🎶 ดนตรีไม่ใช่แค่เสียงที่ไพเราะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่แทรกซึมอยู่ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน มันมีบทบาททั้งทางอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง🎶
🧠 #ดนตรีกับจิตใจและอารมณ์🧠
▪️ช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล
▪️เสริมสร้างสมาธิและความสงบ เช่น ดนตรีบำบัดหรือดนตรีเพื่อการทำสมาธิ
▪️กระตุ้นอารมณ์ เช่น เพลงปลุกใจ เพลงรัก หรือเพลงเศร้า
🏫 #ดนตรีกับการศึกษา🏫
▪️ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในระดับอนุบาลจนถึงมัธยม เช่น เพลงช่วยจำคำศัพท์หรือสูตรคณิตศาสตร์
▪️ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
▪️พัฒนาทักษะการฟัง การแสดงออก และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
🧘♀️ #ดนตรีกับสุขภาพ🧘♀️
▪️ดนตรีบำบัดช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
▪️ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น เช่น การเต้นของหัวใจและการหายใจ
▪️ลดความเจ็บปวดและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
🏡 #ดนตรีในกิจวัตรประจำวัน🏡
▪️เปิดเพลงขณะทำงานบ้านหรือขับรถเพื่อเพิ่มพลังและความสนุก
▪️ใช้เพลงปลุกตอนเช้า หรือเพลงกล่อมก่อนนอน
▪️เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมครอบครัว เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรีร่วมกัน
🧑🤝🧑 #ดนตรีกับสังคมและวัฒนธรรม🧑🤝🧑
▪️เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คน เช่น การร้องเพลงร่วมกันในงานเทศกาล
▪️สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม เช่น เพลงพื้นบ้าน เพลงชาติ
▪️ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวด เพลงสรรเสริญ
💼 #ดนตรีกับอาชีพและธุรกิจ💼
▪️ใช้ในงานโฆษณาเพื่อดึงดูดความสนใจ
▪️เป็นอาชีพ เช่น นักร้อง นักแต่งเพลง ครูสอนดนตรี
▪️สร้างรายได้มหาศาลในอุตสาหกรรมบันเทิง
ดนตรีมีอิทธิพลต่อสมองและร่างกายของเราในหลายด้าน ทั้งทางเคมี อารมณ์ และการรับรู้ โดยมีผลดังนี้:
1. การหลั่งสารเคมีแห่งความสุขการฟังดนตรีทำให้สมองหลั่ง โดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและพอใจคล้ายกับรางวัลตามธรรมชาติที่ร่างกายมอบให้เมื่อเราพบสิ่งที่ทำให้พอใจ
2. การกระตุ้นคลื่นสมองดนตรีจังหวะแรง สามารถกระตุ้นคลื่นสมองให้ตื่นตัวจังหวะช้า จะสอดคล้องกับคลื่นสมองช้า ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะสะกดจิตหรือการทำสมาธิ จังหวะเร็ว อาจทำให้สมองกระฉับกระเฉงมากขึ้น ส่งเสริมการคิดอย่างมีสมาธิและตื่นตัว
3. การเบี่ยงเบนความสนใจ ดนตรีทำหน้าที่เป็น สิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ (Distractor) ช่วยเบี่ยงความสนใจออกจากสิ่งเร้าทางลบ ไปสู่สิ่งที่น่าพึงพอใจและให้กำลังใจแทน
4. การควบคุมร่างกาย ดนตรีมีอิทธิพลต่อ อัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจ สามารถทำให้หัวใจเต้นช้าลงหรือเร็วขึ้นตามจังหวะของเพลง
5. การบำบัดอารมณ์และสุขภาพจิต ดนตรีมีพลังในการปรับปรุง สภาพจิตใจ (Mood) ช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้า วิตกกังวล และทำให้จิตใจสงบขึ้น
6. การลดความเจ็บปวด การฟังดนตรีสามารถ ลดการรับรู้ความเจ็บปวดได้ ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดทางการแพทย์ในหลายกรณี
7. ความคุ้นเคยและความผ่อนคลาย ดนตรีทำให้สมอง หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยและน่าปลอบโยนทำให้รู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นใจ
📌 สรุปสั้น:
ดนตรีไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงที่ไพเราะ แต่ยังมีผลโดยตรงต่อสมองและร่างกาย ช่วยหลั่งสารแห่งความสุข ควบคุมคลื่นสมองและการทำงานของร่างกาย ลดความเครียด ความเจ็บปวด และยังเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้นอีกด้วย
จะเชื่อมโยง EF (Executive Functions) + ดนตรี + สมอง ให้เห็นภาพดังนี้นะคะ:
🌱 1. EF คืออะไร
EF หรือ Executive Functions คือ “ทักษะสมองส่วนหน้า” ที่ใช้ในการวางแผน ควบคุมอารมณ์ และจัดการพฤติกรรม ประกอบด้วยทักษะหลัก ๆ เช่น
การยับยั้งควบคุม (Inhibitory Control)
ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory)
ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility)
