คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 6
อย่าทำเป็นเล่นไป!
"ถุงยางอนามัย" นั้น สำคัญ (ต่อเศรษฐกิจไทย) ไฉน?
"เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนนี้ ผมจะใช้ "ถุงยางอนามัย" เป็นตัวเดินเรื่อง
ฟังดูเหมือนจะทะลึ่งตึงตัง
ปกติแล้ว เวลาพูดถึงถุงยางอนามัย เนื้อหามักจะเป็นไปในเชิงตลกโปกฮา คือออกแนว 18+ ว่างั้นเถอะ
(ว่าแล้วก็นึกถึงสมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ ที่ในก๊วนเพื่อนสนิทชายล้วน 10 คน จะมีผมและเพื่อนอีก 3 - 4 คนในกลุ่ม พูด "เปิด" เรื่องอะไรทำนองนี้ขึ้นมา แถมชอบส่ง "โจ๊กพรรค์อย่างนั้น" ลงในกลุ่ม Line ชายล้วนอีกต่างหาก - ฮา!)
แต่ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึงความสำคัญของถุงยางอนามัย ที่ช่วยให้ประเทศไทย "หลุดพ้น" จากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมถึง 2 ครั้ง
บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการนี้ คือคุณ "มีชัย วีระไวทยะ"
ผมต้องเล่าเป็นเบื้องต้นก่อนว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) เป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาทางสังคม นอกเหนือจากประเด็นทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในเรื่องสำคัญของแผนฯ 3 คือ "การวางแผนครอบครัว"
จากข้อมูลที่ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ รวบรวมและเผยแพร่ในหนังสือ "การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองไทย" แสดงให้เห็นว่า นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปี พ.ศ. 2513 ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร สูงถึงประมาณร้อยละ 3 ต่อปี
คุณมีชัย เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ "ไผ่นอกกอ" ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ด้วยตัวเลขอัตราการเพิ่มที่สูงเช่นนี้ ถ้าไม่ทำอะไรเลย ประชากรจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในทุก ๆ 21 ปี
ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเขียนใน "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 1 โดยอ้างข้อมูลในหนังสือของ ดร.สมชาย ความว่า "...เมื่อนำ GDP per capita (รายได้ต่อหัว) มาคิดเป็นดัชนี โดยให้ปี พ.ศ. 2493 เป็นปีฐาน (ค่าดัชนีเท่ากับ 100) พบว่า ในปี พ.ศ. 2533 ดัชนีนี้มีค่าเท่ากับ 501 คิดเป็น 5 เท่าของดัชนีในปีฐาน..."
ลองนึกภาพดูว่า ถ้าปล่อยให้มีประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอยู่อย่างนั้น ดัชนีรายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวหรือไม่?
นอกจากนี้ การมีประชากรเพิ่มในอัตราสูง ยังเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาชนบทและแก้ปัญหาความยากจนอีกด้วย
คิดง่าย ๆ ก็คือ ทรัพยากร (เช่น เงินทุน) สำหรับทุ่มลงไปในการนี้ จะเพียงพอหรือไม่ หากยังลดอัตราการเพิ่มของประชากรลงไม่ได้?
คุณมีชัยจึงมองว่า การวางแผนครอบครัวและการบริหารจัดการประชากร เป็นวิธีหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย
ทำให้ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 คุณมีชัยได้ก่อตั้ง "สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน" (Population and Community Development Association: PDA) ขึ้น เพื่อดำเนินงานด้านการวางแผนครอบครัวอย่างจริงจัง (องค์กรเอกชนแห่งนี้เดิมชื่อ "สำนักงานบริการวางแผนครอบครัวชุมชน")
คุณมีชัยยังมองอีกว่า ในการวางแผนครอบครัวนั้น จะต้องทำให้คนไทยไม่รู้สึก "กระดากอาย" เมื่อพูดถึงเรื่องอุปกรณ์คุมกำเนิด (สมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยกล้าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดกันอย่างโจ๋งครึ่ม) และต้องหยิบยกบางสิ่งซึ่งคนทั่วไปเห็นแล้วถึงกับ "อึ้ง" (ในยุคนั้น) มาใช้สำหรับการรณรงค์ โดยมี "อารมณ์ขัน" เข้าช่วย
นั่นเป็นที่มาของการที่คุณมีชัย นำ "ถุงยางอนามัย" ไปแจกตามสถานที่ต่าง ๆ เสมือนหนึ่งแจกนามบัตร หรือการ "เป่าถุงยางฯ" แบบเดียวกับการเป่าลูกโป่ง และเชิญชวนผู้เข้าฟังบรรยายร่วมสนุกในการแข่งขันเป่าถุงยางฯ เวลาที่คุณมีชัยเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องนี้ ก็เฮฮากันไป
