การอ่าน-เขียนวรรณกรรม ในทัศนะของนิพนธ์ อินสิน

ห้วยทรายได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิพนธ์ อินสิน อธิการบดีสถาบันราชภัฏสกลนคร ซึ่งนอกจากจะถือว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาวรรณกรรมแล้ว เรายังทราบว่าท่านมีประวัติการทำงานวรรณกรรมอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาหนุ่มแห่ง มศว. (ประสานมิตร) ท่านเติบโตจากการอ่านการเขียนและยังเป็นนักกิจกรรมตัวยง ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจหนังสือและวรรณกรรม โดยท่านเป็นเจ้าของบ้านหนังสือสะเลเตแห่งเมืองสกลนคร เราจึงใคร่ขอคำแนะนำจากท่าน

หลังจากพยายามตรวจสอบเวลาว่างของท่าน แต่พบว่าท่านไม่เคยว่างจากงานเลย ในที่สุดตอนเที่ยงของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ห้วยทรายตัดสินใจเข้าไปนั่งรอสัมภาษณ์ท่านถึงห้องทำงานอธิการบดี ซึ่งกว่าที่ท่านจะผละจากงานมาพูดคุยกับเราได้ นาฬิกาก็เคลื่อนเข็มมาที่บ่ายสองโมงแล้ว ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พูดคุยกับท่านให้ความรู้สึกคุ้มค่าเกินการรอคอย ทุกคำพูดกลายเป็นพลังใจ เปรียบเป็นแสงเทียนส่องนำทางให้กลุ่มวรรณกรรมห้วยทรายและบรรดานักกิจกรรมทั้งงหลายก้าวเดินต่อไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง ทำให้พวกเราเรียนรู้อะไรมากมาย จากบุคลิกภาพเรียบง่ายอ่อนโยนของท่าน ทำให้เรามีกำลังใจในการทำกิจกรรมและเชื่อมั่นในพลังการอ่านวรรณกรรมว่าสร้างคนให้เต็มคนได้

ทัศนะว่าด้วยวรรณกรรม

ห้วยทราย : วรรณกรรมในทัศนะของอาจารย์เป็นหนังสือประเภทไหน

อธิการฯ นิพนธ์ : เป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ มีการสื่ออารมณ์ สื่อพลังความคิดไปสู่วงกว้าง มันมีพลังสร้างสรรค์ในตัว

ห้วยทราย : อะไรทำให้อาจารย์สนใจวรรณกรรม

อธิการฯ นิพนธ์ : ครูได้อ่านหนังสือเยอะ สมัยเด็กเคยเป็นเด็กวัด กุฎิเจ้าอาวาสเป็นที่รวบรวมหนังสือวรรณคดีเก่าไว้เยอะ เช่น อิเหนา รามเกียรติ์ ลีลาวดี กามนิต-วาสิฏฐี พอได้อ่านแล้วก็ซึมซับเข้าไป นี่คือส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือการที่เราเป็นเด็กบ้านนอก ที่มีโอกาสสัมผัสชีวิต สัมผัสวัฒนธรรม สัมผัสผู้คน มันหล่อหลอมเรา พอถึงจุดหนึ่งก็อยากจะพูดสิ่งเหล่านี้ใหัคนอื่นรับรู้ด้วย เราอยากเป็นปากเป็นเสียงให้คนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคม

ห้วยทราย : วรรณกรรมมีความสำคัญอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม

