ลูทวิช ฟัน เบทโฮเฟิน (เยอรมัน: Ludwig van Beethoven, ออกเสียง: [ˈluːtvɪç fan ˈbeːt.hoːfn̩]; 16 ธันวาคม ค.ศ. 1770 – 26 มีนาคม ค.ศ. 1827) เป็นคีตกวีและนักเปียโนชาวเยอรมัน เกิดที่เมืองบ็อน ประเทศเยอรมนี
เบทโฮเฟินเป็นตัวอย่างของศิลปินยุคจินตนิยมผู้โดดเดี่ยว และไม่เป็นที่เข้าใจของบุคคลในยุคเดียวกันกับเขา ในวันนี้เขาได้กลายเป็นคีตกวีที่มีคนชื่นชมยกย่องและฟังเพลงของเขากันอย่างกว้างขวางมากที่สุดคนหนึ่ง ตลอดชีวิตของเขามีอุปสรรคนานัปการที่ต้องฝ่าฟัน ทำให้เกิดความเครียดสะสมในใจเขา ในรูปภาพต่าง ๆ ที่เป็นรูปเบทโฮเฟิน สีหน้าของเขาหลายภาพแสดงออกถึงความเครียด แต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งของเขา ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตของเขาได้ ตำนานที่คงอยู่นิรันดร์เนื่องจากได้รับการยกย่องจากคีตกวีจินตนิยมทั้งหลาย เบทโฮเฟินได้กลายเป็นแบบอย่างของพวกเขาเหล่านั้นด้วยความเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียมทาน ซิมโฟนีของเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิมโฟนีหมายเลข 5 ซิมโฟนีหมายเลข 6 ซิมโฟนีหมายเลข 7 และซิมโฟนีหมายเลข 9) และคอนแชร์โตสำหรับเปียโนที่เขาประพันธ์ขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนแชร์โตหมายเลข 4 และหมายเลข 5) เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ก็มิได้รวมเอาความเป็นอัจฉริยะทั้งหมดของคีตกวีไว้ในนั้น
ลูทวิช ฟัน เบทโฮเฟินเกิดที่เมืองบ็อน (ประเทศเยอรมนี) เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1770 และได้เข้าพิธีศีลจุ่มในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1770 เป็นลูกชายคนรองของโยฮัน ฟัน เบทโฮเฟิน (Johann van Beethoven) กับมารีอา มัคเดเลนา เคเวอริช (Maria Magdalena Keverich) ขณะที่เกิดบิดามีอายุ 30 ปี และมารดามีอายุ 26 ปี ชื่อต้นของเขาเป็นชื่อเดียวกับปู่ และพี่ชายที่ชื่อลูทวิชเหมือนกัน แต่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ครอบครัวของเขามีเชื้อสายเฟลมิช (จากเมืองเมเคอเลินในประเทศเบลเยียม) ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใด นามสกุลของเขาจึงขึ้นต้นด้วย ฟัน ไม่ใช่ ฟ็อน ตามที่หลายคนเข้าใจ
บิดาเป็นนักนักร้องในคณะดนตรีประจำราชสำนัก และเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบ ซ้ำยังติดสุรา รายได้เกินครึ่งหนึ่งของครอบครัวถูกบิดาของเขาใช้เป็นค่าสุรา ทำให้ครอบครัวยากจนขัดสน บิดาของเขาหวังจะให้เบทโฮเฟินได้กลายเป็นนักดนตรีอัจฉริยะอย่างโมทซาร์ท นักดนตรีอีกคนที่โด่งดังในช่วงยุคที่เบทโฮเฟินยังเด็ก จึงเริ่มสอนดนตรีให้ใน ค.ศ. 1776 ขณะที่เบทโฮเฟินอายุ 5 ขวบ
แต่ด้วยความหวังที่ตั้งไว้สูงเกินไป (ก่อนหน้าเบทโฮเฟินเกิด โมทซาร์ทสามารถเล่นดนตรีหาเงินให้ครอบครัวได้ตั้งแต่อายุ 6 ปี บิดาของเบทโฮเฟินตั้งความหวังไว้ให้เบทโฮเฟินเล่นดนตรีหาเงินภายในอายุ 6 ปีให้ได้เหมือนโมทซาร์ท) ประกอบกับเป็นคนขาดความรับผิดชอบเป็นทุนเดิม ทำให้การสอนดนตรีของบิดานั้นเข้มงวด โหดร้ายทารุณ เช่น ขังเบทโฮเฟินไว้ในห้องกับเปียโน 1 หลัง , สั่งห้ามไม่ให้เบทโฮเฟินเล่นกับน้อง ๆ เป็นต้น ทำให้เบทโฮเฟินเคยท้อแท้กับเรื่องดนตรี แต่เมื่อได้เห็นสุขภาพมารดาที่เริ่มกระเสาะกระแสะด้วยวัณโรค ก็เกิดความพยายามสู้เรียนดนตรีต่อไป เพื่อหาเงินมาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว
ค.ศ. 1777 เบทโฮเฟินเข้าเรียนโรงเรียนสอนภาษาละตินสำหรับประชาชนที่เมืองบ็อน
ค.ศ. 1778 การฝึกซ้อมมานานสองปีเริ่มสัมฤทธิ์ผล เบทโฮเฟินสามารถเปิดคอนเสิร์ตเปียโนในที่สาธารณะได้เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม ขณะอายุ 7 ปี 3 เดือน ที่เมืองโคโลญ แต่บิดาของเบทโฮเฟินโกหกประชาชนว่าเบทโฮเฟินอายุ 6 ปี เพราะหากอายุยิ่งน้อย ประชาชนจะยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น ในฐานะนักดนตรีที่เก่งตั้งแต่เด็ก
หลังจากนั้น เบทโฮเฟินเรียนไวโอลินและออร์แกนกับอาจารย์หลายคน จนใน ค.ศ. 1781 เบทโฮเฟินได้เป็นศิษย์ของคริสทีอัน ก็อทโลพ เนเฟอ (Christian Gottlob Neefe) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สร้างความสามารถในชีวิตให้เขามากที่สุด เนเฟอสอนเบทโฮเฟินในเรื่องเปียโนและการแต่งเพลง
ค.ศ. 1784 เบทโฮเฟินได้เล่นออร์แกนในคณะดนตรีประจำราชสำนัก ในตำแหน่งนักออร์แกนที่สอง มีค่าตอบแทนให้พอสมควร แต่เงินส่วนใหญ่ที่หามาได้ ก็หมดไปกับค่าสุราของบิดาเช่นเคย