🎶 2. ดนตรีกับสมองจากแผนภาพ Your Brain on Music ที่เราคุยกันไปแล้ว ดนตรีมีผลต่อสมองหลายด้าน เช่น หลั่งโดพามีน (สารแห่งความสุข) ปรับสมาธิและคลื่นสมอง ลดความเครียดและความเจ็บปวด ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นหัวใจและการหายใจ
🔗 3. การเชื่อมโยง EF – ดนตรี – สมอง
(1) Inhibitory Control – การยับยั้งควบคุมตนเองการเล่นดนตรีต้อง รอจังหวะ และ ควบคุมการกด/ตี/เป่า ให้พอดี ฝึกให้เด็ก ควบคุมแรงกระตุ้น และ ฟังเพื่อนในวง ก่อนลงมือ
(2) Working Memory – ความจำเพื่อใช้งานเวลาเด็ก ๆ เล่นหรือร้องเพลง ต้อง จำโน้ต / เนื้อเพลง / คำสั่งครู ไปพร้อม ๆ กัน สมองจึงถูกฝึกให้จัดเก็บและดึงข้อมูลมาใช้แบบ ทันทีทันใด
(3) Cognitive Flexibility – ความยืดหยุ่นทางความคิด ดนตรีมีทั้ง จังหวะช้า–เร็ว, เสียงดัง–เบา, เปลี่ยนทำนองกะทันหัน เด็ก ๆ ต้อง ปรับตัว และ เปลี่ยนวิธีเล่น/ร้อง ตามสถานการณ์
(4) การจัดการอารมณ์และแรงจูงใจดนตรีกระตุ้น สารโดพามีน ทำให้รู้สึกสนุกและอยากเรียนรู้ ช่วยเด็ก ควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด และสร้างบรรยากาศที่ดี
🌟 4. สรุป ดนตรี = สื่อกลาง ที่ช่วยกระตุ้นสมองหลายส่วนพร้อมกัน เมื่อผสมกับ EF เด็กจะได้ฝึก การควบคุมตนเอง + การจำใช้งาน + การยืดหยุ่นทางความคิด ไปในเวลาเดียวกัน
1) ทักษะปฏิบัติ (Skill of Doing)
Initiating = การเริ่มและลงมือทำ
Planning and Organizing = การวางแผน จัดระบบการดำเนินการ
Goal-Directed Persistence = การมุ่งสู่เป้าหมาย
2) ทักษะพื้นฐาน (Core EF)
Working Memory = จำเพื่อใช้งาน
Shift (Cognitive Flexibility) = การยืดหยุ่นความคิด
Inhibitory Control = การยั้งคิด ไตร่ตรอง ควบคุมการตอบสนอง
3) ทักษะการกำกับตนเอง (Self-Regulation)
Focus/Attention = ความสามารถในการจดจ่อใส่ใจ
Emotion Control = การควบคุมอารมณ์
Self-Monitoring = การประเมินตนเอง--
🎶 เชื่อมโยง EF – ดนตรี – สมอง
1. Initiating + Planning → การเล่นดนตรีต้องวางแผนล่วงหน้า เช่น เลือกเพลง เตรียมโน้ต เริ่มลงมือเล่น = ฝึกการริเริ่มและการวางแผน
2. Goal-Directed Persistence → การฝึกซ้อมดนตรีเพื่อเล่นให้จบเพลงหรือแสดงบนเวที = ฝึกความพยายามสู่เป้าหมาย
3. Working Memory → จำโน้ตดนตรี จังหวะ และคำร้องพร้อมกัน = ฝึกการเก็บและใช้ข้อมูลทันที
4. Cognitive Flexibility → การเปลี่ยนจังหวะ ทำนอง หรือสลับเครื่องดนตรี = ฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด
5. Inhibitory Control → ต้องควบคุมไม่เล่นเร็วเกินไป รอจังหวะ ฟังเพื่อน = ฝึกการยับยั้งควบคุมตนเอง
6. Focus/Attention → ต้องจดจ่อกับเสียง จังหวะ และการเคลื่อนไหว = พัฒนาสมาธิ
7. Emotion Control → ดนตรีช่วยผ่อนคลาย จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น
8. Self-Monitoring → เด็ก ๆ ฟังเสียงที่ตัวเองเล่นแล้วปรับแก้ เช่น เล่นเพี้ยนแล้วลองใหม่ = การประเมินตนเอง
✨ สรุป
ดนตรีเป็นเครื่องมือธรรมชาติที่ช่วยพัฒนา EF ครบทุกด้าน เพราะดนตรี กระตุ้นสมองหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งด้านการคิด การจดจำ อารมณ์ และการควบคุมพฤติกรรม ทำให้เด็ก ได้ฝึก EF ผ่านการเล่นอย่างสนุก โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสอน
1. เสียงดนตรีเป็นสิ่งที่กล่อมหัวใจของคนให้อ่อนโยน เยือกเย็นดับทุกข์ได้ชั่วขณะ ปลุกใจให้รื่นเริงกล้าหาญ สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิด แก่บุคคลผู้ฟังทั่วๆไป
2. เป็นเครื่องที่ทำให้โลกครึกครื้น
3. การแสดงมหรสพต่างๆ เป็นต้นว่า โขนละคร ดนตรีก็เป็นผู้ประกอบให้น่าดูสนุกสนานขึ้นสมอารมณ์ผู้ดูและผู้แสดง
4. ทำความสมบูรณ์ให้แก่ฤกษ์และพิธีต่างๆ ทั้งของประชาชนและของชาติ
5. เป็นเครื่องประกอบในการสงคราม ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้วหลายชาติ โดยเฉพาะชาติไทยคราวสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลก เมื่อยังดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรีทรงรักษาเมืองพิษณุโลกต่อสู้ อะแซหวุ่นกี้ ก็ได้ทรงใช้ดนตรีเป็นเครื่องประกอบอุบาย เป็นต้น
6. ทำให้โลกเห็นว่าชาติไทยมีวัฒนธรรมเป็นอันดี ชาติใดที่มีวัฒนธรรมของตนอยู่อย่างดีย่อมเป็นที่ยกย่องของชาติทั้งหลาย
1. ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ทั่วไปดังกล่าวมาแล้ว
2. เป็นอาชีพในทางที่ชอบอันหนึ่ง