อธิการฯ นิพนธ์ : ครูคิดว่าครูเติบโตทางความคิดด้วยงานวรรณกรรม ครูเริ่มต้นจากการอ่านวรรณกรรมทุกแนว ตั้งแต่วรรณกรรม วรรณคดี วรรณกรรมเรื่องรัก วรรณกรรมประเภทประโลมโลกย์ทั้งหลาย วรรณกรรมกำลังภายในก็อ่านหมดทุกอย่าง จมอยู่กับการอ่าน ส่วนหนึ่งในชีวิตเราก็เติบโตเรียนรู้เรื่องคุณธรรม เรื่องสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร การรู้จักคนก็รู้จักจากวรรณกรรม การอ่านสอนประสบการณ์มหาศาลให้เรา สอนให้เราเรียนรู้ทุกอย่าง จัดการเกี่ยวกับชีวิตอย่างไร เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่นอย่างไร สิ่งนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากการอ่านวรรณกรรม เพราะฉะนั้นในความคิดของเราวรรณกรรมพวกประโลมโลกย์ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่พอมองย้อนกลับไปก็เห็นคุณค่าอย่างน้อยก็สอนเราในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง แต่ทั้งหมดนั้นมันก็บอกไม่ได้ว่ามาจากวรรณกรรมเล่มไหน แต่ก็อ่านทั้งหมดแล้วมาหล่อหลอมกันเรียกว่าบูรณาการกันเอง อย่างเรื่องกำลังภายในหลายเรื่องมันก็มีแง่คิดดีๆ มาใช้ในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องมาจากวรรณกรรมที่เลอเลิศเท่านั้น

ห้วยทราย : วรรณกรรมที่อาจารย์ชื่นชอบมีอะไรบ้าง

อธิการฯ นิพนธ์ : ครูชอบแนวปรัชญามากกว่า แต่แนวปรัชญาที่อ่านมาเยอะไม่ใช่ปรัชญาเชิงวิชาการมากนัก เป็นปรัชญาเชิงประยุกต์ที่เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากปรัชญาของเขามาเรียงร้อยเป็นบทกวี บทความของเขา โดยส่วนตัวที่ชอบมาเป็นสิ่งปีก็คือ คาลิล ยิบราน โดยเฉพาะเล่มที่อาจารย์ระวี ภาวิไลแปล มีชื่อเล่มว่า “ปรัชญาชีวิต” หรืออย่างของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอินเดีย คือ รพินทรนาถ ฐากุร เขียนเรื่อง “คีตาญชลี” หรือ “สาธนา” นี่ก็อ่านไม่รู้เบื่อ เล่มแรกที่อ่านก็คือ “คนนอก” ทำให้รู้ว่าในแต่ละคนมีวิญญาณขบถอยู่ในตัว หนังสือแนวปรัชญาตะวันออกของจีนหรือของอินเดียที่เป็นแนวมหายานครูก็ชอบ อ่านหนังสือที่ไปในแนวมหายานอย่างเช่นพุทธทาส เล่มที่ท่านก้าวข้ามแนวคิดของเถรวาทไปแล้ว ซึ่งความคิดเหล่านี้ครูคิดว่าควรนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเราได้ ส่วนหนังสือแนวสังคมแนวปฏิวัติการเมืองก็อ่านตอนสมัยเป็นนักศึกษา พอมาถึงจุดหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่าเบื่อ เริ่มก้าวพ้นไปแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคุณค่า แต่เราอิ่มแล้ว ข้ามพ้นเรื่องพวกนั้นไปเพราะเราอ่านปรัชญาชีวิต

ห้วยทราย : อาจารย์คิดว่าวรรณกรรมไทยต่างกับต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร

อธิการฯ นิพนธ์ : ของต่างประเทศครูก็อ่านหนังสือเด่นๆ ที่มีคนแปลมาแล้ว รู้สึกว่าเขาทำงานประณีตกว่าเยอะ มีแง่มุมที่หลากหลายกว่าเรา อย่างงานของเฮมิงเวย์, แม็กซิม กอร์กี นี่ก็สุดยอดอยู่แล้ว โดยส่วนตัวครูไม่ชอบงานที่มีเทคนิคลวดลายเยอะ ในงานเขียนครูชอบงานที่ง่ายๆ แต่สะท้อนความเป็นจริง สะท้อนชีวิตในแง่มุมที่เราไม่เคยอ่านมากกว่างานที่ลวดลายเยอะ ชอบงานที่เหมือนกับการเล่าเรื่องให้ฟัง ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เรื่องนี้น่าสลดใจ

ประสบการณ์การทำหนังสือวรรณกรรม

ห้วยทราย : ทราบว่าสมัยอาจารย์เป็นนักศึกษาเคยทำหนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรม

