ที่กอง บ.ก. ประชาชาติฯ กล่าวมาข้างต้นนี้คือ "ภาพรวม" ของธุรกิจ
บทความวิจัยของคุณสุพลธัช เตชะบูรณะ เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของธุรกิจเพลงไทยสากลในทศวรรษที่ 2520" ซึ่งตีพิมพ์ลงใน "วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์" ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้ "เจาะลึก" ลงไปถึง "จุดเปลี่ยน" และการ "บูม" ขึ้นมาของธุรกิจเพลงไทยในยุค 80...
...ตรงนี้ยิ่งน่าสนใจ
ก่อนที่ธุรกิจเพลงไทยจะบูมในทศวรรษ 1980 "แผ่นเสียง" เป็นสินค้าหลักของธุรกิจนี้ มีทั้ง "แผ่นซิงเกิ้ล" สำหรับเปิดตามสถานีวิทยุหรือตู้เพลง และ "แผ่นลองเพลย์" ที่รวมเพลงเป็นอัลบั้ม
แต่ "เครื่องเล่นแผ่นเสียง" รวมถึงแผ่นเสียง ไม่ใช่ของที่มีกันทุกครัวเรือน ประกอบกับแผ่นเสียงไม่ได้ถูกผลิตออกมาสู่ตลาดมากนัก (supply ในตลาดแผ่นเสียงมีน้อย) นั่นทำให้ศิลปินมีรายได้จากการ "แสดงสด" ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นหลัก
จนกระทั่ง "เทปคาสเซ็ท" เข้ามา "เปลี่ยนเกม"...
...เท่านั้นแหละครับ ธุรกิจเพลงไทย "พลิก" เลย!
เทปคาสเซ็ท ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในทศวรรษ 1980 ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่กะทัดรัดกว่า ทนทานกว่า และจากการผลิตเทปคาสเซ็ทที่สามารถผลิตได้มากกว่าแผ่นเสียง ราคาเทปคาสเซ็ทก็ย่อมถูกกว่าเป็นธรรมดา
"วิทยุเทป" ก็มีราคาถูกกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียง คนทั่วไปซื้อหามาฟังได้
ขณะเดียวกัน ก็มี "มือดี" อัดเพลงจากแผ่นเสียงลงเทปคาสเซ็ท (ที่เรียกว่า "เทปผี") ซึ่งถือได้ว่าเป็นการ "ละเมิดลิขสิทธิ์" และทำให้ศิลปิน "ถูกเอาเปรียบ" ขาดรายได้จากการขายแผ่นเสียง (หรือแม้แต่เทปคาสเซ็ทของแท้ที่บริษัทเทปผลิตขาย)
สิ่งนี้นำไปสู่การประกาศใช้ "พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521" เพื่อให้การคุ้มครองผลงานที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหลาย "ตามทัน" การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (สมัยนั้นต้องถือว่า "เทปคาสเซ็ท" เป็นเทคโนโลยีใหม่)
ทีนี้... ใครจะซี้ซั้วอัดเพลงลงเทป แล้วเอาไปขายทันทีเลยไม่ได้ละ ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ศิลปินหรือนักแต่งเพลงก่อน
ที่สำคัญ กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปี พ.ศ. 2521 ได้กระตุ้นให้เกิดธุรกิจ "ค่ายเพลง" ขึ้นมา เพราะค่ายเพลงสามารถควบคุมต้นทุนค่าลิขสิทธิ์เพลงได้ (ค่ายเพลงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง) และยังหาประโยชน์จากเพลงที่ตนถือลิขสิทธิ์ได้ด้วย (เช่น ออกอัลบั้มรวมฮิต)
นับจากนั้น ค่ายเพลงต่าง ๆ เช่น นิธิทัศน์ รถไฟดนตรี แกรมมี่ อาร์เอส ฯลฯ ก็ผุดขึ้นมาในตลาดเพลงไทย
แล้วอะไรที่ทำให้ธุรกิจเพลงไทย "ขยายตัว" ในทศวรรษ 1980?
