คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 5
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์...
"IMF" เพื่อนที่แสน "ดีย์" ปล่อยแร้ง "รุมทึ้ง 56 ไฟแนนซ์"
คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 5
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์...
"IMF" เพื่อนที่แสน "ดีย์" ปล่อยแร้ง "รุมทึ้ง 56 ไฟแนนซ์"
"...แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน..."
ครับ...
"เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนนี้ ผมเริ่มเขียนโดยหยิบยกส่วนหนึ่งของ "พระอภัยมณี" วรรณคดีอันเลื่องชื่อที่ "สุนทรภู่" ได้ประพันธ์ไว้ ด้วยเหตุผล 2 อย่าง
อย่างแรก คือ วันที่ผมเขียนต้นฉบับของตอนนี้ (3 ก.ค. 2566) เป็นวันหลังจาก "วันสุนทรภู่" หนึ่งสัปดาห์ จึงอดนึกถึงผลงานของท่านไม่ได้
อย่างหลัง คือ เนื้อหาของ "พระอภัยมณี" ส่วนที่ยกมาข้างต้นนั้น เป็นเสมือน "ข้อคิดเตือนใจ" ของ "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนนี้ด้วย
เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ ผมนำมาจากบทหนึ่งในหนังสือ "ในหนึ่งแผ่นดิน" ของ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" ว่าด้วยบทบาทที่ "กองทุนการเงินระหว่างประเทศ" หรือ "IMF" (International Monetary Fund) มีต่อประเทศไทย ในช่วง "วิกฤตต้มยำกุ้ง"
หลังจากที่เงินบาท "ถูกโจมตี" และแบงก์ชาติ "ล้วงเก๊ะ" เอา "ทุนสำรองฯ" ไปสู้ เพื่อสร้าง demand รักษาค่าเงินบาทให้อยู่ในอัตรา 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนทุนสำรองฯ เกือบหมดแล้ว...
(สิ้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 ไทยเหลือทุนสำรองฯ 2,850 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยมีถึง 39,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539)
...รัฐบาลไทยและแบงก์ชาติ ก็ต้องประกาศ "ลอยตัว" ค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540
จากวันนั้น ค่าเงินบาทอ่อนลงเรื่อย ๆ จาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนถึงกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2541 ทำสถิติ "อ่อนค่าสุด" ที่ 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นั่นทำให้บรรดา "ลูกหนี้" ที่กู้เงินตราต่างประเทศ (เหรียญสหรัฐ) ไม่สามารถชำระหนี้ให้สถาบันการเงิน (โดยเฉพาะ "บริษัทเงินทุน") ได้ตามกำหนด
สถาบันการเงินใดที่ฐานะดี ก็ช่วยประคับประคองลูกหนี้ ดำเนินกิจการต่อได้ ส่วนที่อ่อนแอก็ "เจ๊ง" เพราะขาดสภาพคล่อง!
หลังลอยตัวค่าเงินบาท มีสถาบันการเงินถูกสั่งปิดชั่วคราว รวม 58 แห่ง (สมัยนั้นเรียกกันว่า "58 ไฟแนนซ์")
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาแล้ว รัฐบาลไทยต้องขอกู้เงินจาก IMF เพื่อหนุนทุนสำรองฯ โดยประเทศสมาชิกจัดหาเงินช่วยเหลือไทย คิดเป็นวงเงิน 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นั่นเป็น "ก้าวแรก" ที่ IMF เข้ามา "มีบทบาท" ต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น
"คุณชายอุ๋ย" เล่าว่า ในการแก้ปัญหา "58 ไฟแนนซ์" ดังกล่าว IMF ได้แนะนำให้ฝ่ายไทยจัดตั้ง "องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน" (ปรส.) ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบฐานะและสินทรัพย์ (รวมถึงลูกหนี้) ของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง แล้วพิจารณาว่า บริษัทเงินทุนใดสามารถ "ไปต่อ" ได้ และบริษัทเงินทุนใดฐานะอ่อนแอ ควรจะ "พอแค่นี้"
สำหรับสถาบันการเงินที่ "เจ๊ง" จริง ๆ ก็ให้ ปรส. นำสินทรัพย์ (ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้) ออกขาย (ประมูล) เพื่อนำเงินมาชำระหนี้
และเพื่อให้แน่ใจว่า จะมีผู้ซื้อสินทรัพย์ (ลูกหนี้) ไปบริหารทั้งหมด IMF ก็ได้แนะนำให้ตั้ง "บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน" (บบส.) มาช่วยซื้อลูกหนี้ด้วย
กระทรวงการคลัง จึงได้จัดตั้ง 2 องค์กรข้างต้นขึ้นมาเพื่อการนี้
คุณชายอุ๋ยเล่าต่อว่า เมื่อครั้งที่ท่านได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของ ปรส. ท่านเข้าไปช่วยคณะกรรมการ ปรส. พิจารณาฐานะของทั้ง 58 ไฟแนนซ์ จนได้ข้อสรุปว่า...
