Schizophrenia
ความจริงที่วิปริต "จิตเภท"
Schizophrenia
ความจริงที่วิปริต "จิตเภท"
ภาวะจิตเภทเป็นความผิดปกติทางจิตใจที่มีหลากหลายแง่มุม มันเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ ดึงดูด และทำให้นักวิทยาศาสตร์ คุณหมอ และสังคมโดยรวมรู้สึกสับสนมาหลายศตวรรษ เพราะด้วยลักษณะที่ซับซ้อนของโรคนี้ลงลึกไปในแก่นแกนของการรับรู้ ความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ของมนุษย์ ทำให้เป็นเรื่องที่น่าหลงใหลและท้าทายอย่างยิ่ง ในบทความนี้ เราจะออกเดินทางเพื่อคลี่คลายความซับซ้อนของภาวะจิตเภท โดยสำรวจบริบททางประวัติศาสตร์ ลักษณะทางคลินิก สาเหตุ และมุมมองแบบร่วมสมัย
ประวัติศาสตร์ของภาวะจิตเภทเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดและการให้ตราบาปต่อผู้ถูกกล่าวโทษ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าของผู้ป่วยที่ถูกหล่อหลอมโดยความกลัวและความเข้าใจผิดของสังคม ตั้งแต่สมัยโบราณที่บุคคลที่มีอาการประสาทหลอน พวกเขาเหล่านั้นก็มักจะถูกตีตราหรือถูกมองว่าถูกครอบงำด้วยวิญญาณชั่วร้าย จนปัจจุบัน มาถึงยุคสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าในด้านประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์ ผ่านการเดินทางมาอย่างยากลำบาก ภาวะจิตเภทในปัจจุบันได้รับมุมมองใหม่ ๆ ในแง่ของการตีความและรวมไปถึงการจำแนก แยกประเภท
แต่เดิม แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะจิตเภท ที่ซึ่งได้รับการสะท้อนจากความขัดแย้งในทฤษฎีของอีมิล แครปเปลิน ว่าเป็นโรคสมองเสื่อมเริ่มแรก เขาได้เน้นว่าโรคจิตเภทเป็นโรคที่มีแนวโน้มเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต่อมา ผ่านการนำเสนอคำว่า "จิตเภท" โดยยูเกน บลูเลอร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้ขยายขอบเขตแนวคิดให้กว้างขึ้น ครอบคลุมสเปกตรัมของอาการต่างๆ ตั้งแต่ประสาทหลอน ภาวะหลงผิด การคิดสับสน จนถึงอารมณ์ที่ซึมเศร้า
DSM-5 (คู่มือจำแนกโรคทางจิตเวชของสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 5) ให้คำนิยามของภาวะจิตเภทตามการมีอยู่ของอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะที่ปรากฏขึ้นเป็นช่วงเวลาที่นานในระดับหนึ่ง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้ ส่งผลให้เกิดความเครียดหรือการทำงานบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญในด้านสังคม อาชีพ หรือด้านสำคัญอื่น ๆ อาการเหล่านี้ประกอบด้วย “อาการบวก” เช่นประสาทหลอนและภาวะหลงผิด นอกจากนั้นก็ยังมี “อาการลบ” นำมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น การแสดงออกทางอารมณ์ที่ลดลง และการขาดแรงจูงใจ และความบกพร่องทางการรับรู้
สาเหตุของภาวะจิตเภทมีหลายปัจจัย โดยมันสามารถที่จะมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ซับซ้อนทางประสาทวิทยา และสิ่งแวดล้อม ตลอดไปจนถึงเหตุผลทางพันธุกรรม ที่เรารู้ปัจจัยอย่างที่กล่าวมาได้ ก็เพราะเราได้ทำการศึกษาในหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการศึกษาในฝาแฝด จากการศึกษา มันบ่งชี้ว่า มันมีองค์ประกอบของความผิดปกติต่าง ๆ หลาย ๆ อย่างที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ บรรดางานวิจัยทางประสาทวิทยาล้วนชี้ให้เห็นความผิดปกติในการส่งผ่านสารสื่อประสาท เช่น โดปามีน กลูตาเมต และเซโรโทนิน ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานในบริเวณสมองบางส่วน เช่น สมองส่วนหน้าและฮิปโปแคมปัส
ปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอกก็สามารถเป็นเหตุแห่งโรคจิตเภทได้เช่นกัน ตั้งแต่ปัจจัยก่อนคลอดอย่างการติดเชื้อของมารดาและภาวะแทรกซ้อนทางสูตินรีเวช ไปตลอดจนถึงความเครียดทางจิตที่เกิดขึ้นจากสังคม เช่น การเติบโตในเมืองและประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กที่มีส่วนสำคัญต่อความเสี่ยงและการดำเนินของภาวะจิตเภท diathesis-stress Model ได้นำเสนอว่า ความเปราะบางทางอารมณ์สามารถที่จะถ่ายทอดกันผ่านทางพันธุกรรมได้ ซึ่งมันจะไปมีผลต่อปฏิสัมพันธ์กับความเครียดจากสิ่งแวดล้อมต่ออีกทอดหนึ่ง ห่วงโซ่แบบนี้ ไม่แปลกอะไรถ้ามันจะเป็นตัวการนำไปสู่การเริ่มต้นของโรค อีกครั้งที่ในปัจจุบันเรารู้แล้วว่ามันมีความเกี่ยวข้อง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 2 สิ่ง ก็คือพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อกระบวนการก่อเกิดโรคได้อย่างไร
มุมมองร่วมสมัยที่มีต่อภาวะจิตเภท ปัจจุบัน เราเน้นแนวทางแบบองค์รวม ประกอบด้วยการรักษาด้วยยา การช่วยเหลือทางจิตสังคม และการดูแลเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ หากสงสัยว่ายา ทำไมต้องกินยา คือว่า ยาต้านจิตเภทเป็นยาที่มีเป้าหมายจัดการกับระบบสารสื่อประสาทประเภทโดปามีนและสารสื่อประสาทชนิดอื่น ๆ ด้วยการจัดการกับสารสื่อประสาทได้ ยาย่อมเป็นทางเลือกที่ไม่เลวต่อการสร้างหนทางสู่การรักษา เพื่อบรรเทาอาการบวก และลดความเสี่ยงของการกำเริบของอาการ
การช่วยเหลือทางจิตสังคม ซึ่งรวมถึงการบำบัดพฤติกรรม การให้ความรู้แก่ครอบครัว และการสนับสนุนการมีงานทำ มีเป้าหมาย สริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการให้วิชาชีพที่ถูกต้อง เหมาะสม สามารถนำมาใช้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำงานทางจิตที่บกพร่องได้ กรอบแนวคิดด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้ป่วยโรคจิตเภทนี้สามารถสร้างได้จากการให้พลังใจ การให้ความหวัง และเสริมความแข็งแกร่งทางอารมณ์ สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมา ล้วนเน้นย้ำถึงความเชื่อในศักยภาพของผู้ป่วยจิตเภทที่เราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีความหมาย แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผิดปกตินี้
สรุปได้ว่า ภาวะจิตเภทยังคงเป็นความผิดปกติที่ซับซ้อนและลึกลับ เกินขอบเขตของศาสตร์ความรู้ที่มีในปัจจุบัน และเกินบริบททางวัฒนธรรม การเข้าใจภาวะจิตเภทนี้ต้องอาศัยการผสมผสานแนวคิดทางประวัติศาสตร์ ที่มาของโรค ความเชี่ยวชาญทางคลินิก และการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนักหน่วง ควบคู่ไปกับความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณา และการสนับสนุนอย่างสุดกำลัง ด้วยการนำเสนอแนวทางการรักษาดูแลที่ครอบคลุมหลายมิติ การยอมรับความหลากหลาย และให้ความมีมนุษยธรรมต่อบุคคลที่มีภาวะจิตเภท ในที่สุด เราจะสามารถมุ่งสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการยอมรับจากสังคมอย่างกว้างขวาง และผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะลึกซึ้งนี้ ย่อมได้รับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน