มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับมนุษยชาติ (ICH) ของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO ได้แก่ โขน (2561), นวดไทย (2562), โนรา (2564), สงกรานต์ (2566) ต้มยำกุ้ง (2567) และเคบายา(2567) ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และสันติภาพ ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแสดงหรือประเพณี แต่เป็นองค์ความรู้ที่แสดงถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และการสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล
โขน
นวดไทย
โนรา
สงกรานต์
ต้มยำกุ้ง
เคบายา
ความเป็นมาระดับมนุษยชาติ
เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีในด้านต่างๆ มีความก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมือง ชุมชน ต่างๆ ส่งผลให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของมนุษย์ที่ดีงามมาตั้งแต่อดีตในหลายพื้นที่เริ่มลดบทบาทความสำคัญลงและถูกแทนที่หรือเบี่ยงเบนด้วยวัฒนธรรมและความรู้สมัยใหม่ จนทำให้ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมดังเดิมของผู้คนหลายชุมชน หลายกลุ่มชาติพันธุ์บนโลกกำลังเผชิญปัญหาได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมทั่วโลก ส่งผลให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของมนุษย์ที่จับต้องไม่ได้นั้น มีการเปลี่ยนแปลง เบี่ยงเบน หรือสูญหายไป
จากความสำคัญ และคุณค่าที่เป็นสมบัติของมนุษยชาติทั่วโลกที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้คนและชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอนาคต องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO) จึงได้กำหนดอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Culture Heritage, 2003) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองภูมิปัญญา ประเพณี การแสดงศิลปะ และทักษะดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ให้สูญหาย โดยมีสาระสำคัญ คือ
1. อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในการปกป้องคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ รวมทั้งเป็นการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง
2. เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการปกป้อง คุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ทั้งระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับโลก
และได้กำหนดวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา ว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Culture Heritage, 2003) ไว้ 4 ประการ ดังนี้
1. เพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
2. เพื่อประกันว่าจะเคารพมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชุมชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้อง
3. เพื่อเพิ่มความตระหนักในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานชาติ ถึงความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และให้เกิดความชื่นชมร่วมกัน
4. เพื่อให้เกิดความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน (พฤษภาคม พ.ศ. 2569) ได้ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) แล้ว จำนวน 6 รายการ
ไม่ว่าจะเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย และสัญลักษณ์ของชาติไทย ล้วนเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาอันมีคุณค่า ควรค่าแก่การรักษาสืบทอดให้เป็นมรดกวัฒนธรรมเพื่ออนุชนรุ่นหลังได้นำมาศึกษาเรียนรู้สืบสานต่อไป จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีการนำมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไปใช้ในทางที่บิดเบือนหรือไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องเสี่ยงต่อการเสื่อมสูญ ภาครัฐโดย กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญ ได้ดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ (Intangible Cultural Heritage - ICH) เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครอง เป็นหลักฐานสำคัญของคนไทย ที่ประกาศความเป็นเจ้าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แม้ว่าในขณะดำเนินการนั้นยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่จะคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้ทำการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมถึงคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ขึ้นบัญชีไว้
กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดหมวดหมู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ไว้ 3 ระดับคือ
1.มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับจังหวัด
2.มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
3.มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติ
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับจังหวัด
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้กำหนดลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อการขึ้นบัญชีไว้รวม 6 สาขา ดังนี้
1) สาขาศิลปะการแสดง (144 รายการ)
2) สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม (141 รายการ)
3) สาขาวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา (66 รายการ)
4) สาขาการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว (37 รายการ)
5) สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล (142 รายการ)
6) สาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล (69 รายการ)
โดยนับตั้งแต่มีการประกาศขึ้นบัญชีจนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2569) มีการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับจังหวัดไปแล้วจำนวน 600 รายการ เช่น กระตั้วแทงเสือ(สมุทรสาคร), กลองบูชา(ลำปาง), ขนมจีนประโดก(นครราชสีมา), ตักบาตรเทโว(อุทัยธานี), ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง(ตาก), ประเพณีถือศีลกินผัก(ภูเก็ต), ผ้าทอไทครั่ง หรือผ้าทอลาวเวียงบ้านเนินขาม(ชัยนาท), รำมอญ เกาะเกร็ด(นนทบุรี) เป็นต้น
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้กำหนดลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อการขึ้นบัญชีไว้รวม 6 สาขา ดังนี้
1) สาขาศิลปะการแสดง (80 รายการ)
2) สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม (76 รายการ)
3) สาขาวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา (95 รายการ)
4) สาขาการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว (44 รายการ)
5) สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล (51 รายการ)
6) สาขาความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล (50 รายการ)
โดยนับตั้งแต่มีการประกาศขึ้นบัญชีจนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2569) มีการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติไปแล้วจำนวน 396 รายการ เช่น โขน หนังใหญ่ โนรา ลิเก มวยไทย สงกรานต์ ลอยกระทง น้ำปลาไทย ต้มยำกุ้ง ผัดไทย การนวดไทย ว่าวไทย เป็นต้น
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติ
ในปัจจุบันองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ประกาศขึ้นทะเบียนรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในประเทศไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติ ดังนี้
1. โขน (Khon, Masked Dance Drama in Thailand)
โขนเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ใช้แสดงในงานมหรสพหลวงและพิธีต่าง ๆ สำหรับสร้างความบันเทิงและเป็นสื่อเรียนรู้ทางวัฒนธรรมสอดแทรกคติธรรมสู่ผู้ชมการแสดง ปัจจุบันมีคณะโขนเกิดขึ้นหลายคณะ มีการถ่ายทอดพัฒนาการรุ่นสู่รุ่นจนเป็นเอกลักษณ์ โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติใน พ.ศ. 2561
2. การนวดไทย (Nuad Thai, Traditional Thai Massage)
นวดไทยเป็นศาสตร์และศิลป์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพและบำบัดความเจ็บป่วยคนไทยมานานกว่า 600 ปี มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น มีการนำนวดไทยไปใช้ประโยชน์กว้างขวางในระบบบริการสุขภาพและการรักษาทางเลือก การนวดไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติใน พ.ศ. 2562
3. โนรา (Nora, Dance Drama in Southern Thailand)
โนราเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านเป็นที่นิยมของคนภาคใต้ ผูกพันกับวิถีชีวิตคนภาคใต้มายาวนาน มีแบบแผนการร่ายรำและขับร้องที่งดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ โนราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติใน พ.ศ. 2564
4. สงกรานต์ (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year Festival)
สงกรานต์เป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่งดงามอ่อนโยนเต็มไปด้วยบรรยากาศความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการเคารพ สะท้อนถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน ใช้น้ำเป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธไมตรี มีแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมา แตกต่างกันตามความเชื่อและแนวปฏิบัติของคนไทยแต่ละภูมิภาค สงกรานต์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมนุษยชาติใน พ.ศ. 2566
5.ต้มยำกุ้ง (Tomyum Kung is a traditional prawn soup from Thailand)
ต้มยำกุ้งเป็นซุปกุ้งแบบดั้งเดิมของไทย โดยนำกุ้งมาต้มกับสมุนไพรต่างๆ เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า และหอมแดง แล้วปรุงรสด้วยเครื่องเทศพื้นเมือง มีกลิ่นหอมและสีสันสดใสเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติผสมผสานกันหลายอย่าง ทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด กลมกล่อม ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้ขึ้นทะเบียนเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ณ ประเทศปารากวัย
6.เคบายา (Kebaya: knowledge, skills, traditions and practices)
เคบายา (Kebaya) เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีแบบดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของผู้คนและเชื่อมโยงชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ลักษณะเป็นเสื้อแขนยาวเข้ารูป ผ่าหน้ามักยึดด้วยเข็มกลัด ปักฉลุอย่างประณีต สวมคู่กับผ้าถุงปาเต๊ะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จาก UNESCO ในปี พ.ศ.2567 โดยเป็นการเสนอร่วม 5 ประเทศ คือ บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย ในชื่อ Kebaya: Knowledge, Skills, Traditions and Practices