3. เป็นผู้รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติ
4. จะเป็นผู้มีอารมณ์เยือกเย็น สุขุมกว่าปกติ
5. มีเครื่องกล่อมตนเองเมื่อยามทุกข์ ปลุกตนเองเมื่อยามเหงา
6. เป็นเครื่องฝึกสมองอยู่ในตัว
7. จะเป็นผู้มีเกียรติยศชื่อเสียงปรากฏแก่โลก
8. ทำการสมาคมให้กว้างขวางได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ชั้นต่ำจนถึงชั้นสูงสุด
1. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย
เราจะสังเกตเห็นได้ว่าเมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุก เด็กก็จะกระโดดโลดเต้น เคลื่อนไหวร่างกาย ตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุขสนุกสนาน ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กๆมีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย เช่น แขน ขา นิ้วมือ คอ ไหล่
2. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ
อารมณ์ความรู้สึกของคน มีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิ และช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็กๆมีอารมณ์แจ่มใส และมีจิตใจที่เบิกบาน
3. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม
- กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือการที่เด็กๆได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น การร้องเพลง เต้นระบำ รำละคร หรือ การตั้งวงดนตรี เล่นกับคุณพ่อคุณแม่พี่ๆน้องๆในบ้านหรือกับเพื่อนๆที่โรงเรียน เป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กๆได้ รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
- กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วย พัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้แก่เด็ก ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถ ให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง ( self-esteem) และตระหนักถึงคุณค่า ของตัวเอง ( Ego Asset)
4. ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา
- ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่นเมื่อเด็กได้ฟังหรือร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของจำนวน และ การนับ หรือการที่เด็กได้หัดอ่านโน้ตดนตรี
- ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่นเมื่อเด็กได้ร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติจากเนื้อเพลงที่ เกี่ยวกับสัตว์ ต้นไม้ รุ้งกินน้ำ พระจันทร์ ดวงดาว
- ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศผ่านทาง เนื้อเพลง
- ดนตรีช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่นเมื่อเด็กๆฟังเพลงแล้วคิดท่าเต้นแบบต่างๆได้ด้วยตนเอง หรือแปลงกาย เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ การที่เด็กได้คิดค้นวิธีเล่นเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ หรือการที่เด็กแต่งเนื้อเพลงหรือทำนองเพลง ด้วยตัวของเขาเอง
การประยุกต์ใช้ดนตรี ในด้านอื่นๆ
ดนตรีบำบัด คืออะไร
ดนตรีบำบัด (music therapy) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการนำดนตรี หรือองค์ประกอบต่างๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ สังคม และภูมิปัญญา โดยมีนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายในทางดนตรีศึกษา ผ่านกิจกรรมทางดนตรีต่างๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน มีหลักเกณฑ์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์
เป้าหมายของดนตรีบำบัดไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี แต่เน้นในด้านพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ สังคม และภูมิปัญญา ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคนที่มารับการบำบัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท ทั้งที่บ้าน สถานศึกษา สถานพยาบาลและศูนย์สุขภาพต่างๆ
ด้านการศึกษา นำเสียงดนตรีมาใช้ประกอบในการสอนแบบสร้างสรรค์ทางศิลปะผลปรากฏว่าเสียงดนตรีสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ เสริมสร้างความคิด จินตนาการ ช่วยกระตุ้นให้มีการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทหู กล้ามเนื้อมือ ให้สอดคล้องกับการใช้ความคิด ทำให้หายเหนื่อย และผ่อนคลายความตึงเครียด
กิจกรรมดนตรีบูรณาการกับวิชาใดได้บ้าง ??
