อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก ใช้มรดกทางธรณีวิทยา ร่วมกับมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักและความเข้าใจในประเด็นสำคัญที่สังคมเผชิญอยู่ เช่น การใช้ทรัพยากรของโลกอย่างยั่งยืน การบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัจจุบันมีอุทยานธรณี 229 แห่งครอบคลุมใน 50 ประเทศ
Natural World Heritage (มรดกโลกทางธรรมชาติ) คือ พื้นที่ธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา หรือระบบนิเวศที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นเลิศในระดับสากล มีความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ อนุรักษ์ชีวภาพ หรือธรณีวิทยา ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่าควรรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง
ความหมายของอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก
อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Globat Geoparks) เป็นโครงการด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า “ยูเนสโก”
อุทยานธรณีโลก เป็นขอบเขตพื้นที่ที่ประกอบด้วยแหล่งที่มีคุณค่าทั้งด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ผ่านการบริหารจัดการแบบองค์รวมระหว่างการอนุรักษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย และการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้การจัดการอย่างมีส่วมร่วมทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน ร่วมกันเรียงร้อยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ให้ทุกคนต่างเห็นความสำคัญของมรดกทางธรณีวิทยาผ่านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks) จำนวนทั้งสิ้น 213 แห่ง ใน 48 ประเทศ (พ.ศ.2569) โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอุทยานธรณีธรณีโลกของยูเนสโกแล้ว จำนวน 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศมาเลเซีย 2 แห่ง, ประเทศเวียดนาม 3 แห่ง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 10 แห่ง ประเทศฟิลิปปินส์ 1 แห่ง และประเทศไทย 2 แห่ง
ลักษณะสำคัญและคุณค่าทางธรรมชาติ:
ความล้ำเลิศทางวิทยาศาสตร์: เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการทางธรณีวิทยา ภูมิประเทศ หรือวิวัฒนาการทางชีวภาพ
ถิ่นที่อยู่อาศัยที่ถูกคุกคาม: เป็นแหล่งอาศัยของพืชหรือสัตว์ที่หายาก มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และกำลังถูกคุกคาม
ความงามตามธรรมชาติ: มีปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือพื้นที่ที่มีความสวยงามเป็นเลิศ
อุทยานธรณีโลกยูเนสโก (UNESCO Global Geopark)
อุทยานธรณีโลกสตูล (Satun Global Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ทะเลมหายุคพาลีโอโซอิคที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในอุทยานธรณีโลกโคราช (Khorat Global Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของฟอสซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมยุคนีโอจีนและควอเทอร์นารี
นอกจากนี้ยังมีอุทยานธรณีระดับประเทศไทยและระดับท้องถิ่น อีกจำนวน 9 แห่ง
ระดับประเทศไทย (National Geopark)
อุทยานธรณีอุบลราชธานี (Ubon Ratchathani Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านแหล่งซากดึกดําบรรพ์ไดโนเสาร์ยุคสุดท้าย ที่มีอายุของไดโนเสาร์อ่อนที่สุดในประเทศไทย
อุทยานธรณีเพชรบูรณ์ (Phetchabun Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านการพบรอยตีนของสัตว์เลื้อยคลานพวกอาร์โคซอร์ครั้งแรกและมีความเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อุทยานธรณีขอนแก่น (Khon Kaen Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านการค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลกถึง 5 สายพันธุ์
อุทยานธรณีท้องถิ่น (Local Geopark)
อุทยานธรณีไม้กลายเป็นหินตาก (Tak Petrified Wood Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านไม้กลายเป็นหินที่ยาวที่สุดในโลก ยาว 72.20 ม. บันทึกโดยกินเนส เวิด์ล เรคคอร์ด
อุทยานธรณีชัยภูมิ (Chaiyaphum Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านดินแดนแห่ง 3 มหายุค ประกอบด้วยมหายุคพาลีโอโซอิก มหายุคมีโซโซอิก และมหายุคซีโนโซอิก มหายุคซีโอโซอิกพบหมีแพนด้ายักษ์และสัตว์ร่วม สมัยอายุสองแสนปี
อุทยานธรณีพุหางนาค (Phu Hang Nak Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านแหล่งธรณีวิทยาโครงสร้างและพบหลักฐานทางธรณีพิบัติภัยที่สัมพันธ์กับการย้ายถิ่นในอดีต ซึ่งเกิดจากปัจจัยของแนวรอยเลื่อน
อุทยานธรณีลำปาง (Lampang Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 20 สายพันธุ์ และชั้นหอยขมน้ำจืดที่หนาที่สุดในโลก
อุทยานธรณีกาฬสินธุ์ (Kalasin Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
อุทยานธรณีเชียงราย (Chiangrai Geopark)
มีความโดดเด่นทางด้านธรณีพิบัติภัยรอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งเชื่อมโยงกับการล่มสลายของเวียงหนองหล่ม การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก 2 ยุค (ยุคไทรแอสซิกและเทอเชียร์รี) ก่อให้เกิดภูมิประเทศที่หลากหลาย มีความเกี่ยวพันไปถึงพืชเศรษฐกิจที่เรียกว่า พืช GI
อ้างอิง
https://www.unesco.org/en
http://www.globalgeopark.org/aboutGGN/MemberList/index.htm