ค.ศ. 1787 เบทโฮเฟินเดินทางไปยังเมืองเวียนนา เพื่อศึกษาดนตรีต่อ เขาได้พบโมทซาร์ท และมีโอกาสเล่นเปียโนให้โมทซาร์ทฟัง เมื่อโมทซาร์ทได้ฟังฝีมือของเบทโฮเฟินแล้ว กล่าวกับเพื่อนว่าเบโเฟนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกดนตรีต่อไป แต่อยู่เมืองนี้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็ได้รับข่าวว่าอาการวัณโรคของมารดากำเริบหนัก จึงต้องรีบเดินทางกลับบ็อน หลังจากกลับมาถึงบ็อนและดูแลมารดาได้ไม่นาน มารดาของเขาก็เสียชีวิตลงในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1787 ด้วยวัย 43 ปี เบทโฮเฟินเศร้าโศกซึมเซาอย่างรุนแรง ในขณะที่บิดาของเขาก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่การเสียใจของบิดานั้น ทำให้บิดาของเขาดื่มสุราหนักขึ้น ไร้สติ จนในที่สุดก็ถูกไล่ออกจากคณะดนตรีประจำราชสำนัก เบทโฮเฟินในวัย 16 ปีเศษ ต้องรับบทเลี้ยงดูบิดาและน้องชายอีก 2 คน
ค.ศ. 1788 เบทโฮเฟินเริ่มสอนเปียโนให้กับคนในตระกูลบรอยนิงค์ เพื่อหาเงินให้ครอบครัว
ค.ศ. 1789 เบทโฮเฟินเข้าเป็นนักศึกษาไม่คิดหน่วยกิตในมหาวิทยาลัยบ็อน
ค.ศ. 1792 เบทโฮเฟินตั้งรกรากที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เบทโฮเฟินมีโอกาสศึกษาดนตรีกับโยเซ็ฟ ไฮเดิน หลังจากเขาเดินทางมาเวียนนาได้ 1 เดือน ก็ได้รับข่าวว่าบิดาป่วยหนักใกล้จะเสียชีวิต (มาเวียนนาครั้งก่อน อยู่ได้ครึ่งเดือนมารดาป่วยหนัก มาเวียนนาครั้งนี้ได้หนึ่งเดือนบิดาป่วยหนัก) แต่ครั้งนี้เขาตัดสินใจไม่กลับบ็อน แบ่งหน้าที่ในบ็อนให้น้องทั้งสองคอยดูแล และในปีนั้นเองบิดาของเบทโฮเฟินก็สิ้นใจลงโดยไม่มีเบทโฮเฟินกลับไปดูใจ แต่เบทโฮเฟินเองก็ประสบความสำเร็จในการแสดงคอนเสิร์ตในฐานะนักเปียโนเอก และเป็นผู้ที่สามารถเล่นได้โดยคิดทำนองขึ้นมาสด ๆ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงและครอบครัวขุนนาง
ค.ศ. 1795 เขาเปิดการแสดงดนตรีในโรงละครสาธารณะในเวียนนา และแสดงต่อหน้าประชาชน ทำให้เบทโฮเฟินเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น
ค.ศ. 1796 ระบบการได้ยินของเบทโฮเฟินเริ่มมีปัญหา เขาเริ่มไม่ได้ยินเสียงในสถานที่กว้าง ๆ และเสียงกระซิบของผู้คน เขาตัดสินใจปิดเรื่องหูตึงนี้เอาไว้ เพราะในสังคมยุคนั้น ผู้ที่ร่างกายมีปัญหา (พิการ) จะถูกกลั่นแกล้ง เหยียดหยาม จนในที่สุดผู้พิการหลายคนกลายเป็นขอทาน ดังนั้น เขาต้องประสบความสำเร็จให้ได้เสียก่อนจึงจะเปิดเผยเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็เริ่มประพันธ์บทเพลงขึ้นมา แล้วจึงหันเหจากนักดนตรีมาเป็นผู้ประพันธ์เพลง เขาสร้างสรรค์ผลงานที่มีแนวแตกต่างไปจากดนตรียุคคลาสสิกคือ ใช้รูปแบบยุคคลาสสิก แต่ใช้เนื้อหาจากจิตใจ ความรู้สึกในการประพันธ์เพลง จึงทำให้ผลงานเป็นตัวของตัวเอง เนื้อหาของเพลงเต็มไปด้วยการแสดงออกของอารมณ์อย่างเด่นชัด
ค.ศ. 1801 เบทโฮเฟินเปิดเผยเรื่องปัญหาในระบบการได้ยินให้ผู้อื่นฟังเป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้สังคมยอมรับ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องปกปิดเรื่องอาการหูตึงอีก หลังจากนั้น ก็เป็นยุคที่เขาประพันธ์เพลงออกมามากมาย แต่เพลงที่เขาประพันธ์นั้นจะมีปัญหาตรงที่ล้ำสมัยเกินไป ผู้ฟังเพลงไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ในภายหลัง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มเข้าใจในเนื้อเพลงของเบทโฮเฟิน บทเพลงหลายเพลงเหล่านั้นก็เป็นที่นิยมล้นหลามมาถึงปัจจุบัน
เมื่อเบทโฮเฟินโด่งดังก็ย่อมมีผู้อิจฉา มีกลุ่มที่พยายามแกล้งเบทโฮเฟินให้ตกต่ำ จนเบทโฮเฟินคิดจะเดินทางไปยังเมืองคัสเซิล ทำให้มีกลุ่มผู้ชื่นชมในผลงานของเบทโฮเฟินมาขอร้องไม่ให้เขาไปจากเวียนนา พร้อมทั้งเสนอตัวให้การสนับสนุนการเงิน โดยมีข้อสัญญาว่าเบทโฮเฟินต้องอยู่ในเวียนนา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างสบาย ๆ และผลิตผลงานตามที่ต้องการโดยไม่ต้องรับคำสั่งจากใคร
เบโทเฟินโด่งดังมากในฐานะคีตกวี อาการสูญเสียการได้ยินมีมากขึ้น แต่เขาพยายามสร้างสรรค์ผลงานจากความสามารถและสภาพที่ตนเป็นอยู่ มีผลงานชั้นยอดเยี่ยมให้กับโลกแห่งเสียงเพลงเป็นจำนวนมาก ผลงานอันโด่งดังในช่วงนี้ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 5 ที่เบทโฮเฟินถ่ายทอดท่วงทำนองออกมาเป็นจังหวะ สั้น - สั้น - สั้น - ยาว อาการไม่ได้ยินรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ที่เขาประพันธ์ออกมาเมื่อหูหนวกสนิทตั้งแต่ปี ค.ศ. 1819 เป็นต้นมา รวมทั้งบทเพลงควอเท็ตเครื่องสายที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาก็ประพันธ์ออกมาในช่วงเวลานี้เช่นกัน
