิต
เมื่อจิตใช้ปัญญาตัดกระแสแห่งตัณหา ก็ลืมความรัญจวนใจในกามคุณทั้งห้า
เมื่อจิตมองเห็นความจริงว่าทุกสิ่งเกิดดับ ก็ลืมความอาลัยในสิ่งของที่สูญหาย
เมื่อจิตไม่ปรารถนาคำเยินยอจากปากมนุษย์ ก็ลืมความน้อยใจเมื่อถูกเมินเฉย
เมื่อจิตหยั่งลึกในพระธรรมบทอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ลืมความจำเป็นของปรัชญาทางโลก
เมื่อจิตถอดถอนเข็มพิษแห่งความโกรธได้สำเร็จ ก็ลืมความกระหายในการแก้แค้น
เมื่อจิตเป็นประดุจผ้าเช็ดเท้าที่ไร้ทิฐิ ก็ลืมความรู้สึกขุ่นเคืองเมื่อถูกเหยียดหยาม
เมื่อจิตหลอมรวมอยู่ในกระแสแห่งพุทธานุสสติ ก็ลืมความหวั่นไหวต่อมารผจญ
เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับขุนเขา ก็ลืมความผันผวนของลมมรสุมชีวิต
เมื่อจิตโปร่งเบาราวกับสายลมพัดผ่าน ก็ลืมความตึงเครียดของภาระหน้าที่
เมื่อจิตกว้างใหญ่และลึกล้ำดังท้องทะเล ก็ลืมความขุ่นมัวของเศษตะกอนแห่งอารมณ์
เมื่อจิตใสสะอาดดังหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ก็ลืมความแปดเปื้อนของฝุ่นละอองในเมืองกรุง
เมื่อจิตงอกงามอย่างสงบในป่าใหญ่ ก็ลืมความต้องการที่จะเด่นดังเหนือใคร
เมื่อจิตอบอุ่นและแผ่ไพศาลดังแสงอาทิตย์ ก็ลืมความลำเอียงในการมอบความรัก
เมื่อจิตเย็นสบายและนุ่มนวลดังแสงจันทร์ ก็ลืมความเร่าร้อนของไฟแห่งโมหะ
เมื่อจิตโอบอุ้มสรรพสิ่งดังผืนปฐพี ก็ลืมการปฏิเสธและความรังเกียจเดียดฉันท์
เมื่อจิตไหลเอื่อยอย่างเป็นอิสระดังลำธาร ก็ลืมความพยายามที่จะสร้างทำนบกั้น
เมื่อจิตสลายตัวเป็นหนึ่งเดียวกับผงคลี ก็ลืมความทรนงในความยิ่งใหญ่ของมนุษย์
เมื่อจิตเคลื่อนไหวไปตามอนัตตาแห่งธรรมชาติ ก็ลืมความคิดที่จะฝืนโชคชะตา
เมื่อจิตมองเห็นธรรมะในดอกไม้ที่ร่วงหล่น ก็ลืมความโศกเศร้าต่อความโรยรา
เมื่อจิตฟังเสียงกระซิบของสายฝนอย่างลึกซึ้ง ก็ลืมความเหงาหงอยในดวงใจ
เมื่อจิตกลมกลืนกับสัจจะแห่งความมืดและแสงสว่าง ก็ลืมการเลือกที่รักมักที่ชัง
เมื่อจิตรับรู้ถึงการหายใจของต้นไม้ใบหญ้า ก็ลืมความรู้สึกโดดเดี่ยวในโลกกว้าง
เมื่อจิตลอยล่องไปกับปุยเมฆอันไร้จุดหมาย ก็ลืมความยึดติดในเป้าหมายอันกดดัน
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับความยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน ก็ลืมความสำคัญตนผิดของมนุษย์
เมื่อจิตยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ก็ลืมความดื้อรั้นที่จะให้ทุกสิ่งคงเดิม
เมื่อจิตส่องสว่างดังดวงดาวในอวกาศอันไกลโพ้น ก็ลืมความวุ่นวายของโลกมนุษย์
เมื่อจิตสยบยอมต่อกฎไตรลักษณ์อันเที่ยงแท้ ก็ลืมความอวดดีที่จะเอาชนะธรรมชาติ
เมื่อจิตเปี่ยมด้วยมหากรุณาอันไม่มีประมาณ ก็ลืมคำว่า "ฉัน" และ "ของฉัน" สิ้นเชิง
เมื่อจิตตั้งปณิธานจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ก็ลืมความสุขสบายเฉพาะหน้าของตน
เมื่อจิตโอบรับความทุกข์ของโลกไว้ด้วยความเต็มใจ ก็ลืมความเหน็ดเหนื่อยในวัฏสงสาร
เมื่อจิตมองเห็นทุกชีวิตคือพี่น้องร่วมชะตากรรม ก็ลืมความโกรธเคืองต่อผู้ที่คิดร้าย
เมื่อจิตยินดีสละความสุขเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ก็ลืมความตระหนี่และความหวงแหน
เมื่อจิตเป็นประดุจประทีปส่องทางให้คนหลงทิศ ก็ลืมความต้องการคำสรรเสริญเยินยอ
