“อุทยานธรณีสตูล (Satun Geopark)” อุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทย หนึ่งในอุทยานธรณีโลก 120 แห่งของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks: โครงการด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรมขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก)
บนพื้นที่ 2,597.21 ตารางกิโลเมตร ของอุทยานธรณีสตูล ซึ่งมีบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลกว่า 500 ล้านปี อุดมไปด้วยสัตว์ทะเลหลายชนิดที่มีรูปร่างแปลก มีเส้นทางท่องเที่ยวเรียนรู้ทางธรรมชาติที่หลากหลาย ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังได้รับความรู้ทางธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ พร้อมๆ กับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอีกด้วย
อุทยานธรณีสตูลครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสตูล ได้แก่ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง อำเภอละงู และอำเภอเมือง ซึ่งในแต่ละอำเภอมีสถานที่ท่องเที่ยวเรียนรู้ที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นทะเล เกาะ ป่า ถ้ำ น้ำตก และมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าสนใจ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาและใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่
อุทยานธรณีสตูลได้รับการประกาศจัดตั้งให้เป็น “อุทยานธรณีสตูล” (Satun Geopark) อุทยานธรณีแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทิอกเขาหินปูน ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ ถ้ำตะการตา ท้องทะเล และชายหาดที่สวยงาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปี พ.ศ. 2561 เป็นแหล่งที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยา ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ภูมิภาคนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น “ดินแดนแห่งฟอสซิลยุคพาลีโอโซอิก” เป็นแหล่งรวมความหลากหลายของสายพันธุ์ฟอสซิลที่หาที่เปรียบไม่ได้
อุทยานธรณีโลกยูเนสโก สตูล ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล ทางภาคใต้ของประเทศไทย อุทยานธรณีแห่งนี้ครอบคลุม 4 อำเภอ (ได้แก่ อำเภอทุ่งหวา อำเภอลางู อำเภอมะนัง และบางส่วนของเมืองสตูล) รวมถึงอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ระดับความสูงสูงสุดถึง 732 เมตร และอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 23°C ถึง 34°C พื้นที่ทางตะวันออกและทางเหนือเป็นภูเขาและเชิงเขา ในขณะที่ชายหาดและเกาะชายฝั่งเป็นลักษณะเด่นของพื้นที่ทะเลอันดามันของอุทยานธรณี
พื้นที่นี้มีชื่อเสียงในฐานะ "ดินแดนแห่งฟอสซิลยุคพาลีโอโซอิก" และเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในด้านความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของฟอสซิล รวมถึงลำดับฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุด เช่น ไทรโลไบต์ แบรคิโอพอด สโตรมาโตไลต์ คอนโอโดนต์ แกรปโตไลต์ เทนทาคูไลต์ และนอติลอยด์ ฟอสซิลไทรโลไบต์ยุคแคมเบรียนของเกาะตะรุเตาเป็นฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรไทย-มาเลย์ และชั้นเถ้าภูเขาไฟช่วยให้สามารถกำหนดอายุทางชีววิทยาของไทรโลไบต์ยุคแคมเบรียนตอนปลายได้อย่างแม่นยำ มีการค้นพบสกุลใหม่ 1 สกุลและชนิดใหม่ 5 ชนิดของไทรโลไบต์ยุคแคมเบรียน รวมถึงสโตรมาโตไลต์สีแดงที่น่าสนใจ หลักฐานจำนวนมากในพื้นที่นี้สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของอาณาจักรโลกเก่า ซึ่งฉาน-ไทยก่อตัวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินรอบกอนด์วานา ปราสาทหินปณิธานน่าจะเป็นแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญที่สุดของอุทยานธรณีวิทยา ลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นของสถานที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นภูมิประเทศหินปูนยอดเขาสูงตระหง่าน รวมถึงถ้ำทะเลที่สวยงามและทะเลสาบที่ซ่อนอยู่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้โดยเรือคายัค
อุทยานธรณีสตูลได้รับการประกาศได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลก (Satun UNESCO Global Geopark) ผ่านหน้าเว็บไซต์ www.unesco.org ซึ่งถือเป็นประเทศที่ 36 และเป็นแหล่งที่ 5 ของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วย โดยประเทศไทยได้รับมอบสัญลักษณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561
แผ่นดินอุทยานธรณีสตูลมีอายุเก่าแก่มากกว่า 500 ล้านปี คือ ซึ่งเริ่มต้นมาจากพื้นที่ทะเล ยุคแคมเบรียน (Cambrian Period) ที่พบหลักฐานที่เป็นซากดึกดำบรรพ์ประจำยุคนี้ก็คือ ฟอสซิลไทรโลไบต์ ที่เป็นฟอสซิลซึ่งอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากยุคดังกล่าวแล้วยังพบซากดึกดำบรรพ์ ของมหายุคพาลีโอโซอิก (Palaeozoic Eras) ที่เหลือเช่นกัน ทั้งยุคออร์โดวิเชียน ที่มีกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก “สโตรมาโตโลต์”, ยุคไซลูเรียน (Silurian) ถึงไทรแอสสิก (Triassic) ตอนต้น ขณะนั้นแผ่นดินอุทยานธรณีสตูลยังจมอยู่ใต้ท้องทะเล และยุคไทรแอสสิกตอนกลางถึงปัจจุบัน ซึ่งการชนกันของเปลือกโลกทำให้พื้นที่อุทยานธรณีสตูลยกตัวขึ้นมาเหนือพื้นที่ทะเล
หากย้อนหลังไปกว่า 500 ล้านปี อุทยานธรณีแห่งนี้มีลำดับชั้นหินตะกอนทางทะเลที่กว้างขวางและต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคแคมเบรียนจนถึงยุคเพอร์เมียน ทำให้เป็นสถานที่สำคัญสำหรับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วิวัฒนาการยุคแรกของโลก ภูมิทัศน์ที่อุดมไปด้วยฟอสซิลของอุทยานธรณีแห่งนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในอดีต โดยมีการค้นพบฟอสซิลต่างๆ เช่น ไทรโลไบต์ แบรคิโอพอด สโตรมาโตไลต์ คอนโอโดนต์ แกรปโตไลต์ เทนทาคูไลต์ และนอติลอยด์ ไทรโลไบต์ยุคแคมเบรียนที่พบในเกาะตะรุเตาเป็นไทรโลไบต์ที่เก่าแก่ที่สุดที่บันทึกไว้ในคาบสมุทรไทย-มาเลย์ การพบชั้นเถ้าภูเขาไฟสลับกับฟอสซิลไทรโลไบต์ ทำให้สามารถกำหนดอายุทางชีววิทยาของยุคแคมเบรียนตอนปลายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติของสถานที่แห่งนี้ หลักฐานจำนวนมากสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ชาน-ไทย เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินรอบกอนด์วานา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างภาพภูมิศาสตร์โบราณของโลกขึ้นมาใหม่ หนึ่งในลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นที่สุดของอุทยานธรณีวิทยาแห่งนี้คือ ปราสาทหินปณิธาน ซึ่งเป็นหินปูนรูปทรงยอดแหลมที่งดงามตระการตา แหล่งธรณีวิทยาแห่งนี้โดดเด่นด้วยหอคอยหินปูนที่น่าทึ่ง ถ้ำทะเล และทะเลสาบที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเข้าถึงได้โดยเรือคายัคเท่านั้น มอบประสบการณ์การเดินทางที่ดื่มด่ำไปกับหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่งดงามที่สุดของประเทศไทย การก่อตัวอย่างต่อเนื่องของภูมิประเทศแบบคาร์สต์ รวมถึงสถานที่สำคัญอย่างถ้ำตาลู แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทางธรณีวิทยาที่กำลังดำเนินอยู่ในการก่อตัวของภูมิภาคนี้ นอกจากมรดกทางด้านฟอสซิลแล้ว เขาน้อยในอำเภอลลงูยังเป็นแหล่งธรณีวิทยาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีแนวแบ่งชั้นหินที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุคออร์โดวิเชียนไปสู่ยุคไซลูเรียน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตเวลาทางธรณีวิทยาของโลก นอกจากนี้ อ่าวโมแลในอำเภอเมืองสตูลยังได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งเก็บรักษาฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคแคมเบรียนตอนปลาย
แสงแดดกำจายโอบล้อม สายลมพัดพาคลื่นกระทบพื้นที่กลายเป็นภูมิทัศน์ที่สวยงาม อุดมไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นแหล่งรวมทรัพยากรด้านธรณีวิทยาจำนวนมาก อาทิ ควนเปลือกหอย, ชายฝั่งทะเลโบราณเขาทะนาน, ซากดึกดำบรรพ์บ้านตะโล๊ะไส, ซุ้มหินชายฝั่งเกาะไข่, ถ้ำพุทธคีรี, น้ำตกธารสวรรค์, ผาโต๊ะนางดำ, หาดกรวดหินงาม, เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย, แบไรต์ทุ่งหว้า และแมงดาทะเลโบราณเกาะตะรุเตา เป็นต้น
นอกจากจะเป็นแหล่งธรณีวิทยาอันหลากหลายแล้ว ทั้งหน้าผาสูงชัน ถ้ำ ธารลอด อุทยานธรณีสตูลยังมีแหล่งโบราณคดี ที่มีสถานปัตยกรรมบ้านเรือนที่ได้รับอิทธิพลผสมผสานระหว่างจีนกับโปตุเกส ที่สร้างอาคารแบบ ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese style) หลงเหลือไว้เป็นโบราณสถานบอกเล่าความเจริญรุ่งเรืองในยุคหนึ่งร้อยกว่าปีที่ผ่านมาสู่ยุคปัจจุบัน
แผ่นดินผืนนี้ได้เชื่อมโยงมนุษย์เข้ามาอิงอาศัยใช้ถ้ำเป็นบ้าน ปัจจุบันในพื้นที่ยังมีชนพื้นเมืองทั้ง “มานิ” ที่อาศัยตามเขาหินปูนและ “อูรักลาโว้ย” ที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ ที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมร่วมกับความรู้สมัยใหม่ในการดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรม
การอุบัติขึ้นบางอย่างก็ต้องอาศัยดวงหรือช่วงจังหวะและองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างเช่นกัน ดูได้จากถ้ำวังกล้วยในภูเขาหินปูนที่โดดเด่นในเขตอำเภอทุ่งหว้า ร้อยวันพันปีลำห้วยวังกล้วยที่ไหลมาจากทางตะวันออกค่อย ๆ กัดเซาะภูเขาหินปูนจนกลายเป็นโพรง ไหลตลอดไปตามแนวยาวของภูเขานับกิโลเมตร ก่อนจะไหลทะลุภูเขาไปออกรวมกับลำคลองน้ำกร่อยที่เชื่อมยาวกับทะเลกว้าง เรียกขานอุโมงค์น้ำลอดแห่งนี้ว่าถ้ำวังกล้วย ตามชื่อลำห้วยสายน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านก็ได้อาศัยดักปลา จับกุ้ง ในคลองวังกล้วยเป็นแบบนี้มานับร้อยพันหมื่นปี
จนวันหนึ่งมีชาวบ้านไปจับกุ้งในถ้ำ แล้วไปเจอวัตถุประหลาด ลักษณะคล้ายฟันกรามของช้างอยู่บนลานทรายในถ้ำ จึงนำออกมาและคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่ามันคืออะไร จนนายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกเทศมนตรีองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ส่งเจ้าสิ่งที่พบเห็นนั้นให้นักวิชาการกรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบ แล้วได้คำตอบว่าสิ่งปริศนานั้นคือฟันกรามของช้างสเตโกดอน ที่มีอายุอยู่ในช่วงสมัยไมโอซีน ในยุคเทอร์เชียรีของมหายุคซีโนโซอิก (อายุประมาณ ๖๕-๒ ล้านปี) เป็นช้างโบราณที่ในปัจจุบันนี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าดินแดนที่เป็นจังหวัดสตูลในปัจจุบันนี้อย่างน้อยเคยมีช้างสเตโกดอนอยู่อาศัยมาเมื่อช่วง ๖๕-๒ ล้านปีก่อน
และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่กรมทรัพยากรธรณีให้ความสนใจในพื้นที่แห่งนี้ จึงส่งนักธรณีมาสำรวจพื้นที่ และพบคลังคุณค่าแห่งพื้นดินที่มีซากดึกดำบรรพ์ในยุค ๕๐๐ ล้านปีก่อนมากมาย
สำรวจแหล่งธรณีวิทยาถ้ำตุลาที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นถ้ำหินปูนที่เปิดออกสู่หลุมยุบที่บริสุทธิ์พร้อมระบบนิเวศที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นอิสระ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นที่เพิ่งค้นพบใหม่ ค้นพบการรำโนราแบบดั้งเดิม ซึ่งได้รับการยอมรับจากยูเนสโกว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศไทย ที่แสดงควบคู่ไปกับเพลงพื้นบ้านในจังหวัดสตูล
อุทยานธรณีโลกสะตุนของยูเนสโกเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรที่หลากหลาย และอุทยานธรณีแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และความพยายามในการอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการค้นพบแหล่งฟอสซิลจำนวนมากในปี 2550 หนึ่งในโครงการริเริ่มที่สำคัญคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างงาน รายได้ใหม่ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน งานต่างๆ เช่น เทศกาลฟอสซิลสะตุนและงานแสดงวัฒนธรรมอื่นๆ เป็นเวทีสำหรับช่างฝีมือและธุรกิจในท้องถิ่นในการจัดแสดงงานฝีมือ อาหาร และผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อันอุดมสมบูรณ์ของสะตุนประกอบด้วยประเพณีที่โดดเด่น เช่น พิธีเปโบ ซึ่งเป็นพิธีกรรมการสวดภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทศกาลลอยรู (การลอยเรือ) ของชาวอุรักลาโวอี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับทะเล สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น เกาะตะรุเตาและเมืองประวัติศาสตร์ซูงายอูโปห์ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้
อุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทย คือ อุทยานธรณีสตูล (Satun UNESCO Global Geopark) ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล ได้รับการรับรองจากยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 โดดเด่นด้วยฟอสซิลยุคพาลีโอโซอิกกว่า
มีความโดดเด่นระดับนานาชาติด้านซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ทะเลมหายุคพาลีโอโซอิคที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุมากกว่า 500 ล้านปี ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอทุ่งหว้า, อำเภอมะนัง, อำเภอละงู และอำเภอเมืองสตูล นอกจากนี้ยังมีลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst Topography) ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดเซาะหินปูน หินโดโลไมต์ หรือยิปซัม โดยน้ำฝนที่เป็นกรดอ่อนๆ ละลายเนื้อหิน ทำให้เกิดพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำ หลุมยุบ (Sinkhole) ถ้ำ (Cave) และภูเขาหินปูนยอดแหลมสูงชัน มักพบระบบธารน้ำใต้ดินและระบบระบายน้ำที่ซับซ้อนในพื้นที่ ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง เกาะตะรุเตา เกาะอาดังราวี เกาะหลีเป๊ะ เป็นต้น
อุทยานธรณีโลกสตูลได้ประกาศเป็นอุทยานธรณีท้องถิ่น เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง อำเภอละงู และอำเภอเมืองสตูล (อุทยานแห่งชาติตะรุเตา) รวมพื้นที่ 2,597 ตารางกิโลเมตร อุทยานธรณีโลกสตูล มีแหล่งธรณีวิทยา 53 แหล่ง แหล่งเรียนรู้ 8 แหล่ง แหล่งนิเวศวิทยา 4 แหล่ง แหล่งวัฒนธรรมแหล่งผลิตภัณฑ์ชุมชน และแหล่งอื่นๆ 11 แหล่ง รวมทั้งสิ้น 76 แหล่ง ดังนี้