...มี 2 บริษัทที่ฐานะดี สามารถอนุญาตให้ดำเนินการต่อได้ทันที...
...4 บริษัท ฐานะการเงินพอใช้ได้ แต่ไม่แข็งแรงพอที่จะให้เปิดโดยลำพัง ให้รวมเป็น 1 บริษัท...
...15 บริษัท ให้แยกหนี้เสียออกไป แล้วรวมหนี้ดีเป็นอีก 1 บริษัทใหม่...
...ส่วนอีก 37 แห่ง "เจ๊ง" จนต้อง "ปล่อยให้ล้ม"
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว คณะกรรมการ ปรส. จึงได้นำผลสรุปใส่ซอง โดยลงนามกำกับไว้เรียบร้อย...
...แต่ "เกมพลิก"
สองสัปดาห์ต่อมา คณะกรรมการ ปรส. ได้ประกาศผลการพิจารณาฐานะของ 58 ไฟแนนซ์ ปรากฏว่า ให้เปิดต่อได้เพียง 2 บริษัท!
แล้วอีก 2 บริษัท ที่เกิดจากการเสนอให้ควบรวมไฟแนนซ์หลายแห่งเข้าด้วยกันล่ะ?
คุณชายอุ๋ยโทรไปถามคณะกรรมการ ปรส. ท่านได้รับคำตอบว่า...
...IMF ขอ "เปิดซอง" ดูก่อน และ "บังคับ" ให้ ปรส. "แก้" ผลสรุปที่ทำไว้แต่เดิม!
คุณชายท่านมองว่า คณะกรรมการ ปรส. ชุดนั้น "ค่อนข้างอ่อน" โอนอ่อนผ่อนตาม IMF โดยไม่ได้รายงานให้รัฐมนตรีคลังทราบ (รมว.คลังในขณะนั้นคือคุณ "ธารินทร์ นิมมานเหมินท์") รัฐมนตรีก็แปลกใจที่ผลออกมาอย่างนั้น
ตรงนี้คือ "จุดแรก" ที่คุณชายอุ๋ยได้ชี้ให้เห็นว่า IMF เข้ามา "ก้าวก่าย" และ "บังคับ" ให้ทางการไทยทำตามที่ตนต้องการ...
...หรือให้ผมพูดตรง ๆ ก็คือ IMF แม่งเข้ามา "เสือก" ทั้งที่คนไทยรู้ดีว่าควรทำอย่างไรกับ 58 ไฟแนนซ์!
