ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดกำรเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษาของผู้รับการนิเทศ หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน (40 คะแนน)
ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดกำรเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษาของผู้รับการนิเทศ หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน (40 คะแนน)
วิธีดำเนินการ (20 คะแนน)
ผู้รายงานได้คิดค้น ปรับเปลี่ยน พัฒนากระบวนการนิเทศตามแนวทาง วิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR หรือ Action Research แบบ PAOR คือ กระบวนการวิจัยที่เน้นการแก้ปัญหาหรือพัฒนากิจกรรมในบริบทจริง โดยใช้ 4 ขั้นตอนที่เป็นวงจรต่อเนื่อง ได้แก่ วางแผน (Plan), ปฏิบัติการ (Action), สังเกต (Observation) และ สะท้อนผล (Reflection) เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ดีขึ้นในวงจรถัดไป ของ Kemmis and McTaggart เป็น S-PAOR โดยเพิ่มขั้นตอนสำรวจโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในขั้นที่ 1 ให้เป็นกระบวนการนิเทศในแบบของตนเอง นำไปใช้พัฒนางานด้านการพัฒนาครูในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 และงานประกันคุณภาพการศึกษารวมทั้งงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดความสำเร็จตามภาระกิจในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง และงานด้านประเด็นท้าทาย
พิจารณาจากการดำเนินการที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด ไว้ในข้อตกลง และสะท้อนให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามตำแหน่งและวิทยฐานะ
โรงเรียนบ้านหนองเทพ/ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ
โรงเรียนบ้านนาศรีสุขฯ/ร่วมกับผู้บังคับบัญชา/ศึกษานิเทศก์
โรงเรียนบ้านโนนเปือย/ร่วมกับผู้บังคับบัญชา/ศึกษานิเทศก์
ปีงบประมาณ 2566
ประเด็นท้าทาย เรื่อง ผลการนิเทศแบบ Coaching ที่มีต่อการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และถาม อภิปรายร่วมกันผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึงความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ (แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหน่วยศึกษานิเทศก์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Active Learning)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้) "เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยการร่วมมือระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ในการนี้ ครูต้องลดบทบาทในการสอนและการให้ข้อความรู้แก่ผู้เรียนโดยตรงลง แต่ไปเพิ่มกระบวนการและกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการจะทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยการพูด การเขียน การอภิปรายกับเพื่อนๆ (วารสารวิชาการ ปีที่ 6 ฉบับที่ 9 กันยายน 2546 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมวิชาการ) จุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประจำปีงบประมาณพ.ศ 2566 ข้อที่ 6 ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ active learning มีการวัดและประเมินผลใน ชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และสมรรถนะของผู้เรียน assessment for learning ทุกระดับ (ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเรื่องนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประจำปีงบประมาณพ.ศ 2566)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2553 อ้างถึงใน สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558) กล่าวถึงลักษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ (Active Learning) ไว้ดังนี้ เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่การคิด การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน และการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการความคิดรวบยอด ความรู้เกิดจากประสบการณ์การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน บทบาทของอาจารย์ผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางของ (Active Learning) ดังนี้ (ณัชนัน แก้วชัยเจริญกิจ, 2550) จัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการในการพัฒนาผู้เรียนและเน้นการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียนโดย สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นพลวัต ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมรวมทั้ง กระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอนที่หลากหลาย วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรม ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออก และความคิดเของที่ผู้เรียน