ในช่วงนี้ เบโทเฟินมีอารมณ์แปรปรวน เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับหลานชายที่เขารับมาอุปการะ เขาถูกหาว่าเป็นคนบ้า และถูกเด็ก ๆ ขว้างปาด้วยก้อนหินเมื่อเขาออกไปเดินตามท้องถนน แต่ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความเป็นอัจฉริยะของเขาได้ แต่ภายหลังเขาก็ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับหลานชายเป็นที่เรียบร้อย
ค.ศ. 1826 โรคเรื้อรังในลำไส้ที่เบทโฮเฟินเป็นมานานก็กำเริบหนัก หลังจากรักษาแล้ว ได้เดินทางมาพักฟื้นที่บ้านน้องชายบนที่ราบสูง แต่อารมณ์แปรปรวนก็ทำให้เขาทะเลาะกับน้องชายจนได้ เขาตัดสินใจเดินทางกลับเวียนนาในทันที แต่รถม้าที่นั่งมาไม่มีเก้าอี้และหลังคา เบทโฮเฟินทนหนาวมาตลอดทาง ทำให้เป็นโรคปอดบวม แต่ไม่นานก็รักษาหาย
12 ธันวาคม ค.ศ. 1826 โรคเรื้อรังในลำไส้และตับของเบทโฮเฟินกำเริบหนัก อาการทรุดลงตามลำดับ
26 มีนาคม ค.ศ. 1827 เบทโฮเฟินเสียชีวิตลง พิธีศพของเขาจัดขึ้นอย่างอลังการในโบสถ์เซนต์ทรินิตี โดยมีผู้มาร่วมงานกว่า 20,000 คน ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสานกลางในกรุงเวียนนา
เบทโฮเฟินมีชีวิตอยู่ตรงกับระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในสมัยธนบุรี และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยรัตนโกสินทร์
ในประวัติศาสตร์ดนตรีแล้ว ผลงานของเบทโฮเฟินแสดงถึงช่วงรอยต่อระหว่างยุคคลาสสิก (ค.ศ. 1750 - ค.ศ. 1810) กับยุคจินตนิยม (ค.ศ. 1810 - ค.ศ. 1900) ในซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเขา เบทโฮเฟินได้นำเสนอทำนองหลักที่เน้นอารมณ์รุนแรงในท่อนท่อน เช่นเดียวกับในอีกสามท่อนที่เหลือ (เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยในผลงานประพันธ์ช่วงวัยเยาว์ของเขา) ช่วงต่อระหว่างท่อนที่สามกับท่อนสุดท้าย เป็นทำนองหลักของอัตทากาโดยไม่มีการหยุดพัก และท้ายสุด ซิมโฟนีหมายเลข 9 ได้มีการนำการขับร้องประสานเสียงมาใช้ในบทเพลงซิมโฟนีเป็นครั้งแรก (ในท่อนที่สี่) ผลงานทั้งหลายเหล่านี้นับเป็นนวัตกรรมทางดนตรีอย่างแท้จริง
เขาได้ประพันธ์อุปรากรเรื่อง "ฟิเดลิโอ" โดยใช้เสียงร้องในช่วงความถี่เสียงเช่นเดียวกับเครื่องดนตรีในวงซิมโฟนี โดยมิได้คำนึงถึงขีดจำกัดของนักร้องประสานเสียงแต่อย่างใด
หากจะนับว่าผลงานของเขาประสบความสำเร็จต่อสาธารณชน นั่นก็เพราะแรงขับทางอารมณ์ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นในงานของเขา
ในแง่ของเทคนิคทางดนตรีแล้ว เบโฮเฟนได้ใช้ทำนองหลักหล่อเลี้ยงบทเพลงทั้งท่อน และนับเป็นผลสัมฤทธิ์ทางดนตรีที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มข้นทางจังหวะที่มีความแปลกใหม่อยู่ในนั้น เบทโฮเฟินได้ปรับแต่งทำนองหลัก และเพิ่มพูนจังหวะต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการของบทเพลงเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาใช้เทคนิคนี้ในผลงานเลื่องชื่อหลายบท ไม่ว่าจะเป็นท่อนแรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 4 (ที่ใช้ตั้งแต่ห้องแรก) ท่อนแรกของซิมโฟนีหมายเลข 5 (ที่ใช้ตั้งแต่ห้องแรกเช่นกัน) ท่อนที่สองของซิมโฟนีหมายเลข 7 (ในจังหวะอนาเปสต์) การนำเสนอความสับสนโกลาหลของท่วงทำนองในรูปแบบแปลกใหม่ตลอดเวลา ความเข้มข้นของท่วงทำนองตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่ย้อนกลับมาสู่โสตประสาทของผู้ฟังอยู่เรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้เกิดความประทับใจต่อผู้ฟังอย่างถึงขีดสุด
เบทโฮเฟินยังเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ศึกษาศาสตร์ของวงออร์เคสตราอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบทเพลง การต่อบทเพลงเข้าด้วยกันโดยเปลี่ยนรูปแบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโน้ตแผ่นที่เขาเขียนให้เครื่องดนตรีชิ้นต่าง ๆ นั้น ได้แสดงให้เห็นวิธีการนำเอาทำนองหลักกลับมาใช้ในบทเพลงเดียวกันในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ โดยมีการปรับเปลี่ยนเสียงประสานเล็กน้อยในแต่ละครั้ง การปรับเปลี่ยนโทนเสียงและสีสันทางดนตรีอย่างไม่หยุดยั้ง เปรียบได้กับการเริ่มบทสนทนาใหม่ โดยที่ยังรักษาจุดอ้างอิงของความทรงจำเอาไว้
สาธารณชนในขณะนี้จะรู้จักผลงานซิมโฟนีและคอนแชร์โตของเบทโฮเฟินเสียเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยคนที่ทราบว่าผลงานการคิดค้นแปลกใหม่ที่สุดของเบทโฮเฟินนั้นได้แก่เชมเบอร์มิวสิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนาตาสำหรับเปียโน 32 บท และบทเพลงสำหรับวงควอเท็ตเครื่องสาย 16 บท นั้น นับเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางดนตรีอันเจิดจรัส --- โซนาตาสำหรับเครื่องดนตรีสองหรือสามชิ้นนับเป็นผลงานสุดคลาสสิก --- บทเพลงซิมโฟนีเป็นผลงานคิดค้นรูปแบบใหม่ --- ส่วนบทเพลงคอนแชร์โตนั้น ก็นับว่าควรค่าแก่การฟัง