เมื่อจิตเป็นดังเรือใหญ่ที่รองรับทุกลมมรสุม ก็ลืมความหวาดกลัวต่อภัยพิบัติทั้งปวง
เมื่อจิตให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจไร้เงื่อนไข ก็ลืมการทวงถามบุญคุณในภายหลัง
เมื่อจิตเห็นสัจธรรมแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ก็ลืมการแบ่งแยกคนพาลและบัณฑิต
เมื่อจิตตั้งมั่นในพรหมวิหารสี่อย่างถ่องแท้ ก็ลืมอคติและความลำเอียงในดวงใจ
เมื่อจิตพร้อมที่จะละลายตัวเองเพื่อสร้างสิ่งดีงาม ก็ลืมความยึดมั่นในความคงอยู่
เมื่อจิตอุทิศทุกลมหายใจเพื่อสัจจะและมวลมนุษย์ ก็ลืมความทะยานอยากส่วนบุคคล
เมื่อจิตเปี่ยมด้วยความสงสารต่อดวงวิญญาณที่มืดบอด ก็ลืมโทษทัณฑ์ที่พวกเขาเคยก่อ
เมื่อจิตก้าวเดินบนมรรคาแห่งพระโพธิสัตว์ ก็ลืมความเร่งรีบเพื่อเข้าสู่นิพพานตามลำพัง
เมื่อจิตส่งกระแสความรักสากลออกไปทุกทิศ ก็ลืมกำแพงแห่งศาสนาและวัฒนธรรม
เมื่อจิตนอบน้อมต่อพุทธภาวะในใจของทุกผู้คน ก็ลืมความยะโสและถือดีในตนเอง
เมื่อจิตยอมรับความเจ็บปวดแทนสรรพชีวิต ก็ลืมความขลาดกลัวต่อความทุกข์ทรมาน
เมื่อจิตเบิกบานในความหลุดพ้นของผู้อื่น ก็ลืมความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตากรรม
เมื่อจิตตั้งปณิธานอันแน่วแน่ดุจเพชรแท้ ก็ลืมความท้อถอยและอุปสรรคระหว่างทาง
เมื่อจิตสวมกอดโลกทั้งใบด้วยอ้อมแขนแห่งธรรม ก็ลืมความเกลียดชังและศัตรูทั้งปวง
เมื่อจิตวิญญาณหลอมละลายเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ก็สิ้นซึ่งความแบ่งแยกและตัวตน
เมื่อจิตสถิตอยู่ในใจกลางแห่งความไม่มี ก็ลืมความกังวลในความขาดแคลนทั้งปวง
เมื่อจิตรู้แจ้งว่าทุกสรรพสิ่งคือร่างแปลงของบรมธรรม ก็ลืมความรังเกียจในความอัปลักษณ์
เมื่อจิตเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานอันไร้ขีดจำกัด ก็ลืมความอ่อนแอและเหนื่อยล้าของกายเนื้อ
เมื่อจิตดื่มด่ำในอมตะสุขแห่งพระนิพพาน ก็ลืมรสชาติและสิ่งล่อลวงของโลกีย์
เมื่อจิตกลายเป็นแสงสว่างที่นำทางตัวเอง ก็ลืมการแสวงหาผู้นำจากภายนอก
เมื่อจิตเข้าถึงสภาวะที่ไร้รูปทรงและขอบเขต ก็ลืมความจำกัดของมิติและกาลเวลา
เมื่อจิตตระหนักว่าดวงอาทิตย์และดวงดาวคือจิตของตน ก็ลืมความมืดมิดในยามราตรี
เมื่อจิตทรงไว้ซึ่งอานุภาพแห่งความเงียบสงบ ก็ลืมความจำเป็นของอาวุธและการบังคับ
เมื่อจิตให้อิสระแก่ทุกสรรพชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติ ก็ลืมความอยากครอบครองและควบคุม
เมื่อจิตรู้ว่าความว่างคือวิญญาณแท้ของตน ก็ลืมความหวาดกลัวต่อความตายและการดับสูญ
เมื่อจิตสถิตอยู่ในกระแสแห่งอนุตตรธรรม ก็ลืมความแปรปรวนของโลกมนุษย์
เมื่อจิตเข้าถึงมหากรุณาอันเป็นแก่นแท้ของจักรวาล ก็ลืมความโกรธแค้นและพยาบาทสิ้นเชิง
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความโง่เขลาและอวิชชาที่เคยครอบงำ
เมื่อจิตก้าวข้ามสมมติเรื่องความดีและความชั่ว ก็ลืมการตัดสินและเพ่งโทษผู้อื่น
เมื่อจิตเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในใจตน ก็ลืมความผูกพันและยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อจิตสุกสว่างด้วยรัศมีแห่งธรรมอันเที่ยงแท้ ก็ลืมความเกิดดับของดวงดาวและทางช้างเผือก