โพสต์ของ KU Master of Arts-Music
วันนี้เราจะมาพูดถึงการบูรณาการวิชาอื่น ๆ กับกิจกรรมดนตรี การเล่นดนตรีนอกจากจะได้เรียนรู้วิชาดนตรีแล้วเรายังได้เรียนรู้วิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดนตรีอีกมากมาย เช่น
• วิชาคณิตศาสตร์ ในการเล่นดนตรี โน้ตดนตรีแต่ละตัวจะมีค่าความยาวของเสียงที่แตกต่างกัน หลายครั้งที่นักดนตรีต้องใช้ทักษะของวิชาคณิตศาสตร์เพื่อทำการบวกค่าโน้ตต่าง ๆ เข้าด้วยกันขณะบรรเลง หรือในบางครั้งนักดนตรีกลุ่มเครื่องกระทบก็ต้องใช้การคูณหรือหารสัดส่วนเพื่อทำการแบ่งกลุ่มโน้ตในการฝึกซ้อมและการบรรเลง
•วิชาภาษา ในการเล่นตรีนักดนตรีต้องอ่านโน้ต ซึ่งโน้ตดนตรีก็ถือเป็นภาษาที่นักดนตรีสากลทุกคนในโลกใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสาร ศัพท์ทางดนตรีส่วนใหญ่เป็นภาษาอิตาเลียน และในวงดนตรีที่มีผู้อำนวยเพลงนักดนตรีก็ต้องเรียนรู้ภาษากายของผู้อำนวยเพลงอีกด้วย
•วิชาประวัติศาสตร์ ในบทเพลงที่นักดนตรีบรรเลงนั้นถือเป็นงานวรรณกรรมที่มีแรงบันดาลใจและแนวคิดของผู้ประพันธ์อยู่ในทุกบทเพลง ทุกยุค ทุกสมัย ดั้งนั้นนักดนตรีต้องทำการศึกษาประวัติของเพลงและผู้ประพันธ์ให้ทราบถึงแนวทางการบรรเลงว่าบทเพลงนั้น ๆ ถูกแต่งขึ้นมาเมื่อใด วิธีการบรรเลงต้องบรรเลงแบบไหนถึงจะถูกต้องตามที่ผู้ประพันธ์เขียนเอาไว้
•วิชาจิตวิทยา ในการเล่นดนตรีนั้นนักดนตรีต้องทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบทเพลงจากเสียงที่ได้ยินแล้วไปกระทบกับจิตใจจึงทำให้รับรู้ได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ ได้ เช่น ตื่นเต้น สนุกสนาน สงบสุข หวานซึ้ง หวาดกลัว เป็นต้น
• วิชาพละ ในกิจกรรมวงโยธวาทิตมีรูปแบบการบรรเลงที่หลากหลาย การเดินแถว และการแปรขบวน เป็นรูปแบบที่ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายเป็นอย่างมาก เพื่อใช้ในการถือเครื่องและการควบคุมระเบียบร่างกายขณะบรรเลง จึงจำเป็นจะต้องมีการออกกำลังกายและใช้ศาสตร์ของวิชาพละศึกษาเข้ามาช่วยในการฝึกด้วย
นอกจากนี้การเล่นดนตรียังช่วยฝึกสมาธิ ความอดทน และระเบียบวินัย จากการฝึกดนตรีได้อีกด้วย
การโฆษณา หมายถึง การป่าวประกาศ การบอกกล่าว การเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้อื่นทราบ เช่น การโฆษณาสินค้า เป็นต้น ส่วนการประชาสัมพันธ์ หมายถึง การสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้รับรู้และเข้าใจถูกต้องตรงกัน
www.brandbuffet.in.th/2018/04/the-power-of-music-in-advertising-tamon/
การพัฒนามนุษย์มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการพัฒนาทางกายภาพ ในวงการแพทย์ได้แนะนำให้มนุษย์รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ส่วนที่ 2 เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจและอารมณ์ เพื่อนำไปสู่สุนทรียภาพและการเห็นคุณค่าของชีวิต