อธิการฯ นิพนธ์ : ครูก็ทำอยู่สองสามอย่าง เขียนทั้งเรื่องสั้น บทกวี เรียนจบแล้วก็ไม่ได้ทำต่อเนื่อง แต่ในช่วงเรียนปีสามปีสี่บางเรื่องก็ได้ตีพิมพ์บ้าง หนังสือในสมัยนั้นที่ถือว่าโด่งดังก็คือ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เขียนเมื่อประมาณปี 2514-2515 บทกวีได้ลงบ้างในหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์

ส่วนอีกแนวหนึ่งครูทำหนังสือในมหาวิทยาลัย ก็เหมือนพวกเรา ทำบางเล่มทำออกมาแล้วก็เป็นการโจมตีผู้บริหารบ้าง โดนอธิการเรียกไปดุให้เอาไปเผาบ้าง เป็นหนังสือต้องห้าม

การที่ครูเข้าไปเรียนรู้ชีวิตในโรงพิมพ์ทำให้ครูได้รู้จักกระบวนการทำหนังสือ เพราะวิชานี้มันไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย จัดพิมพ์ ติดต่อโรงพิมพ์อย่างไร ก็ได้เรียนรู้ จบแล้วทำงานตรงนี้ จากความรู้สมัยเป็นนักศึกษามาก็ได้ประโยชน์

ครูมาอยู่ที่นี่ ครูได้ก้าวหน้าทางราชการส่วนหนึ่งก็เพราะวิชานอกระบบอย่างนี้ ครูมาถึงใหม่ๆ ก็เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทำหนังสือให้กับสถาบันนับสิบๆ เล่ม บางเล่มก็อาจหาไม่เจอแล้ว ไม่ใช่หนังสือวิชาการ เป็นหนังสือสารคดี หนังสือจัดงานต่างๆ ก็ทำให้เราได้เติบโตในอาชีพราชการด้วย คือเราต้องเอาตรงนี้เข้ามาเสริม เพราะฉะนั้นครูย้ำว่ากิจกรรมที่เราทำนี้มันสำคัญกว่าเนื้อหารายวิชาด้วยซ้ำไป เพราะเนื้อหาวิชาเราก็ลืมไป แต่ประสบการณ์ที่เราทำเราเอาไปใช้ได้ตลอด

การเขียนวรรณกรรม

ห้วยทราย : อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำเกี่ยวกับการเขียนงานวรรณกรรม

อธิการฯ นิพนธ์ : เขียนอย่างที่เราอยากเขียน ไม่ต้องไปคำนึงถึงเทคนิคมากมาย คำนึงถึงแต่ว่าสิ่งที่เราอยากสื่อคืออะไร เราจะเขียนอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเขียนรูปแบบไหน ในรูปสารคดี บทความ แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้นต้องมีแง่มุม ต้องมีเทคนิคให้น่าสนใจ จากวัตถุดิบหนึ่งสามารถนำไปเขียนได้หลายรูปแบบ เช่น มีข้อมูลว่าอาจารย์สาวบรรจุใหม่อยู่บ้านพักที่ห่างจากตัวหมู่บ้านแล้วถูกข่มขืน ครูคนนี้จะแก้ปัญหาชีวิตอย่างไร