เมื่อจิตเป็นผู้ดูละครชีวิตโดยมิลงไปเล่นบทบาท ก็ลืมความอินและความทุกข์ในมายาโลก
เมื่อจิตวิญญาณกลับคืนสู่บรมสุขต้นกำเนิด ก็ลืมร่องรอยและรอยแผลของการเดินทางยาวไกล
และเมื่อจิตวิญญาณรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาจักรวาลและสุญญตาอย่างสิ้นเชิง สภาวะแห่งอริยวิญญาณก็ดำรงอยู่เหนือทุกสิ่ง เป็นความรักอันไม่มีขอบเขต เป็นปัญญาอันไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นสัจธรรมอันเป็นนิรันดร์ชั่วกาลนาน
เมื่อจิตเห็นความจริงในความเท็จ ก็ลืมความโกรธเคืองต่อคำลวงโลก
เมื่อจิตหยั่งรู้ว่ากายเป็นเพียงเปลือกนอก ก็ลืมความทุกข์ระทมจากความเจ็บไข้
เมื่อจิตมองเห็นความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนชุด ก็ลืมความอาลัยในร่างเดิม
เมื่อจิตอยู่เหนือขั้วบวกและขั้วลบ ก็ลืมความสับสนในการเลือกข้าง
เมื่อจิตเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ก็ลืมความทะนงตนว่าฉลาด
เมื่อจิตตื่นจากภวังค์แห่งความหลง ก็ลืมความปรารถนาที่จะแสวงหาโชคลาภ
เมื่อจิตละวางภาพลักษณ์ที่โลกสมมติให้ ก็ลืมความอายในความล้มเหลวทางโลก
เมื่อจิตยอมรับในความเงียบอันไร้กรงขัง ก็ลืมความต้องการเรียกร้องความสนใจ
เมื่อจิตมองเห็นกรรมเป็นเพียงเส้นด้ายที่ถักทอ ก็ลืมการกล่าวโทษผู้ใดในอดีต
เมื่อจิตสถิตอยู่ในสุญญตารมณ์ ก็ลืมความมีอยู่ของความสุขและความทุกข์
เมื่อจิตปล่อยให้อัตตาสลายตัวเหมือนหยดเกลือในน้ำ ก็ลืมความรู้สึกว่าตนโดดเดี่ยว
เมื่อจิตประจักษ์ในความไร้แก่นสารของคำชื่นชม ก็ลืมการประจบสอพลอเพื่อเอาใจ
เมื่อจิตสว่างไสวด้วยแสงธรรมภายใน ก็ลืมความมืดมนของข่าวสารทางโลก
เมื่อจิตก้าวข้ามความพึงใจในกามารมณ์ ก็ลืมความรัญจวนใจในความรักแบบหนุ่มสาว
เมื่อจิตเป็นอิสระจากกรอบความคิดเดิมๆ ก็ลืมความจำเป็นของจารีตอันคับแคบ
เมื่อจิตมองเห็นทุกชีวิตเป็นเพียงคลื่นในมหาสมุทร ก็ลืมการแก่งแย่งชิงดี
เมื่อจิตเข้าใจในความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ก็ลืมการคาดหวังในตัวผู้อื่น
เมื่อจิตตั้งอยู่ในความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ลืมความตระหนกตกใจเมื่อเกิดการสูญเสีย
เมื่อจิตหลุดพ้นจากหล่มลึกแห่งความโลภ ก็ลืมความอยากครอบครองแผ่นดิน
เมื่อจิตพบความสงบอันแท้จริงในหัวใจ ก็ลืมความต้องการแสวงหาแดนสงบภายนอก
เมื่อจิตชำระล้างความลังเลสงสัยจนสิ้น ก็ลืมความต้องการคำยืนยันจากผู้อื่น
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในศีลบริสุทธิ์ระดับปรมัตถ์ ก็ลืมความกลัวต่ออบายภูมิทั้งสี่
เมื่อจิตฝึกตนให้ยอมรับความจริงทุกประการ ก็ลืมความเจ็บปวดจากการปฏิเสธ
เมื่อจิตแผ่เมตตาจิตไปในสิบทิศ ก็ลืมความแตกต่างระหว่างมิตรและคนแปลกหน้า
เมื่อจิตเพ่งดูอสุภะจนจิตสงบนิ่ง ก็ลืมความลุ่มหลงในตัณหาราคะ
เมื่อจิตสละความปรารถนาที่จะเด่นดัง ก็ลืมความน้อยใจเมื่อถูกโลกลืม
เมื่อจิตทรงอุเบกขาธรรมในยามวิกฤต ก็ลืมความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
เมื่อจิตถือเอาความสัจจะครูบาอาจารย์ ก็ลืมคำสอนที่บิดเบือนทั้งปวง
เมื่อจิตละทิ้งมานะความถือตัวได้เด็ดขาด ก็ลืมการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น