คุณสุพลธัช ระบุว่า ธุรกิจเพลงไทยขยายตัว เนื่องจาก 3 ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ
(1) การขยายตัวของสังคมบริโภค
ในปี พ.ศ. 2518 - 2519 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ 3,352 บาท ถึงปี พ.ศ. 2529 ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6,654 บาท
เมื่อเทียบกับราคาเทปคาสเซ็ท ตลับละประมาณ 60 - 65 บาท และวิทยุเทปก็ไม่ได้แพง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อหามาฟังได้ง่ายกว่าแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง
(2) การถือครองวิทยุและโทรทัศน์ตามครัวเรือน
ระหว่างปี พ.ศ. 2522 - 2532 ครัวเรือนไทยครอบครองวิทยุเพิ่มขึ้น จาก 6.4 ล้านเครื่อง เป็น 8.8 ล้านเครื่อง และครอบครองโทรทัศน์เพิ่มขึ้น จาก 1.3 ล้านเครื่อง เป็น 5.9 ล้านเครื่อง ในช่วงเวลาเดียวกัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสมัยนั้น "ทีวี-วิทยุ" เป็น "แพลตฟอร์มหลัก" ที่ค่ายเพลงใช้เพื่อ "โปรโมท" ผลงานของศิลปินในสังกัด โดยมีการ "เปิดเพลง" ในรายการต่าง ๆ รวมถึง "ยิงสปอต" โฆษณาเทปเพลง ออกอากาศทางแพลตฟอร์มดังกล่าว
เมื่อครัวเรือนครอบครองทีวี-วิทยุมากขึ้น สังคมก็จะได้ฟังเพลงต่าง ๆ มากขึ้น และถ้าฟังแล้วชอบ คนก็จะตัดสินใจซื้อเทปคาสเซ็ทมาฟังมากขึ้นด้วย (ทั้งนี้ ต้องมีวิทยุเทปก่อน)
(3) การทำการตลาดในธุรกิจเพลงไทยสากล
คุณสุพลธัช ได้ยกตัวอย่างการทำการตลาดของค่ายเพลง 2 แห่ง คือแกรมมี่ และนิธิทัศน์
"แกรมมี่" ใช้วิธี "โหม" ประชาสัมพันธ์เพลงและศิลปิน "ทุกแพลตฟอร์ม" โดยเช่าเวลาทีวีนับ 10 รายการ ใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อประมูลคลื่นวิทยุไปทำสถานีเพลง และมีบริษัทย่อย 2 แห่ง ตีพิมพ์หนังสือและนิตยสาร
ส่วน "นิธิทัศน์" มีจุดแข็งคือ การได้คุณ "วิทยา ศุภพรโอภาส" นักจัดรายการวิทยุชื่อดังมาร่วมงาน รายการ "ฉันมากับเพลง" ของคุณวิทยา จึงกลายเป็นช่องทางเผยแพร่เพลงและศิลปินของค่ายโดยปริยาย
กรณีของนิธิทัศน์ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติม คือ ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นิธิทัศน์ใช้เงินเพื่อทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ อัลบั้มละประมาณ 7 แสนบาท (อย่างมากที่สุด)
เมื่อรวมกับต้นทุนการผลิตเพลง ชุดละประมาณ 6 แสนบาทแล้ว นั่นคือ นิธิทัศน์ใช้เงินมากถึงประมาณ 1.3 ล้านบาท ต่ออัลบั้ม 1 ชุด!
ครับ...
ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ผมจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมทศวรรษ 1980 ธุรกิจเพลงไทยถึง "บูม" และขาย "เทปคาสเซ็ท" กันได้อัลบั้มละเป็นแสนม้วน (บางชุดว่ากันถึงหลัก "ล้านตลับ")
ลองไปหาเพลงยุคนั้นฟังกันได้ครับ เพลงดี ๆ เยอะแยะเลย
ส่วนผม ขอตัวไป "ฟังเพลง" ก่อนครับ ใน playlist มี "เพลงสตริงยุค 80" อยู่เป็นร้อย!
---------
อ่านเพิ่มเติม:
กองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ. (ม.ป.ป.). บันทึกประเทศไทย 3 ทศวรรษ The Memoir of Thailand in 3 Decades. กรุงเทพฯ: มติชน.
มะจังทีวี. (2559, 17 พฤษภาคม). สืบค้นจาก th.wikipedia.org/wiki/มะจังทีวี
สุพลธัช เตชะบูรณะ. (2560). การเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของธุรกิจเพลงไทยสากลในทศวรรษที่ 2520. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 3(2), 115-145. DOI:10.14456/thammasat-history.2016.9