คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนพิเศษ
ทำให้ดีก็ได้... ไฉนไม่ทำ?
ย้อนรอย "จำนำข้าว" บทเรียนประเทศไทย
หลังจากที่ผมเขียน "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ไปแล้ว 8 ตอน รวมตอนพิเศษที่ผมเขียนถึง Eastern Seaboard...
...ผมกลับมาคิดดู มันยัง "ขาด" อะไรไปนิด
ว่าแล้วก็นึกได้... "จำนำข้าว"
ทั้ง ๆ ที่ผมก็สนใจเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้เขียนเลย
งั้นเขียนเป็นอีกหนึ่ง "ตอนพิเศษ" ของ "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ดีกว่า
"คุณชายอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือ "ในหนึ่งแผ่นดิน"
ผมขอหยิบยกมาเล่าต่อ เพราะเห็นว่าคุณชายท่านอธิบายเข้าใจง่ายครับ
การรับจำนำข้าวโดยภาครัฐของไทย เริ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2524 (ฤดูข้าวนาปี 2524/2525) โดยรับจำนำในราคาที่ "ต่ำกว่า" ราคาตลาด
ด้วยวิธีเช่นนี้ ชาวนาจะได้เงินจากการจำนำไปใช้ก่อนส่วนหนึ่ง เป็นการเก็บปริมาณข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นฤดูไว้ โดยที่ยังไม่ต้องรีบขายข้าว ราคาข้าวจึงไม่ถูกกดให้ลดต่ำลงในช่วงต้นฤดู
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง แรงซื้อที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา จะทำให้ราคาข้าวค่อย ๆ สูงขึ้น จนถึงระดับที่พอใจ ชาวนาก็สามารถนำข้าวที่จำนำไว้ไปขายได้ ในราคาที่สูงกว่าราคารับจำนำ และมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
อันนี้เป็นไปตามหลัก demand-supply ง่าย ๆ
นั่นทำให้เอกชนสามารถค้าข้าวได้อย่างปกติ เพราะข้าวอยู่ในมือเอกชน ประเทศไทยก็มียอดส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นโดยตลอด
เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ. 2544
รัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" เริ่มมีการปรับราคารับจำนำข้าว ให้ "เท่า" ราคาตลาด
กลไกตลาดก็ยังทำงานเป็นปกติ และยอดส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี พ.ศ. 2547
ในฤดูการผลิต 2547/2548 รัฐบาลทักษิณเริ่มรับจำนำข้าว ในราคาที่ "สูงกว่า" ราคาตลาดประมาณร้อยละ 20 - 30
ถึงตรงนี้ เริ่มมี "ปัญหา" ละครับ
เพราะเมื่อราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ชาวนาก็นำข้าวไปจำนำเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าราคาตลาดเพิ่มขึ้นไม่ถึงราคารับจำนำ ชาวนาจึงไม่ไปไถ่คืน ปล่อยให้ข้าวที่จำนำไว้ตกเป็นของรัฐ
ทำให้ข้าว "หาย" ไปจากระบบเศรษฐกิจ และการส่งออกข้าวในปี พ.ศ. 2548 - 2549 ลดลงจากเมื่อปี พ.ศ. 2547
เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 เกิดการรัฐประหารขึ้น รัฐบาล "พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์" กลับไปใช้วิธีรับจำนำข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ปัญหาข้างต้นจึงไม่เกิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชน (พ.ศ. 2551) และช่วงแรกของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2552) รับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาด ปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นอีก
จากข้อมูลที่คุณชายอุ๋ยได้รวบรวมไว้ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2540 - 2547 ยอดการส่งออกข้าวของไทย เพิ่มขึ้นจาก 5.27 ล้านตัน เป็น 10.11 ล้านตัน
แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2548 - 2553 ยอดการส่งออกข้าวอยู่ที่ประมาณปีละ 7 - 10 ล้านตัน โดยช่วงที่ราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด ยอดการส่งออกข้าวจะเหลือประมาณปีละ 7 - 8 ล้านตัน
ขณะที่ยอดการส่งออกข้าวของเวียดนาม ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจาก 3.33 ล้านตัน เมื่อปี พ.ศ. 2540 เป็น 7 ล้านตัน ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554
คุณชายท่านชี้ให้เห็นว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลรับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาด ยอดส่งออกข้าวของไทยจะลดลง และเวียดนามสามารถแย่ง market share ไปได้ง่าย ๆ จนยอดส่งออกข้าวเกือบจะเท่าของไทย (ข้อมูลถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554)
ส่วนรัฐบาลต้องรับภาระขาดทุน จากการระบายข้าวที่ไม่มีชาวนาไปไถ่ถอนคืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งย่อมเสียเปรียบในการต่อรองราคากับผู้ซื้อ ประกอบกับความล่าช้าในการระบาย ทำให้ต้องขายข้าวในช่วงที่ราคาตลาดโลกกำลังลดลง และยังนำไปสู่การเสื่อมคุณภาพ ข้าวที่ระบายออกไปจึงมีราคาลดลง
นี่ยังไม่นับปัญหา "การทุจริต" ทั้งการรวมหัวกันออก "ใบประทวนปลอม" (ที่ทำให้รัฐบาลเสียเงินไปฟรี ๆ) หรือสมคบกัน "ประมูล" ซื้อข้าวที่รัฐบาลขายในราคาต่ำผิดปกติ ของนักการเมือง พ่อค้า และเจ้าหน้าที่ รวมถึงการที่โรงสี "สวมสิทธิ์" รับเงินแทนชาวนา แล้วแบ่งเงินให้ชาวนาบางส่วน!