เมื่อจิตตัดความกังวลในเรื่องอาหารการกิน ก็ลืมความหิวรสชาติอันประณีต
เมื่อจิตเบิกบานในธรรมวิเวกกลางป่าลึก ก็ลืมความเหงาของการไร้คู่เคียง
เมื่อจิตเพ่งพินิจความเกิดดับในทุกวินาที ก็ลืมความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในอริยมรรคอย่างแท้จริง ก็ลืมเส้นทางอ้อมคดของโลกีย์
เมื่อจิตใช้ปัญญาญาณตัดรากเหง้าแห่งโมหะ ก็ลืมความมืดบอดที่เคยเผชิญ
เมื่อจิตถอดถอนความพยาบาทออกจากใจสิ้น ก็ลืมใบหน้าของศัตรูผู้ทำร้าย
เมื่อจิตนอบน้อมถ่อมตนดังผืนทราย ก็ลืมความโกรธเมื่อถูกเหยียบย่ำ
เมื่อจิตอิ่มเอมในรสแห่งสมาธิลึกล้ำ ก็ลืมความกระหายในความสุขทางประสาทสัมผัส
เมื่อจิตไม่แสวงหาความร่ำรวยทางวัตถุ ก็ลืมความอิจฉาตาร้อนในลาภยศผู้อื่น
เมื่อจิตใช้สติเป็นโล่กำบังอารมณ์ ก็ลืมความหวั่นไหวต่อคำติฉินนินทา
เมื่อจิตสถิตอยู่ในพุทธานุสสติเนืองนิตย์ ก็ลืมความสิ้นหวังในชีวิต
เมื่อจิตกว้างขวางปานท้องฟ้านภากาศ ก็ลืมความอึดอัดของห้องแคบ
เมื่อจิตสงบนิ่งประดุจขุนเขาไร้นาม ก็ลืมความหวั่นไหวต่อกระแสโลก
เมื่อจิตโปร่งเบาราวกับสายลมพัดเฉื่อย ก็ลืมน้ำหนักของอดีตที่เคยแบก
เมื่อจิตไหลรื่นดังสายธาราไร้ทำนบ ก็ลืมความพยายามที่จะฉุดรั้งสิ่งใด
เมื่อจิตอบอุ่นดังแสงทิวากร ก็ลืมความยะเยือกของความอ้างว้าง
เมื่อจิตเยือกเย็นดังแสงศศิธร ก็ลืมความเร่าร้อนของไฟแห่งโทสะ
เมื่อจิตมั่นคงดังผืนมหาปฐพี ก็ลืมความกลัวต่อภัยพิบัติรอบกาย
เมื่อจิตโอบรับความมืดและสว่างของธรรมชาติ ก็ลืมการแบ่งแยกความดีความเลว
เมื่อจิตงอกงามอย่างเงียบๆ ดังเช่นพรรณไม้ ก็ลืมความเร่งรีบในการไขว่คว้า
เมื่อจิตปลิดปลิวเลือนหายดังใบไม้ร่วง ก็ลืมความเสียดายในวัยเยาว์
เมื่อจิตกลมกลืนกับเสียงกระซิบของสายฝน ก็ลืมความโดดเดี่ยวในใจ
เมื่อจิตสลายตัวในความว่างของห้วงอวกาศ ก็ลืมขอบเขตและรูปทรงของกายเนื้อ
เมื่อจิตก้าวเดินตามวิถีแห่งเต๋าอันลี้ลับ ก็ลืมการวางแผนอันซับซ้อน
เมื่อจิตใสกระจ่างดังหยาดน้ำค้างยามเช้า ก็ลืมรอยแปดเปื้อนของกิเลส
เมื่อจิตลึกล้ำปานมหาสมุทรสุดหยั่ง ก็ลืมความฉาบฉวยบนผิวน้ำ
เมื่อจิตเปิดรับพลังงานจากดวงดารา ก็ลืมความต้อยต่ำของมนุษย์
เมื่อจิตเคลื่อนไหวตามจังหวะฤดูกาล ก็ลืมความโหยหาในความเที่ยงแท้
เมื่อจิตมองเห็นธรรมะในก้อนหินและกรวดทราย ก็ลืมความจำเป็นของตำรา
เมื่อจิตสยบยอมต่อกฎไตรลักษณ์สิ้นเชิง ก็ลืมความอวดดีในการฝืนธรรมชาติ
เมื่อจิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอนันตจักรวาล ก็ลืมการมีอยู่ของตัวตนดั้งเดิม
เมื่อจิตเปี่ยมด้วยมหากรุณาเพื่อส่วนรวม ก็ลืมความสุขส่วนตนชั่วนิรันดร์
เมื่อจิตตั้งปณิธานรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ก็ลืมความเหน็ดเหนื่อยในวัฏสงสาร
เมื่อจิตถือเอาความเจ็บปวดของผู้อื่นเป็นของตน ก็ลืมความทุกข์ใจส่วนตัว
เมื่อจิตยินดีสละเลือดเนื้อเป็นทาน ก็ลืมความหวงแหนในสังขารร่างกาย
เมื่อจิตมองเห็นพุทธภาวะในดวงใจของทุกคน ก็ลืมความเหยียดหยามดูแคลน
เมื่อจิตอุทิศตนเป็นสะพานให้คนข้าม ก็ลืมความเจ็บปวดจากการถูกเหยียบย่ำ
เมื่อจิตเป็นประดุจเรือใหญ่ต้านคลื่นลม ก็ลืมความน่ากลัวของมรสุมชีวิต
เมื่อจิตให้อภัยแก่ผู้ที่ทำร้ายตนอย่างที่สุด ก็ลืมบัญชีแค้นในหัวใจ
