คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 1
ทศวรรษ 1980: "สังคมเมือง" ขยายตัว ผลพวง "เศรษฐกิจ" พลิกโฉม
สมัยผมเรียน ป.ตรี เศรษฐศาสตร์ที่ มก. ช่วงปีแรก ๆ ผมไม่ค่อยได้ออกไปไหนต่อไหนเท่าไรนัก
ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เพิ่งเข้าเรียนในกรุงเทพฯ เวลาจะไปข้างนอกก็เรียกได้ว่า "เกาะเพื่อน" ไปตลอด
จนกระทั่งมี "รถไฟฟ้าสายสีเขียว" ของ BTS ผ่าน มก. ผมถึงได้ขึ้นรถไฟฟ้าออกไปข้างนอกคนเดียวบ้าง...
...แต่ก็ป้วนเปี้ยนอยู่แถวใกล้ ๆ มก. นี่ละ
ที่ไปบ่อยเห็นจะเป็น "เซ็นทรัลลาดพร้าว" (ภาษาปากเรียกสั้น ๆ ว่า "เซ็นลาด") ตอนผมเรียนปี 3 ไปแทบทุกสุดสัปดาห์
แต่ (อีกนั่นละ) พอถึงที่นั่น ผมตรงไป B2S ชั้นใต้ดินเลย ไปซื้อหนังสืออย่างเดียว (บางครั้งไม่รู้จะซื้อหนังสืออะไร อย่างน้อยก็ต้องซื้อ Bangkok Post กลับไปอ่าน)
ถ้ายังไม่หนำใจอีก ก็แว่บไปเข้า B2S ที่เมเจอร์รัชโยธินต่อ เสร็จแล้วก็กลับหอ
วนเวียนอยู่แค่นั้น character ผมเป็นแบบนี้แหละครับ
จากที่ผมเล่ามาข้างต้น คำถามคือ...
...บริเวณใกล้เคียง มก. ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปีก่อน เป็นทุ่งนาโล่ง ๆ ไม่ได้มีตึกรามบ้านช่องมากนัก ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่เมือง เต็มไปความเจริญ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นได้อย่างไร?
ความเจริญที่ว่านั้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม มาเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมและบริการ
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในบทวิจัย "การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองไทย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย "การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" เมื่อปี พ.ศ. 2542 ว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าว อาจมีจุดเริ่มต้นในทศวรรษ 1960 (ช่วงที่เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับแรก) แต่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมในทศวรรษ 1980 (สมัยรัฐบาลป๋าเปรม)
เมื่อพิจารณา GDP ของไทย (ในที่นี้หมายถึง "ขนาดเศรษฐกิจ" ไม่ใช่อัตราการเติบโต) ในช่วงปี พ.ศ. 2503 - 2533 จะพบว่า GDP ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 39.8 เหลือเพียงร้อยละ 12.4
แต่กลับกัน GDP ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 18.6 เป็นร้อยละ 39.2 โดยเริ่มมีสัดส่วนแซง GDP ภาคเกษตรกรรม ตั้งแต่ช่วงหลังปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา
ตัวชี้วัดอีกอย่างที่แสดงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คือ องค์ประกอบของการส่งออกสินค้า
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง (พ.ศ. 2503 - 2533) การส่งออกสินค้าเกษตรกรรม ลดลงจากร้อยละ 90 เหลือร้อยละ 34
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 63 และมีสัดส่วนแซงการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในช่วงกลางทศวรรษ 1980 (ประมาณปี พ.ศ. 2528)
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากรในอัตราที่ลดลง อันเนื่องมาจากนโยบายการวางแผนครอบครัว ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (ภาพโฆษณา "ถุงยางมีชัย" ลอยเข้ามาในหัวเลย) ประกอบกับอัตราการเติบโตของ GDP ในช่วง 3 ทศวรรษดังกล่าว มีอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มของประชากร (GDP ช่วงนี้โตประมาณร้อยละ 6 - 8 ต่อปี ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 - 3 ต่อปี) ยังทำให้ "รายได้ต่อหัว" ของคนในประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย
เมื่อนำ GDP per capita (รายได้ต่อหัว) มาคิดเป็นดัชนี โดยให้ปี พ.ศ. 2493 เป็นปีฐาน (ค่าดัชนีเท่ากับ 100) พบว่า ในปี พ.ศ. 2533 ดัชนีนี้มีค่าเท่ากับ 501 คิดเป็น 5 เท่าของดัชนีในปีฐาน...
...นัยหนึ่งก็คือ อำนาจซื้อของคนมีมากขึ้นนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจไทย "พลิกโฉม" อย่างเห็นได้ชัด