การไหว้เป็นวิธีทักทายและแสดงความเคารพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย สะท้อนถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นวัฒนธรรมที่ชาวต่างชาติชื่นชมอย่างมาก
วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้น มีความเป็นมาอย่างไร ไม่มีหลักฐานที่ระบุไว้แน่ชัด นายพะนอม แก้วกำเนิด อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) ได้ให้ความเห็นว่า การไหว้นั้นเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์มีสมอง มีพัฒนาการที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงมีความคิดว่าทำอย่างไรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะกินอาหารอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพ แต่งตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม ที่อยู่อาศัยทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย รวมไปถึงเมื่อเจอกันจะทักทาย จะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี โดยธรรมชาติแล้วการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกัน เป็นภาษาท่าทางที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมวมักจะแสดงความรักกับเจ้าของด้วยการเข้ามาสัมผัสคลอเคลียด้วย มนุษย์ก็เช่นกันที่มีการแสดงความรักต่อกันด้วยการโอบกอด หลายประเทศทางยุโรปใช้การสัมผัสมือเมื่อพบกัน บางประเทศใช้แก้มสัมผัสกัน ใช้หน้าผากสัมผัสกัน หรือใช้จมูกสัมผัสกันก็มี แต่ทางแถบเอเชียนั้นการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวผู้อื่นนั้นถือว่าไม่สุภาพนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้การสัมผัสตัวเองเป็นการแสดงการทักทายหรือทำความเคารพ เช่นชาวจีนใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันเพื่อแสดงการคารวะ อินเดียใช้ฝ่ามือทั้งสองประนมประกบกันเหมือนดอกบัวตูม เพื่อแสดงความเคารพและบูชา ของไทยเราน่าจะรับวัฒนธรรมนี้มาจากอินเดีย นำมาปรับปรนให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทยจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการไหว้ที่แบ่งเป็นระดับต่างๆ ขึ้นมา โดยใช้มือกับใบหน้าเป็นตัวแบ่งระดับ
"การไหว้” เป็นภาษาท่าทางที่ใช้แสดงความเคารพ ทักทาย แสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม ลักษณะกริยาอาการ โดยยกมือสองข้างประนม พร้อมการยกขึ้นมาเสมอระดับอก หรือการยกมือ
รูปแบบการไหว้ มี 3 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการไหว้พระ (พระรัตนตรัย) ลักษณะที่สอง เป็นการไหว้ผู้มีพระคุณ/ผู้อาวุโส (พ่อแม่ ครูอาจารย์) ลักษณะสุดท้ายเป็นการไหว้บุคคลทั่วไปที่มีศักดิ์เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้การไหว้ยังแสดงออกถึงการขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง การระลึกถึง การไหว้เป็นการ รวมทั้งเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่ปัจจุบันกำลังเลือนหายและถูกละเลยอย่างน่าเสียดาย ประเทศไทยซึ่งเคยได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมที่งดงามเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม (Land of Smile) ที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลก กำลังสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ทั้งที่การไหว้เป็นมารยาทแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก
วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 รัฐบาลไทยประกาศอย่างเป็นทางการผ่านราชกิจจานุเบกษา เรื่อง การกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทย เพื่อใช้ในการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสื่อสารตัวตนของไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในระดับสากล คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ การไหว้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย ด้านวัฒนธรรมและมารยาทที่แสดงถึงความนอบน้อม สัมมาคารวะ และการให้เกียรติ มุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญ และธำรงรักษาสิ่งดีงามที่คนไทยใช้เป็นวิธีทักทายและแสดงความเคารพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย เป็นอวัจนภาษา (Non-verbal communication) ที่สื่อความหมายถึงการทักทาย การขอบคุณ และการขอโทษ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และความเคารพซึ่งกันและกัน ปฏิบัติกันมานานจนได้รับการยอมรับในระดับสากลให้อยู่ตลอดไป
ลักษณะและประเภทของการไหว้
1.ไหว้พระ (พระรัตนตรัย)
ประนมมือ นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว นิ้วชี้จรดหน้าผาก ก้มศีรษะลงมากที่สุด
2.ไหว้ผู้มีพระคุณ/ผู้อาวุโส (พ่อแม่ ครูอาจารย์)
ประนมมือ นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก นิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว ก้มศีรษะลงพอประมาณ
3.ไหว้บุคคลทั่วไป/เสมอกัน (เพื่อน เพื่อนร่วมงาน)
ประนมมือ นิ้วหัวแม่มือจรดปลายคาง นิ้วชี้จรดปลายจมูก ก้มศีรษะเล็กน้อย
ข้อมูลอ้างอิง:
วุฒิสภา
ภาพจาก :
วุฒิสภา
สำนักหอสมุดกลางมหาวิทยาลัยรามคำแหง