เมื่อจิตมีดวงตาแห่งความเมตตาสากล ก็ลืมการแบ่งแยกคนพาลและบัณฑิต
เมื่อจิตอิ่มใจในการเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์ ก็ลืมความต้องการคำขอบพระคุณ
เมื่อจิตสวมกอดความมืดมนของโลกไว้ ก็ลืมความสะดวกสบายส่วนตัว
เมื่อจิตสถาปนาแดนสุขาวดีในใจตน ก็ลืมความงดงามของสวรรค์ภายนอก
เมื่อจิตยินดีรองรับความทุกข์แทนสรรพสัตว์ ก็ลืมความปรารถนาในความสุขสบาย
เมื่อจิตตั้งมั่นในบารมีสิบประการอย่างมั่นคง ก็ลืมความยั่วยวนของทางลัด
เมื่อจิตนอบน้อมต่อทุกชีวิตด้วยใจจริง ก็ลืมความทิฐิมานะอันโง่เขลา
เมื่อจิตส่งกระแสความรักสากลออกไปไร้พรมแดน ก็ลืมกำแพงแห่งเชื้อชาติและลัทธิ
เมื่อจิตยอมเป็นตะเกียงที่เผาตัวเองให้แสงสว่าง ก็ลืมความหวาดกลัวต่อความดับสูญ
เมื่อจิตตระหนักในความเกี่ยวเนื่องของทุกชีวิต ก็ลืมการเบียดเบียนทำลายล้าง
เมื่อจิตบรรลุสภาวะใจไม่ถอยกลับ ก็ลืมความหวั่นไหวต่ออุปสรรคระหว่างทาง
เมื่อจิตโอบอุ้มโลกทั้งใบด้วยเมตตาธรรม ก็ลืมคำว่าศัตรูในพจนานุกรมหัวใจ
เมื่อจิตวิญญาณหลอมละลายเข้าสู่พระผู้เป็นเจ้า ก็สิ้นซึ่งความหมายของคำว่า "ตัวฉัน"
เมื่อจิตสถิตอยู่ในวิหารแห่งดวงใจอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ลืมความขลังของสิ่งก่อสร้างภายนอก
เมื่อจิตได้รับสุรเสียงแห่งความเงียบเบื้องบน ก็ลืมเสียงอ้อนวอนพิธีกรรมทั้งปวง
เมื่อจิตเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานอนันตกาล ก็ลืมความอ่อนแอของกายเนื้อ
เมื่อจิตดื่มด่ำในอมตะสุขแห่งพระนิพพาน ก็ลืมรสชาติหวานหอมของโลกีย์
เมื่อจิตกลายเป็นแสงสว่างด้วยตัวเอง ก็ลืมการวิ่งหาการยอมรับจากคนอื่น
เมื่อจิตเข้าถึงความว่างอันไร้ขอบเขต ก็ลืมขนาดและมิติของกาลเวลา
เมื่อจิตตระหนักว่าดวงสุริยาคือจิตของตน ก็ลืมความมืดมิดในยามราตรี
เมื่อจิตทรงไว้ซึ่งพลังแห่งความนิ่งสงบ ก็ลืมความจำเป็นของอำนาจและการบังคับ
เมื่อจิตให้อิสระแก่ทุกชีวิตดำเนินไปตามวิถี ก็ลืมความปรารถนาที่จะครอบครอง
เมื่อจิตรู้ว่าความว่างคือวิญญาณแท้ ก็ลืมความกลัวต่อความตายและการดับสูญ
เมื่อจิตรู้ว่ารูปกายทั้งหลายคือพระวรกาย ก็ลืมความรังเกียจเดียดฉันท์ในรูปลักษณ์
เมื่อจิตสถิตในกระแสแห่งอนุตตรธรรม ก็ลืมความผันผวนของโลกมนุษย์
เมื่อจิตเข้าถึงแก่นแท้แห่งมหาจักรวาล ก็ลืมความโกรธแค้นและพยาบาททั้งสิ้น
เมื่อจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับปัญญาญาณบริสุทธิ์ ก็ลืมความโง่เขลาและอวิชชา
เมื่อจิตก้าวข้ามสมมติเรื่องดีและชั่ว ก็ลืมการตัดสินและเพ่งโทษผู้อื่น
เมื่อจิตเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในใจตน ก็ลืมความยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อจิตสุกสว่างด้วยรัศมีธรรมเที่ยงแท้ ก็ลืมความดับสูญของดวงดาวและดาราจักร
เมื่อจิตเป็นผู้ดูละครชีวิตโดยมิลงไปเล่นบท ก็ลืมความอินและความทุกข์ในมายาโลก
เมื่อจิตวิญญาณกลับคืนสู่บรมสุขต้นกำเนิด ก็ลืมร่องรอยและรอยแผลของการเดินทางยาวไกล
เมื่อจิตมองเห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงคลื่นพลังงาน ก็ลืมความหนาแน่นของก้อนหินและเหล็กกล้า
เมื่อจิตหยั่งลึกเข้าสู่สมาธิขั้นสูงสุด ก็ลืมความรู้สึกทางเนื้อหนังและลมหายใจ