ฟรันทซ์ โยเซ็ฟ ไฮเดิน (เยอรมัน: Franz Joseph Haydn; 31 มีนาคม ค.ศ. 1732 – 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1809) เป็นคีตกวีชาวออสเตรียในยุคคลาสสิก เนื่องจากเป็นคีตกวีในความดูแลของราชสำนัก จึงได้ประพันธ์บทเพลงไว้เป็นจำนวนมาก ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาแห่งซิมโฟนี" และ "บิดาแห่งสตริงควอเท็ต"
นอกจากนั้น ฟรันทซ์ โยเซ็ฟ ไฮเดิน ยังเป็นพี่ของโยฮัน มิชชาเอล ไฮเดิน (Johann Michael Haydn) คีตกวีคนสำคัญอีกคนหนึ่งของออสเตรียอีกด้วย
โยเซ็ฟ ไฮเดิน เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองโรเรา ประเทศออสเตรีย ใกล้พรมแดนประเทศฮังการี บิดาคือมาทีอัส ไฮเดิน เป็นช่างทำรถเทียมม้าที่หลงใหลในดนตรี ส่วนมารดาคือมาเรีย เป็นแม่ครัวในบ้านของคหบดีผู้ครองเมืองโรเรา ไฮเดินเป็นบุตรคนที่ 2 จากทั้งหมด 12 คน ทั้งบิดาและมารดาของเขาไม่เคยเรียนรู้เรื่องตัวโน้ตมาก่อน แต่มาทีอัส บิดาของโยเซ็ฟก็เป็นนักดนตรีพื้นบ้านที่บรรเลงได้ไพเราะอยู่ไม่น้อย ซึ่งได้มาจากการเรียนรู้ฮาร์ปด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ชีวิตวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมากับครอบครัวนักดนตรีอย่างแท้จริง และมักจะมาร้องเพลงด้วยกันกับครอบครัวและเพื่อนบ้านอยู่บ่อย ๆ
เมื่อไฮเดินอายุได้ 6 ขวบ โยฮัน มาทีอัส ฟรังค์ (Johann Mathias Frank) นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่และเป็นครูสอนดนตรีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งแห่งเมืองไฮน์บวร์ค (Hainburg) ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับบิดาไฮเดิน เดินทางมาทำธุระที่โรห์เรา และแวะมาเยี่ยมครอบครัวไฮเดิน เมื่อเขาได้ยินเด็กน้อยไฮเดินร้องเพลงก็เกิดความสนใจ จนเอ่ยปากกับบิดาของไฮเดินว่า หากเด็กน้อยคนนี้ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกทางแล้วจะเป็นผู้มีชื่อเสียงทีเดียว ฟรังค์ได้หว่านล้อมบิดาของไฮเดินเพื่อขอรับเด็กน้อยไปอยู่ในความอุปการะของเขา โดยสัญญาว่าจะให้การศึกษาและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรักอนาคตของลูกชาย แม้บิดาของเขาจะแสนรักและอาลัยเพียงใดก็ตาม เนื่องจากบิดามารดาของไฮเดินเห็นมานานแล้วว่าลูกชายของพวกเขามีพรสวรรค์ทางดนตรีอย่างมาก และรู้ว่าหากอยู่ที่เมืองโรห์เราต่อไป เขาคงจะไม่มีโอกาสได้ซึมซับดนตรีอย่างจริงจัง จึงต้องตัดใจมอบลูกชายให้ไปอยู่กับฟรังค์ เพื่อให้เติบโตเป็นนักดนตรีอย่างแท้จริง ดังนั้น ไฮเดินจึงได้ออกเดินทางกับฟรังค์ไปยังเมืองไฮน์บวร์คซึ่งอยู่ห่างจากบ้านออกไป 7 ไมล์ และจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้กลับมาอาศัยอยู่กับบิดามารดาอีกเลย
ชีวิตในบ้านของฟรังค์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับไฮเดิน เขาต้องตกระกำลำบากกับความหิวและยังต้องทนอับอายกับการใส่เสื้อผ้าที่สกปรกตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เขาได้อดทนอยู่เพื่อเริ่มเรียนดนตรีที่นั่น จากนั้นเขาก็สามารถเล่นฮาร์ปซิคอร์ดและไวโอลินได้ จากนั้นชาวเมืองไฮน์บวร์คต่างก็สะดุดหูกับโซปราโนอันแหลมสูงของไฮเดินในคณะประสานเสียงของโบสถ์ ทำให้ใครก็ตามที่ได้ฟังเสียงร้องของไฮเดินจะประทับใจในเสียงของเขา
สองปีต่อมา (ใน ค.ศ. 1740) เมื่อไฮเดินอายุได้ 8 ขวบ เกออร์ค ฟ็อน ร็อยเทอร์ (Georg von Reutter) ผู้อำนวยการดนตรีของอาสนวิหารนักบุญสเทเฟนในเมืองเวียนนา ได้สนใจในเสียงร้องของไฮเดินมาก อันที่จริงแล้วร็อยเทอร์เป็นคนที่จะเดินทางค้นหาเด็ก ๆ นักร้องประสานเสียงในโบสถ์ที่มีเสียงอันไพเราะอยู่เสมอ ไฮเดินสามารถผ่านการทดสอบเสียงร้องกับร็อยเทอร์ และจากนั้นก็ได้ย้ายมากรุงเวียนนา อันเป็นที่ทำงานของเขา 9 ปีในฐานะนักร้องประสานเสียงของมหาวิหาร และในสี่ปีหลังสุดก็ได้ร่วมร้องเพลงกับมิชชาเอล น้องชายของเขาที่นี่อีกด้วย ด้วยความสามารถในการร้องอันเป็นเลิศนี้เอง ทำให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้านักร้องนำหมู่
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของไฮเดินก็ไม่ต่างกับตอนอยู่กับฟรังค์ เนื่องจากร็อยเทอร์ไม่ได้สนใจว่าไฮเดินมีอาหารกินทุกมื้อหรือไม่ ทำให้ชีวิตไฮเดินในช่วงนี้ได้แต่เฝ้ารอการออกแสดงต่อหน้าผู้ชมที่มีฐานะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในบางครั้ง คณะนักร้องจะมีโอกาสได้กินอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้มีจิตศรัทธาให้มา นอกจากนั้น ร็อยเทอร์ก็แทบจะไม่ได้สนใจว่าจะให้นักร้องประสานเสียงของเขาได้รับการศึกษาวิชาดนตรีแต่อย่างใดเลย ถึงกระนั้น อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนนี้ก็เคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางดนตรีชั้นนำของยุโรป มักจะมีเพลงใหม่ ๆ จากคีตกวีชั้นนำออกแสดงอยู่หลายครั้ง จึงเป็นโอกาสที่ไฮเดินจะได้เรียนดนตรีจากการสังเกตนักดนตรีระดับมืออาชีพของที่นี่ ทำให้ต่อมา หลังจากที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองที่มหาวิหารแห่งนี้ เขาจึงได้เติบโตเป็นนักดนตรีอาชีพที่มีความสามารถในที่สุด