นอกจากนี้ ยรรยง ผิวอ่อน ได้กล่าวถึงลักษณะที่สำคัญที่เป็นตัวชี้ ถึงการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning ) ต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ อย่างน้อย 4 ประการ คือ ผู้เรียนได้ฝึกคิด ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และรวมถึงผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียนและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ (อ้างจาก PowerPoint slides ดร.ยรรยง ผิวอ่อน การอบรมเชิงปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 รายงานผลจากการนิเทศ ติดตาม โรงเรียนตามโครงการอื่น ๆ ประกอบกับการรายงานผลการพัฒนาตามนโยบาย 3 สร้างของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ด้านการพัฒนาคุณภาพครูผู้สอน ในการออกแบบและการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning พบว่า ครูผู้ช่วยกว่าร้อยละ 80 ยังขาดความชัดเจนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและกลุ่มสาระการเรียนรู้ รูปแบบการสอนที่เป็นแนวทางที่ชัดเจน ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามความคาดหวังของนโยบายหน่วยงานต้นสังกัด
ในทำนองเดียวกันจากการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประเมินข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) ของครูผู้สอนและการนิเทศ ติดตาม การพัฒนาการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้ช่วย ในสังกัดยังพบว่า ด้านการออกแบบและการจัดการเรียนรู้ ของครูผู้สอนจำนวนมากยังประสบปัญหาการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ (Active Learning) ซึ่งส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ในลำดับขั้นตอนต่อไปของครูผู้สอนอีกด้วย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (TSQP) รุ่นที่ 2 ในด้านการออกแบบกิจกรรมและการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้นำรูปแบบการสอนแบบ 5 ขั้นตอน (5STEPs หรือ QSCCS) มาปรับประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรมสำหรับครูผู้สอนในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จากการนิเทศติดตามผลรูปแบบต่าง ๆ พบว่า ครูผู้สอนกลุ่มเป้าหมายสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ Active Learning ได้เป็นที่น่าพอใจและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องหากแต่ยังมีข้อจำกัดเฉพาะโรงเรียนในโครงการ 12 โรงเรียนเท่านั้น ผู้จัดทำโครงการมีความมุ่งหวัง ที่จะนำรูปแบบดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาครูผู้สอนประกอบกับรูปแบบการนิเทศแบบ Coaching ผสมผสานกับการใช้แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยใช้รูปแบบ Plan – Do – See – Reflection มาใช้ในการพัฒนา โดยคาดหวังว่าน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ครูผู้สอนสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
จากแนวคิด หลักการ และปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้รายงานได้นำมากำหนดเป็นประเด็นที่ท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษาของผู้รับการนิเทศ หรือการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในหน่วยงานการศึกษา โดยกำหนดเป็นโครงการการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ผู้รายงานคาดหวังว่า น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นไปตามเจตนารมณ์และจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ต่อไป
วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อศึกษาความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาของครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการ
เรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
2.2 เพื่อพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning โดย
ประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
2.2.1 เพื่อพัฒนาเครื่องมือในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active
Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
2.2.2 เพื่อพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active
Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
2.3 เพื่อนิเทศ ติดตาม ครูผู้สอนที่ผ่านการพัฒนา โดยใช้เทคนิคการนิเทศแบบ Coaching
2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจผลการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
ผู้รายงานได้กำหนดขอบเขตของการรายงานครั้งนี้ไว้เป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้
ระยะที่ 1 ขั้นศึกษาความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาของครูผู้สอน ในระยะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาของครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS ในการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการทำแบบสอบถามผ่านระบบ google form
ระยะที่ 2 ขั้นการพัฒนา กลุ่มผู้ร่วมในการพัฒนา ได้แก่
ระยะที่ 3 ขั้นนิเทศ ติดตามและประเมินผลการพัฒนา
มีวิธีการดำเนินการให้บรรลุผลในการพัฒนาตามขั้นตอน 6 ขั้น ดังนี้
1) ขั้นศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ
2) ขั้นวางแผน
3) จัดสร้างแนวทางการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
4) นิเทศ ติดตามผล และประเมินผล
5) ขั้นสรุปผล รายงานผล
6) ขั้นขยายผล
1) ขั้นศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ
ศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ โดยการสอบถามปัญหา สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง สนทนากลุ่ม (Focus Group) สรุปประเด็นสภาพปัจจุบันและความต้องการนำมาใช้ในการจัดทำหลักสูตรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในด้านการออกแบบกิจกรรมและการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน 5 ขั้นตอน QSCCS ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
2) ขั้นวางแผน
ผู้รายงานได้จัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาครูและขออนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ในการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน 5 ขั้นตอน QSCCS ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
3) จัดสร้างแนวทางการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
3.1 แนวทางการพัฒนา จำนวน 3 ชุด ได้แก่
1) เอกสารประกอบการฝึก การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
2) เอกสารการนิเทศ แบบ coaching
3) เอกสารแนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยใช้รูปแบบ Plan–Do–See–Reflection
3.2 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 12 ชุด ได้แก่
1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการของผู้บริหาร/ครู
2) แบบสัมภาษณ์สภาพปัจจุบันและความต้องการของผู้บริหาร/ครู
3) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ความต้องการพัฒนาของผู้บริหาร/ครู
4) แบบประเมินเอกสารการฝึกอบรมของผู้เชี่ยวชาญ
5) แบบประเมินเอกสารประกอบการนิเทศแบบ Coaching
6) แบบประเมินเอกสารแนวทาง การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS
7) แบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผลการออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
8) แบบประเมินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
9) แบบสังเกตการณ์จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
10) แบบประเมินตนเองของครูผู้สอน
11) แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน/ผู้เรียน
12) แบบบันทึกผลการใช้แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
4) นิเทศ ติดตามผล และประเมินผล
4.1 การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา
4.2 นิเทศ ติดตามผลการพัฒนา โดยใช้การนิเทศแบบ Coaching และใช้กระบวนการ (PLC) โดยใช้รูปแบบ Plan – Do – See – Reflection ในการนิเทศกลุ่มเป้าหมายพัฒนา ตามปฏิทินที่กำหนด การพัฒนาจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยประยุกต์ใช้ กระบวนการเรียนการสอนแบบ 5 ขั้นตอน (5STEPs หรือ QSCCS) โดยมีผู้ร่วมนิเทศ ได้แก่
1) ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จำนวน 8 คน
2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ จำนวน 3 คน
3) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 36 คน
4) ครูผู้สอน จำนวน 60 คน
5) ขั้นสรุปผล รายงานผล
จัดทำรายงานผลการนิเทศ การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน QSCCS สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ครั้งนี้ ผู้จัดทำข้อตกลงได้จัดทำสรุปรายงานผลในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา (R&D) Research and Development เป็นการวิจัยผสมผสาน เชิงปริมาณและคุณภาพ (Mixed Method)
6) ขั้นขยายผล
ผลจากการพัฒนากลุ่มตัวอย่าง จะใช้เป็นรูปแบบในการขยายผลไปยังกลุ่มครูผู้สนใจในเครือข่ายอื่น ๆ ต่อไป
ปีงบประมาณ 2567
ประเด็นท้าทาย เรื่อง ผลการนิเทศแบบ Coaching & PLC ที่มีต่อการพัฒนาครูในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
1. สภาพปัญหาของการจัดการเรียนรู้และการจัดการศึกษา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
จากรายงานผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Test) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างปีการศึกษา 2564-2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พบว่า ปีการศึกษา 2564 มีผลคะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 50.47 ต่ำกว่าระดับจังหวัดและต่ำกว่าระดับประเทศ ปีการศึกษา 2565 มีผลคะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 53.19 ต่ำกว่าระดับจังหวัดแต่สูงกว่าระดับประเทศ หากพิจารณาเป็นรายสาระทั้ง 2 ปีการศึกษา พบว่า สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด รองลงมา ได้แก่ สาระที่ 2 การเขียน และสาระที่ 1 การอ่าน ตามลำดับ
อีกทั้งจากผลการนิเทศ ติดตาม ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จำนวน 55 โรง พบว่า ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ยังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบโดยสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือ อาจเป็นผลให้ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของครูผู้สอนและผู้เรียน อาจส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จากการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ครูผู้สอน
ร้อยละ 80 มีความต้องการอยากพัฒนาตนเองในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการจัดทำประเด็นท้าทายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