เมื่อจิตตัดขาดสะพานแห่งความอยาก ก็ลืมความทรมานจากการดิ้นรนแสวงหา
เมื่อจิตเข้าใจระเบียบแห่งสัจธรรมสากล ก็ลืมความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
เมื่อจิตสละความยึดมั่นในความถูกผิดทางโลก ก็ลืมการโต้เถียงที่ไร้สาระ
เมื่อจิตดื่มด่ำความสงบเยือกเย็นของฌาน ก็ลืมความเร่าร้อนของแสงสีในเมืองใหญ่
เมื่อจิตมองเห็นวัฏสงสารเป็นเพียงฟองสบู่ ก็ลืมความจริงจังในลาภยศสรรเสริญ
เมื่อจิตเข้าถึงสภาพธรรมชาติอันแท้จริง ก็ลืมมารยาภาพและพฤติกรรมเสแสร้ง
เมื่อจิตตั้งมั่นในความไม่เกิดไม่ดับ ก็ลืมความผูกพันกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย
เมื่อจิตลอกคราบแห่งความทรงจำเก่าๆ ออกหมด ก็ลืมความเจ็บปวดในอดีตชาติ
เมื่อจิตเบิกบานด้วยธรรมปีติในดวงใจ ก็ลืมความบันเทิงเริงรมย์ทางโลกีย์
เมื่อจิตอยู่อย่างไร้ร่องรอยราวกับนกบนฟ้า ก็ลืมความต้องการที่จะฝากชื่อเสียงไว้ในโลก
เมื่อจิตประจักษ์ในความว่างของอุปาทาน ก็ลืมน้ำหนักของภาระที่เคยแบกทับตัว
เมื่อจิตมองเห็นทุกความขัดแย้งเป็นเพียงละคร ก็ลืมความโกรธแค้นต่อคำด่าทอ
เมื่อจิตไม่ต้องการเป็นคนสำคัญของใคร ก็ลืมความเหงาและอ้างว้างในใจ
เมื่อจิตใช้ปัญญาญาณส่องสว่างนำทาง ก็ลืมความพึ่งพิงโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เมื่อจิตหลอมรวมกับความไม่มีตัวตน ก็ลืมความรู้สึกว่าตนเหนือกว่าหรือต่ำกว่าใคร
เมื่อจิตเข้าใจภาษากายของธรรมชาติ ก็ลืมความจำเป็นของถ้อยคำสอพลอ
เมื่อจิตอยู่อย่างสันโดษและมีความสุขภายใน ก็ลืมความกระหายในมิตรสหายและงานเลี้ยง
เมื่อจิตตั้งมั่นในความไม่ประมาททุกลมหายใจ ก็ลืมความเพลิดเพลินอันไร้ประโยชน์
เมื่อจิตอบรมด้วยศีลอันเป็นอริยะ ก็ลืมความโลภในทรัพย์สินของผู้อื่น
เมื่อจิตใช้สมาธิเผาผลาญกิเลสอย่างต่อเนื่อง ก็ลืมความเกียจคร้านและเฉื่อยชา
เมื่อจิตมองเห็นโทษของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ลืมความลุ่มหลงในสังขารอันเปล่าประโยชน์
เมื่อจิตให้อภัยแก่ทุกดวงวิญญาณอย่างไร้เงื่อนไข ก็ลืมความขุ่นเคืองในอดีต
เมื่อจิตตัดช่องทางแห่งความฟุ้งซ่านได้สำเร็จ ก็ลืมความวิตกกังวลต่ออนาคต
เมื่อจิตไม่ติดใจในรสชาติอร่อยของอาหาร ก็ลืมความพิถีพิถันในเครื่องอุปโภค
เมื่อจิตถือเอาความเรียบง่ายเป็นที่ตั้ง ก็ลืมความซับซ้อนของสิ่งของฟุ่มเฟือย
เมื่อจิตมองเห็นเนื้อแท้ของความโลภ ก็ลืมความอยากสะสมสมบัติพัสถาน
เมื่อจิตใช้สติกลั่นกรองทุกผัสสะ ก็ลืมความรำคาญใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
เมื่อจิตตั้งอยู่ในขันติธรรมอันลึกล้ำ ก็ลืมความหงุดหงิดต่อคำวิจารณ์
เมื่อจิตตัดความยึดมั่นในลัทธิและศาสนา ก็ลืมความขัดแย้งของข้อคัมภีร์
เมื่อจิตพึ่งพิงปัญญาในตนเองเป็นหลัก ก็ลืมการร้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งภายนอก
เมื่อจิตมองเห็นความทุกข์เป็นเพียงบทเรียน ก็ลืมการตัดพ้อต่อว่าสวรรค์
เมื่อจิตลบล้างความทรนงตัวว่ายิ่งใหญ่ ก็ลืมความรู้สึกอับอายเมื่อต้องกราบไหว้ผู้อื่น
เมื่อจิตรักษาจิตเดิมแท้ไว้ให้อ่อนโยน ก็ลืมความแข็งกระด้างและทิฐิมานะ
เมื่อจิตปล่อยวางความต้องการครอบครองหัวใจใคร ก็ลืมความหึงหวงและห่วงใยอันเกินพอดี