ต่อมาใน ค.ศ. 1749 เมื่อไฮเดินอายุ 17 ปี เขาก็ไม่สามารถร้องคอรัสเสียงสูงได้อีกต่อไป เนื่องจากเสียงที่เคยแจ่มใสแตกเป็นเสียงห้าวเครือ ซึ่งตามกฎเขาจะต้องออกจากโรงเรียน แต่ครูทั้งหลายยังรักเขาอยู่จึงให้อยู่ต่อไป แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่เขาเห็นหางเปียของเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้า ด้วยความคะนองเขาจึงเอากรรไกรที่ซ่อนไว้มาตัดหางเปียเพื่อน พอเด็กคนนั้นรู้ว่าหางเปียของตัวหายไปก็ร้องโวยวายขึ้น เมื่อครูทราบจึงโกรธมาก ไฮเดินจึงต้องออกจากอาสนวิหารนักบุญสเทเฟนด้วยเหตุนี้
ในที่สุดเขาก็ถูกไล่ออกจากวง ทำให้กลายเป็นคนพเนจรไม่มีบ้านอยู่มีชีวิตที่ลำบาก ความเป็นอยู่แร้นแค้น แต่ยังโชคดีที่ได้รับความเชื่อเหลือจากโยฮัน มิชชาเอล สปางเลอร์ (Johann Michael Spangler) ที่ให้ไฮเดินมาอาศัยอยู่ที่ห้องใต้หลังคา ทั้ง ๆ ที่ลำพังแล้ว บ้านของสปางเลอร์ก็มีคนอาศัยไม่น้อย ไฮเดินได้มาอาศัยอยู่กับสปางเลอร์ระยะหนึ่ง จึงทำให้เขาเริ่มหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักดนตรีพเนจรได้แล้ว
ในช่วงมรสุมของชีวิตนี้ ไฮเดินทำงานหลากหลายมาก ทั้งครูสอนดนตรี นักดนตรีร่วมบรรเลงกับนักดนตรีริมถนนยามค่ำคืน งานเต้นรำ และงานพิธีฝังศพเป็นครั้งคราว โดยเป็นนักร้องบ้าง นักดนตรีบ้าง ได้เงินวันละ 2 ถึง 3 ฟลอรินส์ พอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่ง ๆในช่วงนี้เองเขาได้แต่งเซเรเนดสำหรับบรรเลงในวง เพลงแรกของไฮเดินนี้ ถ้าใครได้ยินเป็นต้องหยุดยืนฟังให้จบ เพราะมีความไพเราะจับใจผู้ฟังอย่างยิ่ง ปรากฏเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ฟังทั้งหลายจนในวันหนึ่ง นีโกลา ปอร์โปรา คีตกวีชื่อดังชาวอิตาลีมาได้เพลงนั้นเข้าก็เกิดความสนใจ พอรู้ว่าไฮเดินเป็นผู้แต่งก็รู้สึกสนใจในตัวไฮเดินมาก และได้เอ่ยปากชักชวนไฮเดินให้มาอยู่กับเขา ไฮเดินจึงได้มาเป็นเลขานุการส่วนตัวและผู้ช่วยขับร้องของปอร์โปราตั้งแต่นั้นมา ซึ่งในภายหลังเขากล่าวว่านี่เป็นที่ที่เขาได้เรียนรู้ "รากฐานของการประพันธ์เพลงที่แท้จริง" อีกด้วย ปอร์โปราได้สอนให้ไฮเดินประพันธ์เพลง เรียนดนตรีทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ และนอกจากนั้นยังแนะนำให้เขารู้จักกับแวดวงสังคมชั้นสูงอีกด้วย
เมื่อครั้งที่ไฮเดินเป็นนักร้องประสานเสียงอยู่นั้น เขาไม่เคยได้เรียนรู้ทฤษฎีดนตรีและการประพันธ์เพลงเลย และกลายเป็นช่องว่างในการเข้าถึงศาสตร์นี้อย่างมาก ดังนั้น เพื่อความเข้าใจในศาสตร์นี้ เขาจึงเริ่มศึกษาหลักการแต่งเพลงจากหนังสือ Gradus ad Parnassum ของโยฮัน โยเซ็ฟ ฟุคส์ และศึกษาผลงานของคาร์ล ฟิลลิพ เอมานูเอ็ล บัค อย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งต่อมาเขาได้ถือว่าเป็นแนวทางสำคัญของการแต่งเพลงของเขาเลยทีเดียว
ในขณะที่ทักษะของไฮเดินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เขาเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากผลงานอุปรากรเรื่องแรกของเขา คือ Der krumme Teufel หรือ The Limping Devil ซึ่งประพันธ์ให้กับนักเขียนการ์ตูน โยฮัน โยเซ็ฟ เฟลิคส์ ฟ็อน ควทซ์ เจ้าของฉายา "เบอร์นาร์ดอน" จากนั้น ผลงานของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงใน ค.ศ. 1753 แต่หลังจากนั้นก็เงียบไปเนื่องจากถูกตรวจพิจารณา
ไฮเดินเห็นว่าผลงานเพลงที่เขาแต่งขึ้นถูกนำไปเผยแพร่และขายในร้านดนตรีท้องถิ่นอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจใด ๆ
หลังจากที่เขากำลังมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ในที่สุดไฮเดินได้มาอยู่ในสังคมชั้นสูง อันเป็นช่วงที่สำคัญยิ่งในช่วงชีวิตนักประพันธ์ของเขา เคาน์เทสทูน (Countess Thun) ได้ฟังบทประพันธ์ของไฮเดินเพลงหนึ่งแล้วประทับใจมาก จึงได้เรียกตัวเขาและว่าจ้างให้มาเป็นครูสอนร้องเพลงและคีย์บอร์ดส่วนตัวของเธอ และบารอน คาร์ล โยเซ็ฟ เฟือร์นแบร์ค (Carl Josef Fürnberg) ก็ได้ว่าจ้างไฮเดินและให้มาอยู่ที่ไวนท์เซียร์ล (Weinzierl) คฤหาสน์ในชนบทของเขา ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้ประพันธ์บทเพลงควอเท็ตบทแรก ๆ ต่อมาเฟือร์นแบร์คได้แนะนำให้ไฮเดินรู้จักกับเคานต์มอร์ทซีน หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1757 เคานต์มอร์ทซีน ก็ได้ว่าจ้างไฮเดินที่เมืองลูกาแว็ตส์ (Lukavec) ซึ่งเป็นการทำงานเต็มเวลาครั้งแรกของเขา
