NFT
ทวงคืนเวทีให้ศิลปิน
NFT
ทวงคืนเวทีให้ศิลปิน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นับตั้งแต่รุ่งอรุณของมนุษยชาติ มีคนประเภทหนึ่งที่ที่ปัจจุบันเราเรียกพวกเขาว่า ศิลปิน ตั้งแต่ไหนแต่ไร คนแบบนี้ได้ยืนหยัด ตั้งมั่น ฟันฝ่าในฐานะของผู้ค้ำจุนแห่งวัฒนธรรม พวกเขาเหล่านั้นได้พาพวกเราเข้าสู่อาณาจักรแห่งจินตนาการ ท้าทายในแนวความคิด และพาจับอารมณ์ที่จับต้องไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อารยธรรมของเราก้าวไปข้างหน้า คุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงออกทางศิลปะได้เผชิญกับความท้าทายที่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะต้องมาเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า การทำสำเนาทาง Digital ซึ่งแน่นอน มันนำไปสู่ความเสื่อมโทรมมากมายในวงการศิลปะ โชคดีเหลือเกินที่ ณ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของการถูกล่วงละเมิดและการจารกรรมงานศิลปะแบบซึ่งหน้า รุ่งอรุณใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง ในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณนวัตกรรมการเข้ารหัสที่แข็งแกร่ง ผ่านการลองผิด ลองถูกมาอย่างโชกโชนจนในที่สุด NFT หรือ non-fungible tokens จึงได้ถือกำเนิดขึ้น วันนี้เราจะมาร่วมกันศึกษาความหมายอันลึกซึ้งของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาผ่าน NFT ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าโลกนี้ไม่มัน
ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการแสดงออกทางศิลปะ:
ตั้งแต่ภาพวาดที่ปรากฏอยู่ในถ้ำตั้งแต่ยุคหินของ Lascaux ไปจนถึงผลงานชิ้นเอกของยุค Renaissance ของ Michelangelo ศิลปะได้ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาให้พวกเราได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเราที่เราไม่เคยเห็น ตั้งแต่การสะท้อนถึงวินาทีแห่งชัยชนะไปจนถึงการเปิดเผยให้เราได้เห็นถึงความความยากเข็ญของชีวิต เพื่อนำเสนอการเดินทางแห่งจิตวิญญาณ ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ศิลปินต้องต่อสู้กับความรับผิดชอบสองประการสำคัญคือ หนึ่ง การสร้างสรรค์และ สอง การเผยแพร่ ทั้งการสร้างสรรค์และการเผยแพร่นี้ ศิลปินจะต้องหาความสมดุลที่ละเอียดให้เจอ เพื่อให้งานขอตนเองจะได้เป็นอิสระและการเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องน่าเศร้าก็เกิดขึ้นจากการถือกำเนิดของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้ขอบเขตระหว่างต้นฉบับและสำเนามันพร่ามัวลง การไม่สามารถบอกได้ว่างานชิ้นไหนคือผลงานที่เป็นต้นฉบ้บและสำเนานี้เองที่ในตอนท้ายได้คุกคาม กัดกร่อนแก่นแท้ของงานศิลปะ
ท่ามกลางวิกฤตที่มีอยู่นี้ การเข้ารหัสได้กลายเป็นสัญญาณแห่งความหวัง เป็นการนำเสนอวิธีแก้ปัญหาสำหรับปริศนาเก่าแก่ของการทำซ้ำทางดิจิทัล เพื่อให้ต้นฉบับถูกปกป้อง สำเนาจะต้องไม่เหมือนกันต้นฉบัน นั่นคือแก่นสาระสำคัญ และด้วยการผ่านการเข้ารหัส NFT นี้เองที่เป็นทางออก NFT จะใช้พลังของอัลกอริธึมทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่อที่จะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลต้นฉบับ ปกป้อง ทำให้ตัวงานต้นฉบับไม่สามารถถูกทำสำเนาได้ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีใด ๆ อย่างที่ได้กล่าวมา ด้วยการเข้ารหัสงานศิลปะแต่ละชิ้นด้วยลายเซ็นดิจิทัลที่เป็นเอกลักษณ์นี้จะเป็นการช่วยคืนความเป็นเอกลักษณ์ที่แต่ละชิ้นงานจะต้องไม่สามารถถูกแทนที่ได้ ซึ่งนั้นเองที่เป็นหัวใจสำคัญของการแสดงออกทางศิลปะ ด้วยการรับรองความถูกต้องด้วยการเข้ารหัสผ่าน NFT งานศิลปะ ในที่สุด ก็ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอาณาจักรดิจิทัลไปได้
อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า หัวใจสำคัญของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการครั้งใหม่นี้คือการถือกำเนิดของ Non-Fungible Tokens (NFT) โดย NFT นี้เป็นประหนึ่งกับเอกสารใบรับรองท่างดิจิทัลที่มาระบุว่าสิ่งที่เรากำลังรับชมรับฟังอยู่คือของแท้ที่ ไม่ใช่ของสำเนา NFT ยังแถมข้อดีอีกหลายข้อ หนึ่งในนั้นก็คือมันทำหน้าที่เป็นสมุดบันทึกความเป็นเจ้าของและแหล่งที่มาได้อีกด้วย NFT เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดขึ้นจากเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รับรองความโปร่งใสเพราะใคร ๆ ก็สามารถที่จะตรวจสอบที่มาและบรรดาบันทึกผู้ครอบครองได้อย่างอิสระ ผลงาน NFT แต่ละชิ้นทำหน้าที่เป็นเหมือนลายนิ้วมือดิจิทัล เชื่อมโยงงานศิลปะกับผู้สร้างอย่างลบไม่ออก และรับรองความเป็นเอกลักษณ์ตลอดไป
ด้วยการถือกำเนิดของ NFT ผืนผ้าใบแห่งการแสดงออกทางศิลปะได้ขยายออกไปเกินขอบเขตแค่เพียงงานภาพ แต่มันยังครอบคลุมไปถึงรูปแบบงานดิจิทัลมากมายเช่น Sound Canvases ที่สะท้อนกับท่วงทำนองอันบริสุทธิ์ของดนตรี หรือกระนั้ง Film Canvases ที่ส่งต่อความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ผ่านการมาถึงของ NFT ในที่สุด ศิลปินจะสามรรถก้าวข้ามข้อจำกัดของสื่อแบบดั้งเดิมได้ การมาถึงนี้ช่วยคืนขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์และผลงานทรงคุณค่าขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนท้าย ผลงานดิจิทัลชิ้นเอกแต่ละชิ้นจะได้รับการเข้ารหัสบล็อกเชนที่ทำหน้าที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นเอกลักษณ์อันไร้ขอบเขตของจินตนาการของศิลปินในยุคดิจิทัล
กระนั้น บางทีความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดของการปฏิวัติ NFT ก็อาจจะอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ไปสู่ความเป็นความสัมพันธ์แบบศิลปินและผู้อุปถัมภ์ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคอีกต่อไป ผู้อุปถัมภ์ต่างจากผู้บริโภคเพราะพวกเขาคือผู้ดูแลความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้อุ้มชูดูแลวิสัยทัศน์ของศิลปินในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การได้มาซึ่ง NFT ผู้อุปถัมภ์จะสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับศิลปิน โดยพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิด แรงบันดาลใจ และความซาบซึ้งร่วมกันกันศิลปินผู้สร้าง การฟื้นฟูการอุปถัมภ์ครั้งนี้ได้ฟื้นฟูความงดงามของการดูแลกัน อันเป็นประเพณีเก่าแก่ของการสนับสนุนทางศิลปะ โดยนอกจากจะเน้นการสร้างสรรค์งานจากศิลปินแล้ว เรายังจะต้องเน้นการส่งเสริมชุมชนของผู้หลงใหล ให้เกียรติกับผู้ที่อุทิศตนเพื่อรักษาและส่งเสริมคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ในทุกรูปแบบด้วย
โดยสรุป การมาบรรจบกันของงานศิลปะแบบดั้งเดิมและ NFT ถือเป็นการประกาศของการมาถึงของยุคใหม่ในโลกศิลปะ สิ่งนี้เองที่จะกำหนดโดยความถูกต้อง การเข้าถึงได้ และความเป็นอิสระทางศิลปะ ด้วยพลังของการรับรองความถูกต้องผ่านเทคโนโลยี NFT ศิลปินจะได้เรียกคืนการควบคุมชะตากรรมของผลงานสร้างสรรค์ที่พวกเขาสรรสร้างขึ้นมาได้ ในขณะที่ผู้อุปถัมภ์เองก็มีส่วนร่วมในการสนทนาไปพร้อม ๆ กันกับผู้สร้างที่สร้างได้มากขึ้น ในโลกใหม่นี้ ขอให้เราตระหนังรู้ไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่มีขอบเขต เพื่อความฝัน และความหวัง เราพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อที่เราจะได้ส่องสว่างไปในทุกประสบการณ์ของมนุษย์ ในทุกความซับซ้อน และทุกความสวยงาม ดังคำพูดอมตะขอ Leonardo da Vinci ที่ว่า "Art is never finished, only abandoned." แปลว่า "ศิลปะไม่มีวันสิ้นสุด มีแต่จะถูกละทิ้ง" และด้วย NFT การเดินทางของการแสดงออกทางศิลปะจะยังคงดำเนินต่อไป สู่ของเขตอันนิรันด์กาล ภายใต้จินตาการของมนุษย์