เมื่อจิตใช้ธรรมาวุธปราบมารในใจตน ก็ลืมความกลัวต่อภัยภายนอก
เมื่อจิตมองเห็นภัยในสงสารวัฏ ก็ลืมความสนุกสนานในการเวียนว่ายตายเกิด
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวในความบริสุทธิ์ ก็ลืมรอยแปดเปื้อนของบาปกรรมดั้งเดิม
เมื่อจิตรับรู้สัจธรรมแห่งการปล่อยวาง ก็ลืมความเหนี่ยวรั้งของความผูกพัน
เมื่อจิตกว้างใหญ่ดังแผ่นฟ้าอันไร้ขอบเขต ก็ลืมความคับแคบของความคิดมนุษย์
เมื่อจิตนิ่งสงบดั่งยอดเขาหิมาลัย ก็ลืมความปั่นป่วนของกระแสลมแห่งคำนินทา
เมื่อจิตโปร่งเบาดั่งปุยเมฆขาวเหนือนคร ก็ลืมน้ำหนักของความทุกข์ระทม
เมื่อจิตไหลลื่นราวกับสายน้ำตกใหญ่ ก็ลืมความยึดติดในความมั่นคงจอมปลอม
เมื่อจิตแผ่ความอบอุ่นปานแสงอรุณรุ่ง ก็ลืมความเหน็บหนาวของความโดดเดี่ยว
เมื่อจิตเย็นเยียบราวกับแสงจันทร์วันเพ็ญ ก็ลืมความเร่าร้อนของไฟแห่งราคะ
เมื่อจิตโอบรับทุกสิ่งไว้ดังผืนแผ่นดิน ก็ลืมความรู้สึกรังเกียจในสิ่งที่สกปรก
เมื่อจิตพัดผ่านอย่างไร้ร่องรอยดังสายลม ก็ลืมอาณาเขตและพรมแดนสมมติ
เมื่อจิตเติบโตอย่างสงบในป่าลึก ก็ลืมความกระหายในคำสรรเสริญเยินยอ
เมื่อจิตร่วงโรยและสลายตัวดั่งใบไม้แห้ง ก็ลืมความเสียดายในเกียรติยศชื่อเสียง
เมื่อจิตไม่หวั่นไหวต่อเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า ก็ลืมความตื่นตระหนกตกใจกลัว
เมื่อจิตหลอมละลายเข้าสู่ความว่างของอวกาศ ก็ลืมรูปทรงและขนาดของตัวเอง
เมื่อจิตเคลื่อนไหวตามวิถีธรรมชาติ ก็ลืมแผนการและความทะยานอยากที่เคยมี
เมื่อจิตอ่อนโยนราวกับหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ก็ลืมความกระด้างของอคติ
เมื่อจิตลึกล้ำปานท้องทะเลลึก ก็ลืมความฉาบฉวยของคลื่นลมบนผิวโลก
เมื่อจิตแผ่ความรักสากลโอบอุ้มทุกลมหายใจ ก็ลืมการแบ่งแยกพรมแดนและศาสนา
เมื่อจิตผันแปรตามฤดูกาลโดยไม่ขัดขืน ก็ลืมความโหยหาในความคงที่
เมื่อจิตเห็นสัจธรรมในต้นไม้และก้อนหิน ก็ลืมความจำเป็นของห้องเรียนและตำรา
เมื่อจิตยอมรับกฎแห่งธรรมชาติสิ้นเชิง ก็ลืมความอวดดีที่จะเอาชนะฟ้าดิน
เมื่อจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอนันตภาพ ก็ลืมความสลายของสิ่งเล็กสิ่งน้อย
เมื่อจิตเปี่ยมด้วยมหากรุณาอันไร้ขอบเขต ก็ลืมความสุขและผลประโยชน์ส่วนตน
เมื่อจิตตั้งปณิธานอุทิศชีวิตเพื่อสรรพสัตว์ ก็ลืมความเหน็ดเหนื่อยในกระแสโลก
เมื่อจิตโอบรับความทุกข์ของผู้อื่นมาไว้ในใจ ก็ลืมความเจ็บปวดและบาดแผลส่วนตัว
เมื่อจิตยินดีในการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ก็ลืมความตระหนี่และความหวงแหนในทรัพย์
เมื่อจิตมองเห็นโพธิปัญญาในใจของทุกคน ก็ลืมความเหยียดหยามและดูแคลนผู้อื่น
เมื่อจิตอุทิศเนื้อและเลือดเป็นทาน แก่ผู้หิวโหย ก็ลืมความหวงแหนในเรือนร่าง
เมื่อจิตยินดีรองรับความทุกข์แทนมวลมนุษย์ ก็ลืมความปรารถนาในแดนสวรรค์
เมื่อจิตก้าวเดินบนหนทางแห่งพระโพธิญาณ ก็ลืมความเร่งรีบเพื่อเอาตัวรอดผู้เดียว
เมื่อจิตเป็นประดุจสะพานให้คนเหยียบข้าม ก็ลืมความรู้สึกเจ็บปวดและขุ่นเคือง
เมื่อจิตเป็นดังเรือใหญ่ในมหาสมุทร ก็ลืมความหวาดกลัวต่อพายุและคลื่นยักษ์
เมื่อจิตให้อภัยแก่ผู้ที่คิดร้ายอย่างที่สุด ก็ลืมบัญชีแค้นและการทวงคืน
เมื่อจิตมองดูโลกด้วยดวงตาแห่งความเมตตา ก็ลืมการแบ่งแยกคนดีและคนเลว