การพัฒนาครูผู้สอนโดยใช้เทคนิคการนิเทศแบบ Coaching ประกอบกับการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community : PLC) ภายหลังการพัฒนาในรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยให้ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขได้ฝึกคิด ลงมือปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้ร่วมกับบุคคลอื่นๆ ตลอดจนได้เรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ของตนเองเป็นไปตามเจตนารมณ์และจุดเน้นของหน่วยงานต้นสังกัด
จากหลักการและเหตุผลดังกล่าวผู้รายงานจึงได้จัดทำโครงการการพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในการออกแบบและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 โครงการการพัฒนาครูผู้สอนและสถานศึกษาให้มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศหรือนวัตกรรม ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 และโครงการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 (3Rs 8Cs) ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ 2567
โดยคาดหวังว่าน่าจะเป็นแนวทางในการสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ให้มีความรู้ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน เป็นไปตามจุดเน้นของหน่วยงานต้นสังกัด ต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาของครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการ
เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2. เพื่อพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
3. เพื่อนิเทศ ติดตามผลการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
ผู้รายงานใช้กระบวนการนิเทศในการพัฒนาตามขั้นตอน ดังนี้
1) ขั้นศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ
ศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ โดยการสอบถามปัญหา สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง สนทนากลุ่ม (Focus Group) สรุปประเด็นสภาพปัจจุบันและความต้องการนำมาใช้ในการจัดทำหลักสูตรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในด้านการออกแบบกิจกรรมและการจัดการเรียนรู้แบบ (Active Learning)
2) ขั้นวางแผน
ผู้จัดทำข้อตกลงได้จัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาครูและขออนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ในการพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบและการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
3) จัดสร้างแนวทางการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
3.1 แนวทางการพัฒนา
1) เอกสารประกอบการฝึก การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ (Active Learning)
2) เอกสารการนิเทศ แบบ coaching
3) เอกสารแนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยใช้รูปแบบ Plan–Do–See–Reflection
3.2 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการของผู้บริหาร/ครู
2) เอกสารประกอบการนิเทศแบบ Coaching
3) เอกสารแนวทาง การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ (Active Learning)
4) แบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผลการออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบ (Active Learning)
5) แบบประเมินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
6) แบบสังเกตการณ์จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
7) แบบประเมินตนเองของครูผู้สอน
8) แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน/ผู้เรียน
9) แบบบันทึกผลการใช้แนวทางชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
4) นิเทศ ติดตามผล และประเมินผล
4.1 การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา
4.2 นิเทศ ติดตามผลการพัฒนา โดยใช้การนิเทศแบบ Coaching และใช้กระบวนการ (PLC) โดยใช้รูปแบบ Plan – Do – See – Reflection ในการนิเทศกลุ่มเป้าหมายพัฒนา ตามปฏิทินที่กำหนด โดยมีผู้ร่วมนิเทศ ได้แก่
1) ศึกษานิเทศก์
2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ
3) ผู้บริหารสถานศึกษา
4) ครูผู้สอน
5) ขั้นสรุปผล รายงานผล
จัดทำรายงานผลการนิเทศ การพัฒนาครูผู้สอนในการออกแบบและการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) โดยจัดทำสรุปรายงานผลในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา (R&D) Research and Development เป็นการวิจัยผสมผสาน เชิงปริมาณและคุณภาพ (Mixed Method)
6) ขั้นขยายผล
ผลจากการพัฒนากลุ่มตัวอย่าง จะใช้เป็นรูปแบบในการขยายผลไปยังกลุ่มครูผู้สนใจในเครือข่ายอื่น ๆ ต่อไป
3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง
3.1 เชิงปริมาณ
1) ครูร้อยละ 85 สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้
2) ครูร้อยละ 85 สามารถนำการออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไปใช้จัดกิจกรรมการสอนได้อย่างมีคุณภาพ
3.2 เชิงคุณภาพ
ครูผู้สอนกลุ่มเป้าหมาย ผู้ร่วมพัฒนา สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างมีคุณภาพ
เพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
ปีงบประมาณ 2568
ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนาครูเพื่อบูรณาการสาระท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้แนวทางการนิเทศ CP Model โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