น้ำตกวังสายทอง
เกาะหลีเป๊ะ
เกาะตะรุเตา
แหล่งธรณีวิทยา 53 แหล่ง
1. ถ้ำเลสตโกดอน
2. น้ำตกธารปลิว
3. น้ำตกธารสวรรค์
4. แหล่งซากดึกดำบรรพ์เขาโต๊ะสามยอด
5. สันหลังมังกร
6. เขาทะนาน
7. เกาะตะบัน
8. หาดทรายดำราไว
9. หาดปากบารา
10. เขตข้ามกาลเวลา เขาโต๊ะหงาย
11. หาดหินหลากสี
12. แหล่งซากดึกดำบรรพ์อ่าวนุ่น
13. รอยต่อของยุคทางธรณี “เขาน้อย”
14. แหล่งซากดึกดำบรรพ์ “หินสาหร่ายสโตรมาโตไลต์”
15. ถ้ำอุไรทอง
16. น้ำตกวังสายทอง
17. ล่องแก่งวังสายทอง
18. จุดชมวิวทางธรณี (Karst) เขาควนทัง
19. ถ้ำทะลุ ป่าหลุมยุบดึกดำบรรพ์
20. เกาะลิดี-หว้าหิน
21. หมุ่เกาะบุโหลน
22. สันหลังมังกร ผาใช้หนี้ บ่อเจ็ดลูก
23. ล่องเรือคายัคถ้ำลอดพบรัก
24. ปราสาทหินพันยอด
25. อ่าวฟอสซิลอายุประมาณ ๔๕๐ ล้านปี ยุคออร์โดวิเชียน
26. หาดกาสิง (หอยท้ายเภา)
27. ถ้ำเจ็ดคต
28. ถ้ำภูผาเพชร
29. แหล่งซากดึกดำบรรพ์ลานหินป่าพน
30. จุดชมวิวถนนสวย อำเภอมะนัง
31. ถ้ำระฆังทอง
32. เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกวังใต้หนาน
33. เกาะตะรุเตา (อ่าวพันเตมะละกา)
34. เกาะตะรุเตา (ซากดึกดำบรรพ์อ่าวเมาะและ)
35. เกาะตะรุเตา (อ่าวตะโละวาว คุกตะรุเตา)
36. อ่าวสน (ธารน้ำจืดลงสู่ทะเล)
37. น้ำตกลูดู
38. เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่าวตะโละอุดัง
39. ถ้ำจระเข้
40. ซุ้มหินธรรมชาติเกาะไข่
41. เกาะหลีเป๊ะ (หาดพัทยา)
42. เกาะหลีเป๊ะ (หาดซันไรซ์)
43. เกาะหลีเป๊ะ (หาดซันเซ็ท)
44. เกาะอาดัง (ที่ทำการอุทยานฯ)
45. เกาะอาดัง (ผาชะโด)
46. เกาะหินงาม
47. ร่องน้ำจาบัง
48. เกาะยาง
49. เกาะราวี (หาดทรายขาว)
50. เกาะหินซ้อน
51. เกาะรอ-กลอย
52. อ่าวลิง
53. เกาะผึ้ง
54. แหลมแต๊ะปัน (ปากบารา)
ศูนย์เรียนรู้หัตถศิลป์
“กะลาบารา”
พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีโลก
สตูล
พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์
ทุ่งหว้า
แหล่งเรียนรู้ 8 แหล่ง
1. พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีโลกสตูล
2. พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า
3. พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาโรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์
4. บ้านของเก่าโบราณ บ้านท่าข้ามควาย
5. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาโรงเรียนกำแพงวิทยา
6. ศูนย์เรียนรู้หัตถศิลป์ “กะลาบารา”
7. บ้านรากไม้
8. วิถีชีวิตชาวมานิ
หอสี่หลัง
อำเภอทุ่งหว้า
จุดชมวิวท่าอ้อย
อำเภอทุ่งหว้า
ล่องแพชมหิ่งห้อยคลองละงู
อำเภอละงู
แหล่งนิเวศวิทยา 4 แหล่ง
1. หอสี่หลัง
2. จุดชมวิวท่าอ้อย
3. เก็บหอย ล่องคลองแลหิ่งห้อย บ้านท่ายาง
4. ล่องแพชมหิ่งห้อยคลองละงู บ้านหัวทาง
ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ
บ้านท่าอ้อย
จักสานต้นคลุ้ม
บ้านวังตง
ปันหยาบาติก
อำเภอละงู
แหล่งวัฒนธรรมแหล่งผลิตภัณฑ์ชุมชน และแหล่งอื่นๆ 11 แหล่ง
1. โบราณสถานบ่อเจ็ดลูก
2. ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติบ้านท่าอ้อย
3. ศูนย์เรียนรู้พริกไทยสุไหงอุเป
4. นวดสปาสมุนไพรดึกดำบรรพ์
5. ศูนย์เรียนรู้ สวนควนข้อง หม้อข้าวหม้อแกงลิง
6. ศูนย์เรียนรู้การเพาะขยายพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์
7. จักสานต้นคลุ้ม
8. สมุนไพรทักษอร
9. ปันหยาบาติก
10. โกปี๊นาข่า กาแฟโบราณ
11. ท่าเทียบเรือปากบารา