เมื่อจิตอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้อื่นพ้นจากกองทุกข์ ก็ลืมความโหยหาในคำขอบพระคุณ
เมื่อจิตตั้งมั่นในโพธิจิตอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความท้อถอยต่ออุปสรรคนาปการ
เมื่อจิตยอมเป็นตะเกียงที่หลอมละลายตัวเอง ก็ลืมความสุขจากความคงอยู่ของรูปกาย
เมื่อจิตโอบรับความมืดมนของโลกไว้ด้วยความเต็มใจ ก็ลืมความต้องการแสงสว่างส่วนตัว
เมื่อจิตสร้างพุทธภูมิขึ้นในดวงใจ ก็ลืมความงดงามของวิมานชั้นฟ้า
เมื่อจิตสอดประสานกับเสียงครางของสรรพสัตว์ ก็ลืมเสียงเพลงอันไพเราะทางโลก
เมื่อจิตตั้งมั่นในบารมีสิบประการทุกลมหายใจ ก็ลืมความเย้ายวนของทางลัด
เมื่อจิตบรรลุถึงความไม่ถอยกลับในการทำดี ก็ลืมความกลัวต่อการตกต่ำในอบาย
เมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า ก็สิ้นซึ่งความหมายของคำว่า "ตัวฉัน"
เมื่อจิตสลายตัวเข้าสู่ต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง ก็ลืมร่องรอยของการเดินทางไกล
เมื่อจิตรู้แจ้งว่าไม่มีสิ่งใดแยกขาดจากบรมธรรม ก็ลืมความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว
เมื่อจิตเชื่อมต่อกับพลังงานอันไร้ขีดจำกัด ก็ลืมความอ่อนแอและทรุดโทรมของสังขาร
เมื่อจิตดื่มด่ำในอมตสุขแห่งพระนิพพาน ก็ลืมรสชาติหวานหอมและสิ่งล่อลวงของโลกีย์
เมื่อจิตกลายเป็นแสงสว่างส่องทางด้วยตัวเอง ก็ลืมการไขว่คว้าหาประทีปจากภายนอก
เมื่อจิตเข้าถึงสภาวะที่ไร้รูปทรงและไร้ขอบเขต ก็ลืมความจำกัดของมิติและกาลเวลา
เมื่อจิตตระหนักว่าดวงสุริยาและดวงดาราคือจิตของตน ก็ลืมความมืดมิดในยามราตรีกาล
เมื่อจิตควบคุมสรรพสิ่งจากความเงียบสงบภายใน ก็ลืมความจำเป็นของอำนาจและกฎบัตร
เมื่อจิตให้อิสระแก่ทุกชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติ ก็ลืมความอยากครอบครองและควบคุม
เมื่อจิตรู้ว่าความว่างคือวิญญาณแท้ของพระองค์ ก็ลืมความหวาดกลัวต่อความตายและการดับสูญ
เมื่อจิตรู้ว่ารูปกายทั้งหลายคือพระวรกายของพระองค์ ก็ลืมความรังเกียจในความอัปลักษณ์
เมื่อจิตสถิตอยู่ในใจกลางของความไม่เกิดไม่ดับ ก็ลืมความวุ่นวายของการเวียนว่ายในวัฏฏะ
เมื่อจิตเข้าถึงมหากรุณาอันเป็นเนื้อแท้ของจักรวาล ก็ลืมความโกรธแค้นและแรงพยาบาท
เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกับปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ ก็ลืมความไม่รู้และอวิชชาที่เคยครอบงำ
เมื่อจิตก้าวข้ามสมมติเรื่องความดีและความชั่ว ก็ลืมการตัดสินและเพ่งโทษผู้อื่นทั้งสิ้น
เมื่อจิตเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้ทรงไว้ และผู้ทำลายในคราวเดียว ก็ลืมความยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เมื่อจิตสุกสว่างด้วยรัศมีแห่งธรรมอันเป็นนิรันดร์ ก็ลืมความดับสูญของดวงดาวและทางช้างเผือก
เมื่อจิตเป็นผู้ดูละครชีวิตโดยมิลงไปเล่นบทบาท ก็ลืมความอินและความทุกข์ในมายาโลกทั้งปวง
และเมื่อจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสุญญตาและมหาจักรวาลอย่างสมบูรณ์ สภาวะแห่งอริยวิญญาณก็ก้าวข้ามทุกนามและรูป ดำรงอยู่เป็นความรัก ความเบิกบาน และสัจธรรมอันเที่ยงแท้ชั่วนิรันดร์กาล