ดำเนินการนิเทศเป็นแบบอย่างที่ดี และให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนด้วยการ ริเริ่ม พัฒนา วิธีการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน นำกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 เป็นกรอบพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้เครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมพัฒนาการนิเทศการศึกษา ครูวิชาการ ผู้อำนวยการหนุนเสริม ผู้บริหารที่ร่วมโครงการ“พัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมการนิเทศ 4 ขั้นตอน ตามกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ (PAOR) ประกอบด้วย ขั้นวางแผน (Plan : P) ขั้นปฏิบัติ (Act : A) ขั้นสังเกต (Observe : O) และขั้นสะท้อนผล (Reflect : R) ซึ่งการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ดำเนินการ 4 ขั้นตอนตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) มีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นวางแผน (Plan : P)
ขั้นที่ 1 ขั้นศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ
สำรวจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผน
จัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาครูและขออนุมัติจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จัดทำโครงการ ส่งเสริมพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่สอดคล้อง ดังนี้
กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล
กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาครูเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs)
กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมพัฒนาครูผู้สอนจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Active Learning) บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับสาระการเรียนรู้รายวิชาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
ขั้นที่ 3 จัดสร้างแนวทางการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
1. เตรียมคู่มือการฝึกอบรม จำนวน 4 หน่วย ประกอบด้วย
หน่วยที่ 1 ทำเนียบแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
หน่วยที่ 2 การบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามมาตรฐาน/ตัวชี้วัด
หน่วยที่ 3 การออกแบบหน่วยการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
หน่วยที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
2. เตรียมเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับครู ประกอบด้วย
1) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ
2) แบบประเมินหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้
3) แบบสังเกตชั้นเรียน
4) แบบประเมินความพึงพอใจครู
5) แบบประเมินความพึงพอใจนักเรียน
3. ประชุมชี้แจงวิทยากรแกนนำ (ศึกษานิเทศก์) เพื่อเตรียมการฝึกอบรมครูโรงเรียนต้นแบบ
ขั้นที่ 4 นิเทศ ติดตามผล และประเมินผล
1) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา
2) นิเทศ ติดตามผลการพัฒนา โดยใช้การนิเทศแบบ CP MODEL ในการนิเทศกลุ่มเป้าหมายพัฒนาตามปฏิทินที่กำหนดโดยมีผู้ร่วมนิเทศ ได้แก่
1) ศึกษานิเทศก์
2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ
3) ผู้บริหารสถานศึกษา
4) ครูวิชาการ
๕) ผู้รับการนิเทศ
5) ขั้นสรุปผล
สรุปผลข้อมูล จากการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาต่อไป
2. ขั้นปฏิบัติ (Act : A)
เป็นการดำเนินการพัฒนาครูเพื่อบูรณาการสาระท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้แนวทางการนิเทศ CP Model โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่
1) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
1.1 เอกสารประกอบการฝึกอบรม
1.2 แนวทางการนิเทศแบบ CP MODEL
๒) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 ทดสอบความรู้ ความเข้าใจ ก่อน-หลัง การฝึกอบรม
2.2 แบบสังเกตการณ์ฝึกอบรม
2.3 แบบนิเทศ ติดตามและส่งเสริมสนับสนุน
2.4 แบบประเมินความรู้ ความสามารถในการพัฒนา
2.5 แบบประเมินความพึงพอใจครูหลังการพัฒนา
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นพัฒนาครูเพื่อบูรณาการสาระท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก โดยใช้แนวทางการนิเทศ CP Model โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
-จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามกิจกรรม ดังนี้
1) ทดสอบความรู้ก่อนฝึกอบรม
2) ฝึกอบรมครูโรงเรียนต้นแบบการบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
3) ทดสอบความรู้หลังฝึกอบรม
4) สอบถามความพึงพอใจครูหลังการฝึกอบรม
3. ขั้นสังเกต (Observe : O)
1) ภายหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 30 วัน/นิเทศ ติดตาม
2) เก็บรวบรวมข้อมูล
4. ขั้นสะท้อนผล (Reflect : R)
เป็นการประชุมสรุปผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอน
1) ประชุมสรุปผลแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประกวดวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) การจัดการเรียนรู้ บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
2) เผยแพร่ผลงานการจัดการเรียนรู้บูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ ด้วยการ