เราสามารถนำมาเขียนเป็นบทกวี ถ้าเลือกเรื่องสั้นจะสามารถบวกจินตนาการได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะดำเนินเรื่องไปอย่างไร ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าผู้หญิงคนนี้โดนข่มขืนและในทัศนะของผู้หญิงมองว่าพรหมจารีย์เป็นสิ่งสำคัญ แล้วผู้หญิงคนนี้ต้องอับอายจนอยู่ในหมู่บ้านไม่ได้ เราก็แต่งเรื่องขึ้นว่าแฟนจะมาแล้วเธอจะรับหน้าแฟนยังไง ตามภาษาวรรณกรรมเรียกว่าความขัดแย้ง เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้วตัวละครจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร เพื่อดำเนินไปสู่จุดสูงสุดของเรื่อง สามารถจบลงได้เป็นสิบๆ แบบ สำคัญอยู่ที่จะบอกอะไรแก่ผู้อ่าน เช่น พรหมจารีย์เป็นเรื่องสำคัญมาก สำคัญกว่าความเป็นคนหรือเปล่า หรือว่ามองเป็นเหมือนรอยที่ถูกแมวข่วนไม่นานก็หาย วัตถุดิบเรารับเอามาปรุงเป็นเรื่องสั้นยังไงขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการบอกอะไรกับคนอ่าน เราจะบอกคนอ่านว่าอย่างไหนถูกอย่างไหนผิด อย่างไหนควรทำอย่างไหนไม่ควรทำ ในความคิดเห็นของครูนั้นเห็นว่าเป็นสิ่งที่วัดคุณค่าอย่างหนึ่งของวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมเป็นเหมือนโคมไฟชี้นำทางที่ถูกต้องให้กับคน ถ้าเป็นโคมที่ส่องทางดีก็ดีไป เป็นโคมไฟส่องทางที่ผิดหรือเป็นกระจกที่บิดเบี้ยววรรณกรรมนั้นก็ไม่น่าจะดี เป็นวรรณกรรมเหมือนกัน มีพลังสร้างสรรค์เหมือนกัน อยู่ที่ว่าจะเป็นวรรณกรรมที่ทำให้จิตใจคนสูงขึ้น หรือทำให้จิตใจต่ำลง จะทำให้เราเข้าใจคนยากคนจน หรือทำให้เราดูถูกคนยากคนจน

หรือจะเอาเหตุการณ์ที่ชาวบ้านปากมูนประท้วง อาจจะเขียนว่าคนปากมูนสบาย ประท้วงรัฐบาลเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น หรือจะเขียนว่าเขาเดือดร้อนจริงๆ เราสามารถตีแผ่ให้คนอื่นเห็นว่าจริงๆ แล้วคนเหล่านี้มีความทุกข์ เราควรให้อภัยเขา ถ้าคนเหล่านี้ไปให้เราเดือดร้อน ควรเหลือเกื้อกูลเขาถ้ามีโอกาส สิ่งเหล่านี้เป็นตัววัดว่าเราบอกว่าอะไรกับคนอ่าน

ความสนใจวรรณกรรมของนักศึกษา

ห้วยทราย : อาจารย์คิดว่านักศึกษาที่นี่สนใจงานวรรณกรรมแค่ไหน

อธิการฯ นิพนธ์ : ไม่มากเลย ตั้งแต่สมัยที่ครูสอนมา เป็นกลุ่มน้อยมาก หนึ่งเปอร์เซ็นต์สองเปอร์เซ็นต์

ห้วยทราย :  เพราะอะไรที่ทำให้นักศึกษาไม่ค่อยสนใจงานวรรณกรรม

อธิการฯ นิพนธ์ : อยู่ที่พื้นฐานการอ่าน ไม่ใช่เฉพาะที่เรานะ ที่อื่นก็เหมือนกัน ของเรายังคิดว่าดีกว่าที่อื่นเสียอีก กิจกรรมบางอย่างเราล้ำหน้าคนอื่นเสียอีก อย่างกิจกรรมลงชุมชนมากกว่ามหาวิทยาลัยใหญ่ๆ หลายแห่งด้วยซ้ำ เราต้องรู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างนั้น โลกมันเป็นอย่างนั้น เหมือนนักศึกษาชอบฟังธรรมะแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เราต้องยอมรับในส่วนนี้ ไม่งั้นเราก็จะหดหู่ เพื่อนคนหนึ่งที่เดินเข้าร่วมกิจกรรมนั้นมีค่ามหาศาลในทางความคิดและการเติบโต ครูให้กำลังใจพวกเราจัดกิจกรรมง่ายๆ อย่างขึ้นไปบ้านพ่อเล็กก็ชวนน้องที่มีใจรักไปเรียนรู้กิจกรรมอย่างนี้ เราจะไปสร้างให้มันบูมหรูหราขึ้นมาก็ไม่ได้