so02.tci-thaijo.org/index.php/suedujournal/article/view/170615
หลาย ๆ คนเวลาที่อ่านหนังสือก็จะฟังเพลงไปด้วยใช่ไหมละ~ พี่ก็คนหนึ่งที่เวลาอ่านหนังสือ 📖หรือทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิก็เลือกจะเปิดเพลงคลอไปเบา ๆ แล้วเคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมกันนะ เปิดเพลงฟังไปด้วยถึงยังจดจำเนื้อหาได้แถมบ้างครั้งมันทำให้เราจดจำได้ดีอีก! แล้วแนวเพลง Lo-fi ที่เป็นเพลงบรรลางไม่มีเนื้อ หรือ K-pop เนื้อเพลงฉ่ำ แบบไหนที่ทำให้เราช่วยจดจำได้มากกว่ากัน
ที่จริงแล้วน้อง ๆ ไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ แต่มันมีผลวิจัยจริง ๆ ! ผลการวิจัยพบว่า
“ การฟังดนตรีประกอบการทำงานนั้นส่งผลดีต่ออารมณ์และประสิทธิภาพการทำงานได้ เวลาตอบสนองของผู้เข้าร่วมดีขึ้นเมื่อทำงานเสร็จ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดนตรีช่วยให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาสามารถประมวลผลข้อมูลการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ”
เห็นไหมละ ว่ามันข้อดีจริง ๆ น้า แต่ว่าแนวเพลงแบบไหนละที่จะตอบโจทย์ Lo-fi หรือ k-pop ไปดูกันน
Lo-fi จะเป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนฟังจากแผ่นเสียงเก่า ๆ ที่จะมีเสียงจากรบกวนบ้าง แต่มันจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย เหมาะมาเลยแหละกับการทำงานหรืออ่านหนังสือ นอกจากนีแนวเพลงนี้ยังช่วยการทำงานของสมองให้ช่วยในการจดจำ หรือทำให้มีสมาธิมากกว่าเพลงอื่น ๆ เพราะด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอและนุ่มนวล
แล้วเพลง K-pop ที่จริงแนวเพลงนี้จะมีหลายแบบด้วยกันไม่ว่าจังหวะหนักแน่น เนื้อเพลงรัว ๆ หรือแนวฟังสบาย เรื่อย ๆ ก็มี ในการอ่านหนังสือเราจึงควรเลือกเพลงที่ฟังสบาย ๆ ดีกว่า ไม่งั้นเราจะจดจำเนื้อหาได้ยากขึ้น สมาธิหลุดกระเจิง ต้องมาค่อยอ่านซ้ำ ๆ เหนื่อยแย่เลย🥺ตัวอย่างเพลงที่ฟังง่าย ๆ
🎧Winter Bear – V (BTS)
🎧0310 - Yerin Baek
🎧Instagram - Dean
🎧Make up - Sam Kim (feat. Crush)
🎧WA R R - Colde
ที่จริงก็ในYoutube ก็มีเป็นPlaylist อยู่ด้วยนะทั้งLo-fi หรือ K-pop สะดวก สบายมากขึ้นเลย🤩และทั้งสองอย่างควรจะเปิดที่จังหวะ 60-80 BPM ใกล้เคียงกับอัตราการเต้นหัวใจเวลาผ่อนคลาย จะทำให้จดจำและมีสมาธิมากขึ้น!
เป็นยังไงกันบ้างคะ ลองไปหาแนวเพลงที่ใช่ที่เข้ากับเราแล้วไปปรับใช้กันดูน้า ถ้ามีเพลงอะไรเพราะ ๆ หรือเพลงอะไรดี ๆ อย่าลืมมาแนะนำกันด้วยนะคะ💙💛
———————-
ขอขอบคุณบทความต่าง ๆ จาก :
บทความจากเว็บไซต์ www.thaipbs.or.th เรื่อง “ใส่หูฟังให้ไว “ฟังเพลง” ตอนทำงานช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น - ทำงานดีกว่าเดิม”
บทความจากเว็บไซต์ www-calm-com เรื่อง “The benefits of lo-fi music and how it can help you focus“