งานหลัก ๆ ของไฮเดินภายใต้การว่าจ้างของเคานต์มอร์ทซีน คือ Kapellmeister หมายถึงผู้กำกับดนตรีนั่นเอง (มาจากภาษาเยอรมัน) เขาเป็นคนคุมวงดุริยางค์เล็ก ๆ วงหนึ่ง และที่นี่เองที่เขาได้ประพันธ์ซิมโฟนีบทแรก ในกุญแจเสียงดี เมเจอร์ เพื่อใช้ในการบรรเลงของวงนี้ ในขณะที่เขามีอายุได้ 27 ปีพอดี อันถือว่าเป็นผลงานซิมโฟนีชิ้นแรกของโลก เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น"บิดาแห่งซิมโฟนี" (ก่อนหน้านี้ คำว่าซิมโฟนีไม่เคยปรากฏในโลกของดนตรีเลย)
จากนั้นใน ค.ศ. 1760 ไฮเดินได้ตกหลุมรักลูกศิษย์คนหนึ่งจากจำนวนสองพี่น้องที่มาเรียนดนตรีกับเขา นั่นก็คือ เทเรเซอ เค็ลเลอร์ (Therese Keller) ซึ่งเป็นลูกสาวของช่างตัดผมหลังจากที่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเรียบร้อยแล้ว เขาจึงได้ขอเธอแต่งงาน แต่เนื่องจากหญิงผู้นี้จะต้องเข้าคอนแวนต์ และต่อมาฝ่ายบิดาของผู้หญิงก็สนับสนุนให้แต่งงานกับพี่สาวที่มีอายุแก่กว่าเธอสี่ปี มีชื่อว่ามารีอา อันนา เค็ลเลอร์ (Maria Anna Aloysia Apollonia Keller (1729–1800)) ไฮเดินจึงยอมรับที่จะแต่งงาน แต่ทั้งคู่ไม่มีความสุขกับชีวิตสมรสทั้งนี้ก็เพราะมีหลายอย่างที่ไม่สามารถจะไปด้วยกันได้ ในที่สุดไม่กี่ปีต่อมาก็ต้องแยกทางกันโดยไม่มีบุตรด้วยกัน ในปีนี้เขาได้ประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 2 ในกุญแจเสียงซี เมเจอร์ขึ้นอีกด้วย
ใน ค.ศ. 1761 เคานต์มอร์ทซีนได้เลิกวงดนตรี แต่ไฮเดินก็มาได้ตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าวงในครอบครัวคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดครอบครัวหนึ่งในยุโรป นั่นคือครอบครัวของเจ้าชายเพาล์ อันโทน แอ็สแตร์ฮาซี (Paul Anton Esterházy) แห่งฮังการีในพระราชวังแอ็สแตร์ฮาซี (Esterházy) เมืองไอเซินชตัท อยู่นอกกรุงเวียนนา 30 ไมล์ อันเป็นของตระกูลเจ้านายชั้นสูงรองจากกษัตริย์ในสมัยนั้น ในปีนี้เขาได้ประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลข 3 ในกุญแจเสียงจี เมเจอร์, หมายเลข 4 ในกุญแจเสียงดี เมเจอร์, หมายเลข 5 ในกุญแจเสียงเอ เมเจอร์ และเพลงอื่น ๆ อีกมากต่อมาเจ้าชายเพาล์ อันโทน แอ็สแตร์ฮาซีได้สิ้นพระชนม์ และเจ้าชายนิคโคเลาส์ แอ็สแตร์ฮาซี พระอนุชา ผู้มีสมญานามว่า "The Magnificent" ได้เป็นรัชทายาทผู้สืบทอด ได้สร้างพระราชวังแอ็สแตร์ฮาซอ (Eszterháza) ขึ้นราวคริสต์ทศวรรษ 1760 ไฮเดินได้ทำงานอยู่ที่นั่นในตำแหน่งหัวหน้าวง เนื่องจากหัวหน้าวงคนก่อนเสียชีวิตไป เขาทำงานนานถึงสามสิบปี ซึ่งเป็นงานอันทรงเกียรติ ตลอดเวลาเขาได้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อย่างสวยงาม ดำรงตำแหน่งที่มีมาแต่โบราณของตระกูลนี้ ไฮเดินมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบหลายด้าน เป็นทั้งนักประพันธ์ ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ บรรเลงเชมเบอร์มิวสิก (chamber music) ร่วมกับผู้อุปการะ และสุดท้ายคือการควบคุมวงอุปรากร ถึงแม้งานจะค่อนข้างหนัก แต่ไฮเดินก็คิดว่าเป็นงานของศิลปินที่สร้างโอกาสให้กับชีวิตของเขาได้ดีมาก เจ้าชายแอ็สแตร์ฮาซีทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีที่ประทับใจฝีมือของไฮเดินมาก และอนุญาตให้เขานำวงดุริยางค์ของพระองค์เองในแต่ละวันได้อย่างอิสระ
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้ประพันธ์บทเพลงไว้มากมายทั้งซิมโฟนี ควอเท็ตเครื่องสาย คอนแชร์โต โซนาตาสำหรับเครื่องดีด บทเพลงสำหรับบาริทอน อุปรากร บทเพลงเพื่องานรื่นเริง รวมถึงบทเพลงทางศาสนา ความโด่งดังของไฮเดินเป็นที่ขจรขจายไปทั่วทวีปยุโรป นักดนตรีในวงของเขาได้ตั้งฉายาให้เขาว่า "คุณพ่อไฮเดิน" เนื่องจากไฮเดินได้ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี
ยิ่งนานไป ไฮเดินก็ยิ่งรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคราวต้องมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแต่ละปีที่พระราชวังแอ็สแตร์ฮาซอซึ่งห่างไกลจากกรุงเวียนนา แทนที่จะได้อยู่ที่พระราชวัง ไอเซินชตัทซึ่งอยู่ใกล้กรุงเวียนนามากกว่า ไฮเดินจึงอยากจะกลับไปยังเวียนนาสักระยะ เนื่องจากเขามีเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่นมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนึ่งในนั้นคือมิตรภาพกับมารีอา อันนา ฟ็อน เก็นซิงเงอร์ (Maria Anna von Genzinger) ผู้เป็นภรรยาของแพทย์ส่วนพระองค์ของเจ้าชายนิคโคเลาส์ในกรุงเวียนนา ซึ่งหญิงคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับบทประพันธ์ของเขาใน ค.ศ. 1789 อย่างมาก ไฮเดินได้เขียนจดหมายถึงมาดามเก็นซิงเงอร์บ่อยครั้ง โดยมักจะพรรณาถึงความเหงาและโดดเดี่ยวที่แอ็สแตร์ฮาซอ และพรรณนาถึงช่วงเวลาแห่งความสุขของโอกาสเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาได้ไปเจอเธอที่เวียนนา นอกจากนั้น ไฮเดินยังได้เขียนถึงเธอบ่อยมากเมื่อคราวที่เขาเดินทางไปยังลอนดอน ข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของมาดามเก็นซิงเงอร์ใน ค.ศ. 1793 ทำให้ไฮเดินเสียใจอย่างมาก โดยเขาได้ประพันธ์เพลงบรรยายความรู้สึกของเขาเอาไว้ในแวรีเอชันส์ ในบันไดเสียงเอฟ ไมเนอร์ สำหรับเปียโน Hob. XVII:6 อาจจะเป็นบทเพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์เศร้าต่อการจากไปของเธอมากที่สุดก็เป็นได้
นอกจากมาดามเก็นซิงเงอร์แล้ว ใน ค.ศ. 1781 โยเซ็ฟ ไฮเดินได้ผูกมิตรกับโมทซาร์ท สหายต่างวัย แม้ว่าทั้งคู่จะมีอายุห่างกันกว่า 24 ปี ทั้งคู่มีอิทธิพลทางดนตรีซึ่งกันและกันจนเป็นเพื่อนสนิทกัน ผู้คนในสมัยนั้นมักจะเห็นทั้งคู่เล่นสตริงควอเท็ตด้วยกันบ่อยครั้ง โมทซาร์ทเห็นว่าไฮเดินมีอัจฉริยะภาพในทางดนตรี และไฮเดินก็มองโมทซาร์ทว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
ฉันพึ่งเคยเห็นความอัจฉริยะทางดนตรีซึ่งในยุคไม่มีใครเทียบได้ จนเขียนจดหมายส่งไปหาพ่อของโมทซาร์ทและยกย่องโมทซาร์ทว่า "โมทซาร์ทนั้นเปรียบเสมือนเป็นบุตรที่พระเจ้าประทานพรมาให้และสร้างความรื่นเริงแก่มวลชน ซึ่งฉันเทียบไม่ติดเลยกับโมทซาร์ท ฉันต้องคุกเข่าให้แก่โมทซาร์ท ซึ่งเหนือกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ"
— ไฮเดิน
ใน ค.ศ. 1790 หลังจากที่เจ้าชายนิคโคเลาส์สิ้นพระชนม์และมีเจ้าชายพระองค์ใหม่ซึ่งไม่โปรดดนตรีมาดำรงตำแหน่งแทน เจ้าชายพระองค์นี้ได้ยกเลิกสถาบันดนตรีทั้งหมดและจ่ายเงินบำนาญให้กับไฮเดินแทน หลังทางที่ไม่มีพันธสัญญาใด ๆ แล้ว ไฮเดินจึงสามารถตอบตกลงข้อเสนอที่มีค่าตอบแทนอย่างงามจากโยฮัน เพเทอร์ ซาโลม็อน (Johann Peter Salomon) ผู้อำนวยการแสดงชาวเยอรมันได้ โดยเป็นข้อเสนอให้ไฮเดินเดินทางไปยังประเทศอังกฤษและทำหน้าที่ควบคุมวงซิมโฟนีใหม่และวงดุริยางค์ขนาดใหญ่
การไปเยือนอังกฤษทั้งสองครั้ง คือใน ค.ศ. 1791–1792 และ ค.ศ. 1794–1795 ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางดนตรีให้แก่ไฮเดิน โดยจัดพิธีอย่างใหญ่โตโดยนายกเทศมนตรีเป็นผู้มอบให้ นับเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของเขาที่ได้รับเกียรติอันนี้
การเดินทางไปเยือนอังกฤษนี้ ไฮเดินได้ประพันธ์ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในวงการดนตรี ซึ่งได้แก่ Surprise, Military, Drumroll และ London symphonies, ควอเท็ต Rider, และเปียโนทริโอ Gypsy Rondo ความผิดพลาดครั้งเดียวของเขาในอาชีพนี้ก็คือการประพันธ์อุปรากรเรื่อง Orfeo ed Euridice หรือที่รู้จักกันในชื่อของ L'Anima del Filosofo ที่ไฮเดินได้สัญญาว่าจะประพันธ์ขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำมาออกแสดงเนื่องจากถูกระงับโดยกลุ่มผู้ก่อกวน
ขณะที่ไฮเดินอยู่ในกรุงลอนดอนก็ได้รับข่าวมรณกรรมของโมทซาร์ท ทำให้เขาโศกเศร้าสะเทือนใจอย่างมาก เพราะโมทซาร์ทอายุยังน้อยและกำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ไฮเดินพำนักอยู่ในลอนดอนจนกระทั่งถึงกลาง ค.ศ. 1792 จึงเดินทางกลับกรุงเวียนนาพร้อมด้วยงานที่แต่งใหม่เป็นจำนวนถึง 768 หน้า และได้เงิน 24,000 ฟลอรินส์ (ประมาณ 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่งามพอควร ดังนั้น ฐานะทางการเงินของเขาจึงถือว่ามั่นคงทีเดียว
ด้วยเกียรติประวัติอันดีงามที่ไฮเดินได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและชาติบ้านเกิดเมืองนอนของตน Count Harrach จึงได้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติแก่ไฮเดินที่เมืองโรเรา บ้านเกิดของเขา เมื่อ ค.ศ. 1793