ห้วยทราย : บางครั้งมีการกล่าวว่าทำกิจกรรมแล้วการเรียนตกต่ำ

อธิการฯ นิพนธ์ : ขึ้นอยู่กับการจัดการตัวเอง คนที่ทำกิจกรรมยิ่งจะมีการจัดการจัดระเบียบตัวเอง ครูคิดว่าไม่น่าจะใช่ข้อสรุปนี้ ถ้ารู้จักว่าเวลานี้อ่านหนังสือ เวลานี้ทำกิจกรรม น่าจะเป็นคนมีคุณภาพ เท่าที่ครูประสบมา คนที่ทำกิจกรรมต่างหากที่เรียนดี คนที่ได้เกียรตินิยมก็ทำกิจกรรมทั้งนั้น เพราะเขาได้เรียนรู้การบริหารเวลาจากการทำกิจกรรม

ห้วยทราย : อยากขอข้อแนะนำเพื่อให้นักศึกษาหันมาสนใจงานวรรณกรรม

อธิการฯ นิพนธ์ : จะให้นักศึกษาสนใจวงกว้างก็คงไม่ได้ คงทำได้ในวงแคบ ที่พวกเราจัดกิจกรรมก็ดีมากแล้ว อาจจำหน่ายจ่ายแจกไประยะหนึ่ง และชวนคนที่สนใจนั่งคุยกัน ความเชื่อมั่นส่วนตัวของครูช่วงเวลาสามสิบปีที่ครูเติบโตมากิจกรรมอะไรที่เป็นกิจกรรมคุณภาพต้องหลีกเลี่ยงเชิงปริมาณ เราไม่ต้องไปคาดหมายเป็นร้อยเป็นพันแต่เราคาดหมายแค่สี่ห้าคนก็มีคุณค่ามหาศาล อย่าไปฝันว่าต้องมีคนเยอะ ในโลกปัจจุบันจะให้เป็นอย่างนั้นต้องเป็นกิจกรรมบันเทิงเริงรมย์ พวกเต้นแร้งเต้นกาถึงจะได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมเชิงคุณภาพแล้ว จะให้แห่มาเยอะๆ เป็นไปไม่ได้ และไม่ควรเป็นอย่างนั้นด้วย เติบโตไปในทางที่ตัวเองคิดว่ามีคุณค่า เราทำอย่างนี้มีคนสนใจสักสี่ห้าคน มานั่งคุยกัน ครูยินดีสนับสนุน.

ขอขอบคุณ

  • กลุ่มวรรณกรรมห้วยทราย
  • วิชาญ ฤทธิธรรม. (บรรณาธิการ). “บทสัมภาษณ์ ผศ.นิพนธ์ อินสิน.” ใน นิพนธ์ อินสิน. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 2550. หน้า 104-107
  • วิชาญ ฤทธิธรรม. (บรรณาธิการ). “บทสัมภาษณ์อธิการบดีนิพนธ์ อินสิน” ใน เสรีไทยภูพานถึงบ้านนาบัว : แนวรบไม่เคยเปลี่ยนแปลง. สกลนคร : กองทุน นิพนธ์ อินสิน, 2551. หน้า 78-84.

หมายเหตุ

กลุ่มวรรณกรรมห้วยทรายก่อตั้งขึ้นเมื่อเดินตุลาคม ปี 2543 เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกำเนิดของกลุ่มเด็กฮักถิ่น โดยกลุ่มนักกิจกรรมใต้ห้อง 327 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ประสบการณ์หนึ่งปีทำให้ห้วยทรายเริ่มเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นว่ากิจกรรมของกลุ่มเป็นสิ่งดีงาม เรามุ่งสร้างสรรค์ความรู้ จินตนาการและนำเสนอออกมาในรูปงานวรรณกรรม เราอ่อนด้วยประสบการณ์ แต่เปี่ยมด้วยใจรัก กลุ่มวรรณกรรมห้วยทรายจึงพร้อมจะเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่าและคุณภาพ.

ą
Tawat Moo,
Apr 20, 2015, 9:54 PM
Comments