ทำไปทำมา จนคนไทยในสมัยนั้นเรียกถุงยางฯ ว่า "ถุงมีชัย"
คุณมีชัยทำแม้กระทั่ง "แจกถุงยางฯ" ในงานเลี้ยงของทางการ จนกระทั่งเป็นข่าวดัง
คุณ "อานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับคุณมีชัยมานาน และอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มองว่าคุณมีชัยต้องการ "สร้างข่าว" เพื่อให้ประชาชนสนใจเรื่องการวางแผนครอบครัว ซึ่งคุณมีชัยก็ยอมรับตามนั้น
กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่คุณมีชัยใช้ ประกอบกับการมีส่วนร่วมของประชาชน นำไปสู่ผลสำเร็จของนโยบายการวางแผนครอบครัวในประเทศไทย
อัตราการเพิ่มของประชากร ลดลงจากร้อยละ 3.3 ในปี พ.ศ. 2500 เหลือร้อยละ 2.2 ในปี พ.ศ. 2523 และร้อยละ 1.6 ในปี พ.ศ. 2527
คู่สมรสชาวไทยร้อยละ 65 ใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2527 เพิ่มขึ้นจากทศวรรษ 1960 (ช่วง พ.ศ. 2500) ที่มีเพียงร้อยละ 3
ด้วยเหตุนี้ รายได้ต่อหัวของคนไทย จึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระหว่างปี พ.ศ. 2493 - 2533 ตามที่ได้เล่าไปแล้วข้างต้น
ผมมองว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ "ถุงยางอนามัย" รวมถึงอุปกรณ์คุมกำเนิดต่าง ๆ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ทศวรรษ 1980 นโยบายวางแผนครอบครัวในไทยประสบความสำเร็จแล้ว แต่ปรากฏว่ามี "มัจจุราช" ตัวใหม่ ผุดขึ้นมาบนโลก และมีรายงานว่าพบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2527
มัจจุราชตัวที่ว่า คือ "โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง" (Acquired Immune Deficiency Syndrome: AIDS) ผู้ป่วยคนแรกที่ถูกตรวจพบในไทย เป็นชายรักร่วมเพศที่เคยใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา
ช่วงแรกที่ "โรคเอดส์" ระบาด ทั้งโลกยังไม่รู้ที่มาที่ไป ทำให้คนทั่วไปกลัวกันมาก
ต่อมานักวิจัยค้นพบว่า โรคเอดส์เกิดจากไวรัสที่เรียกว่า HIV (Human Immunodeficiency Virus) และสามารถระบุ Antibody (สารที่ร่างกายผลิตขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรค) ต่อโรคเอดส์ได้
ถึงกระนั้น โรคเอดส์ ก็ยังเป็นเรื่องที่ "น่ากลัว" อยู่ดี
นี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่คุณมีชัยให้ความสนใจมาก และได้รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์อย่างจริงจัง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530
ในช่วงแรกของการรณรงค์ดังกล่าว รัฐบาลไทยไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก มีเพียงนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์บางท่าน เช่น คุณ "ชวน หลีกภัย" อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา ซึ่งเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล "น้าชาติ" พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ออกมาแสดงความกังวลเรื่องการระบาดของโรคเอดส์ และออกมา "ชน" กับ "อุตสาหกรรมเพศพาณิชย์" อย่างเปิดเผย
คำถามคือ ทำไมคุณมีชัย หรือคุณชวน ถึงออกมาเตือนเรื่องนี้?
นับตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนาม อุตสาหกรรมเพศพาณิชย์ในไทยขยายตัว เพราะมีทหารอเมริกัน (ที่เรียกว่า "จีไอ") เข้ามาประจำการบ้าง มาเที่ยวอาบอบนวดบ้าง
ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ชายไทยส่วนมาก (ในขณะนั้น) ก็ชอบเที่ยวแบบนี้ซะด้วย
คุณมีชัยได้ยกผลสำรวจที่แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 95 ของผู้ชายไทยที่มีอายุ 19 ปี เคยไปเที่ยวผู้หญิงมาแล้วหนึ่งครั้ง โดยเห็นว่าเป็นการแสดงออกถึงความเป็นชาย
ซ้ำร้าย สังคมไทยยุคนั้นยังมองว่า การเที่ยวผู้หญิงเป็นเรื่องปกติของชายไทยที่มีครอบครัวแล้ว และเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2533 คุณมีชัยได้จัดการประชุมนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ขึ้นที่สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบจากการระบาดของโรคเอดส์ต่อเศรษฐกิจไทย และได้ผลสรุปว่า...