ในขณะที่ไฮเดินกำลังเดินทางไปกรุงลอนดอน ได้ผ่านกรุงบ็อน ได้พบกับเบทโฮเฟิน เมื่อได้ฟังเบทโฮเฟินเล่นเปียโนแล้วก็กล่าวว่า เด็กคนนี้มีความสามารถสูง ต่อมาเบทโฮเฟินก็ไปพบไฮเดิน พร้อมกับนำเพลงต่าง ๆ ที่เขาแต่งไปให้ไฮเดินดูด้วย เมื่อไฮเดินได้ดูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวกับเบทโฮเฟินว่า ถ้าเธอไปหาฉันที่เวียนนา ฉันจะสอนให้ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1792 เบทโฮเฟินเดินทางไปยังกรุงเวียนนาเป็นครั้งที่ 2 และไปเรียนดนตรีกับไฮเดินอยู่เกือบปีในตอนแรกเขามีความนิยมชมชอบในตัวไฮเดินซึ่งเป็นครู แต่ต่อมา เวลาเรียนดนตรีกับไฮเดินนั้น เบทโฮเฟินมักจะมีความคิดแย้งกับไฮเดิน เพราะไฮเดินดูจู้จี้และขี้บ่นเกินไป และไฮเดินก็ไม่พอใจกับศิษย์เท่าใดนัก เพราะเบทโฮเฟินเป็นคนหัวแข็ง ไม่ฟังอาจารย์สอน และไฮเดินก็ไม่ชอบเพลงทริโอของเบทโฮเฟินมากนัก เบทโฮเฟินต้องแอบไปเรียนการแต่งเพลงกับโยฮัน เกออร์ค อัลเบร็ชทซ์แบร์เกอร์ (Johann Georg Albrechtsberger) อยู่ 2 ปี เบทโฮเฟินได้เก็บเป็นความลับมานานจนไฮเดินรู้ความลับ ไฮเดินโกรธมากเพราะว่าเขาไม่เคยสนใจไฮเดินเลย เบทโฮเฟินเคืองจัด ตวาดโดยไม่ยั้งคิดออกมาว่า แล้วทำไมจะให้ฉันต้องดำเนินทฤษฏีดนตรีแบบแผนเก่า ๆ ไปอีกด้วย ฉันมีรูปแบบของฉัน และความสัมพันธ์ของไฮเดินและเบทโฮเฟินต้องแยกจากกัน แต่ไฮเดินก็คิดว่า เบทโฮเฟินจะมีความคิดยังไงก็ช่างเขา เขาถือว่าสอนศิษย์แล้ว ก็คือว่าศิษย์มีครูก็แล้วกัน
ใน ค.ศ. 1795 เขาได้กลับมาตั้งรกรากในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งบริเวณชานเมืองกุมเพินดอร์ฟ (Gumpendorf) ของกรุงเวียนนา และหันมาประพันธ์เพลงศาสนาสำหรับวงดุริยางค์และคณะนักร้องประสานเสียงเป็นส่วนใหญ่ โดยรวมไปถึงบทเพลงอมตะสองบท (The Creation และ The Seasons) และบทเพลงสดุดีตระกูลแอ็สแตร์ฮาซี 6 บท ซึ่งต่อมาได้ทำให้เจ้าชายที่ไม่โปรดดนตรีหันมาสนใจดนตรีมากยิ่งขึ้น ไฮเดินยังได้ประพันธ์เพลงสำหรับเครื่องดนตรีบางชนิดโดยเฉพาะอีกด้วย เช่น ทรัมเป็ตคอนแซร์โต และ 9 บทสุดท้ายของเขาก็เป็นชุดสตริงควอเท็ต รวมไปถึงควอเท็ต Fifths, Emperor และ Sunrise ด้วย
ใน ค.ศ. 1802 ไฮเดินต้องหยุดการประพันธ์ผลงานเพลงเนื่องด้วยความเหนื่อยล้าและป่วยหนัก เพราะตรากตรำทำงานหนักมากเกินไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมา และซึ่งก็ถือว่าเป็นงานที่ยากสำหรับเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เนื่องจากไฮเดินจะมีความคิดใหม่ ๆ ในการประพันธ์เพลงตลอดเวลา แต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เลย ไฮเดินได้รับการดูแลจากบรรดาบริวารของเขาเป็นอย่างดี เขาได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย และมีแขกมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาหาในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ชีวิตช่วงนี้ก็ไม่ได้เป็นช่วงที่มีความสุขนักสำหรับเขา
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1809 อาการป่วยได้คุกคามจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เขาได้ขอร้องให้ใครก็ได้ช่วยพยุงเขาไปที่เปียโนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเขาเล่นเพลง Gott erhalte Franz den Kaiser ที่เขาประพันธ์ด้วยตัวเองตั้งแต่ ค.ศ. 1797 เพื่อแสดงถึงความรักชาติและเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิฟรันทซ์ที่ 2 (Franz II) เนื่องในวันพระราชสมภพ เขาเล่นเพลงนี้พร้อมแก้ไขไปด้วยทั้งหมด 3 ครั้ง ก่อนที่ทำนองของเพลงนี้จะกลายมาเป็นเพลงชาติของออสเตรียและเยอรมนีในเวลาต่อมา
จากนั้นไม่นาน ไฮเดินก็เสียชีวิตลงเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1809 สิริรวมอายุได้ 77 ปี หลังจากที่กรุงเวียนนาถูกกองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของจักรพรรดินโปเลียนเข้ายึดครองไม่นานนัก คำสั่งเสียสุดท้ายของเขาดูเหมือนจะเป็นคำพูดให้บริวารของเขาใจเย็นลงและมีความอุ่นใจมากขึ้นในคราวที่ลูกกระสุนปืนใหญ่ตกใกล้ ๆ ละแวกบ้านของเขาศพของไฮเดินนั้นดูไม่น่าชมเท่าไรนัก เป็นต้นว่าศีรษะหายไป โดยที่ไม่มีใครพบศีรษะของเขาอีกเลย
สองสัปดาห์ต่อมา ทหารฝรั่งเศสได้มีการจัดพิธีฝังศพให้เขาอย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1809 ที่โบสถ์ช็อทเทินเคียร์เชอ (Schottenkirche) กรุงเวียนนา ซึ่งได้มีการบรรเลงเพลงสวด K.626 ของโมทซาร์ทให้กับดวงวิญญาณของเขาด้วย จึงมีคนเรียกเขาโดยทั่วไปว่า "คุณพ่อไฮเดิน" (Papa Haydn) เมื่อไฮเดินเสียชีวิตไปแล้ว เขาได้ทิ้งมรดกทางดนตรีไว้ให้แก่โลกมากมาย ทั้งซิมโฟนีหมายเลข 104 อันโด่งดัง, งาน Stage works 16 บท, เพลงโหมโรง 16 บท, สตริงควอเท็ต 85 บท, คอนเซอร์โตจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีเพลงเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อีกมากมายหลายร้อยบท
โอตาริโอหลายบท เป็นต้นว่า พระเจ้าสร้างโลก (Hob. XXI:2) และฤดูกาล (Hob. XXI:3)
เพลงสวดมิสซา 13 บท รวมถึง มิสซา เนลสัน
ซิมโฟนี 104 บท รวมถึงซิมโฟนีหมายเลข 103 ที่โด่งดัง
บทเพลงสำหรับบรรเลงด้วยวงควอเท็ตเครื่องสายอีก 84 บท รวมถึงควอเท็ต โอปุสที่ 76 หมายเลข 2 อันโด่งดัง
โซนาตา สำหรับเปียโน 60 บท