เอาละ... เป็นอันว่า "56 ไฟแนนซ์" ถูกปิดถาวร และ ปรส. ต้องเตรียมขายสินทรัพย์และลูกหนี้ของ "ไฟแนนซ์ผู้โชคร้าย" (เพราะความ "เฮ้าเลี่ยน" ของ IMF) เหล่านี้
ระหว่าง ปรส. เตรียมขายสินทรัพย์ที่ว่านั้น IMF ก็เร่งให้รัฐมนตรีคลังตั้ง บบส. เพื่อเตรียมซื้อลูกหนี้
คุณชายอุ๋ยเข้ารับหน้าที่ประธานกรรมการ บบส. และเลือกคุณ "ประภัศร์ ศรีสัตยากุล" นักกฎหมายและนายธนาคาร เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยคุณประภัศร์ต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม เพราะขณะนั้นไม่เคยมีใครทำงานซื้อลูกหนี้มาก่อน จนกระทั่งสามารถจัดตั้ง บบส. ได้ทัน และพร้อมเข้าร่วมประมูลซื้อลูกหนี้เรียบร้อย
บบส. ต้องการซื้อลูกหนี้ที่เป็นหนี้ผ่อนส่งบ้าน ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 50,000 ล้านบาท โดยศึกษาหนี้ก้อนนี้อย่างละเอียด จนคณะกรรมการ บบส. พิจารณาให้เข้าประมูลในมูลค่าประมาณร้อยละ 66 ของมูลค่าเต็ม และขอให้กระทรวงการคลังช่วยจัดหาเงินประมาณ 33,000 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 66 ของมูลค่าหนี้) ในการนี้ด้วย
แต่ถึงเวลาประมูลจริง ปรส. "ไม่รับซอง" ของ บบส. และแจ้งว่า IMF ห้าม บบส. เข้าประมูลหนี้ที่ออกขายในรอบแรก โดยอนุญาตให้เข้าประมูลในรอบสอง หากไม่มีผู้ซื้อในรอบแรก หรือผลการประมูลไม่เป็นที่พอใจของ ปรส. เท่านั้น
แน่นอนครับ คุณชายอุ๋ยประหลาดใจมาก รัฐมนตรีคลังก็งง
"Letter of Intent" (LOI) ฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการเบิกเงินกู้จาก IMF และรัฐมนตรีคลังก็ลงนามไปแล้วด้วยนั้น ทำให้ความสงสัยดังกล่าวหมดไปทันที...
...IMF มัน "สอดไส้" ข้อความใน LOI ฉบับนั้นว่า ให้ บบส. เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ที่ ปรส. ออกขายในรอบที่สอง!
ผมลอง search หา LOI ฉบับดังกล่าวใน Google ก็เจอข้อความที่ว่านี้จริง (คุณชายอุ๋ยบอกว่าอยู่ใน LOI ฉบับที่ 5 แต่ผมดูแล้วเป็น LOI ฉบับที่ 3)
ความตอนหนึ่ง เขียนว่า "...The AMC's focus will be on the lowest-quality assets and will participate effectively as a buyer of last resort..." (AMC คือ Asset Management Corporation หรือ บบส. นั่นเอง)
เข้าใจว่าไอ้วลีหลังนี่แหละครับ "as a buyer of last resort" ที่ IMF สอดไส้ ถ้าอ่านผ่าน ๆ ก็อาจไม่เจอ
ผู้บริหาร บบส. สงสัยว่า IMF ต้องการ "เอื้อประโยชน์" บริษัทต่างชาติ เปิดทางให้พวกมันมา "รุมทึ้ง" ทรัพย์สินของคนไทย เพราะเอกชนไทยคงไม่มีเงินมาก เหมือนอย่างที่ บบส. มีเงินมากพอสำหรับร่วมประมูล
ในที่สุดก็... "แร้งลง" ตามนั้นครับ!
หนี้ผ่อนส่งบ้านก้อนนั้น "Lehman Brothers" ประมูลได้ในราคาร้อยละ 47 ของมูลค่าเต็ม
คุณชายอุ๋ย ในฐานะประธานกรรมการ บบส. ขอพบประธาน ปรส. และแนะนำว่า ปรส. มีสิทธิ์ยกเลิกการประมูลรอบแรกได้ ด้วยเหตุที่ยังได้ราคาซึ่งไม่เป็นที่พอใจ และ ปรส. ก็ทราบจากข่าวอยู่แล้วว่า บบส. จะเข้าประมูลในราคาสูงกว่าที่ Lehman Brothers เสนอ...
(คุณชายระบุว่า นักข่าวน่าจะได้ข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาล เพราะเรื่องที่ บบส. ขอให้กระทรวงการคลังจัดเงินสำหรับเข้าซื้อหนี้ก้อนนี้ ถูกนำเสนอ ครม. ก่อนการประมูล)
...แต่ข้อเสนอของท่านก็ตกไป ปรส. ยืนยันตัดสินตามผลการประมูลรอบแรก!
ผมจึงเข้าใจแล้วว่า ทำไม ปรส. ถึงถูก "อัด" ซะยับ (โดยเฉพาะจากคุณ "สนธิ ลิ้มทองกุล" รวมถึงสื่อเครือผู้จัดการ ที่วิจารณ์มาตั้งแต่ตอนนั้น และทุกวันนี้คุณสนธิก็ยังพูดเหมือนเดิม)
เมื่อ Lehman Brothers ประมูลได้หนี้ผ่อนส่งบ้านไปแล้ว ก็จ้าง "ธนาคารไทยพาณิชย์" (SCB) ให้จัดการเก็บหนี้ให้
คุณชายอุ๋ยได้ข้อมูลภายหลังว่า SCB ตามเก็บหนี้ได้ถึงร้อยละ 95 ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด
แล้วเทียบกับที่ Lehman Brothers ประมูลได้ที่ร้อยละ 47 สิครับ... หักค่าธรรมเนียมจัดเก็บหนี้ให้ SCB แล้ว ก็ยังได้กำไรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด (กำไรมากกว่า 20,000 ล้านบาท)
ตอนแรกคุณชายยังไม่เชื่อทันที...
...แต่เมื่อท่านขึ้นมาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ไม่นาน Lehman Brothers ก็ยื่นขอนำเงินตราต่างประเทศส่งออกนอกประเทศต่อแบงก์ชาติ คิดเป็นเงินมากกว่า 20,000 ล้านบาท...
...นั่นแหละครับ ท่านพบว่าเป็น "กำไร" จากการเข้าไป "รุมทึ้ง" ทรัพย์สินคนไทย!
ท่านจึงไม่อนุมัติ เพราะถือว่ามัน "เอาเปรียบ" เรา
และนี่ยังไม่รวมถึง "ลูกหนี้เงินกู้" เพื่อไปทำธุรกิจ ที่คุณชายอุ๋ยบอกว่า พวกบริษัทอเมริกัน "กอบโกย" ไปในราคาถูก ๆ อีกเพียบ!
เมื่อถึงการประมูลรอบที่สอง ยังเหลือลูกหนี้ธุรกิจอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้ซื้อในรอบแรก บบส. ก็เข้าประมูล โดยประมูลได้ 15 กอง ในราคาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 14 ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด...
...ส่วน "Goldman Sachs" เสนอราคาเป็นที่สอง เฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 ของมูลค่าเต็ม
เสร็จแล้ว อยู่ ๆ ตัวแทนของ Goldman Sachs ก็ขอพบคุณประภัศร์ กรรมการผู้จัดการ บบส. เพื่อขอซื้อหนี้ที่ บบส. ประมูลได้ โดยเสนอราคาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14 อีกร้อยละ 3 ของมูลค่าเต็ม
อ้าว... ไอ้นี่!
อันนี้แสดงว่า Goldman Sachs ประเมินมูลค่าที่ควรซื้อไว้อย่างน้อยร้อยละ 17 ของมูลค่าเต็ม แต่มันประมูลแค่ร้อยละ 9 เท่านั้นเอง...
...คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย...
...Goldman Sachs "ขูดรีด-หาแดก" กับความ "วิบัติฉิบหาย" ของเศรษฐกิจไทย!
คุณประภัศร์ไม่ขายให้ และไล่มันกลับไปเลย
บบส. จึงได้บริหารหนี้ก้อนนี้ แล้วนำไปขายต่อให้ธุรกิจได้ คิดเป็นร้อยละ 32 - 33 ของมูลค่าเต็ม ทำกำไรส่งให้กระทรวงการคลังได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท
ที่สุดแล้ว คุณชายอุ๋ยสรุปว่า "...ควรระมัดระวังในการปฏิบัติตามคำแนะนำของ IMF..."
ครับ... IMF เพื่อนที่แสน "ดีย์"
เพื่อนที่ "ปล่อยแร้ง" มา "รุมทึ้ง" ทรัพย์สินของประเทศเรา!
ทั้งหมดนี้ คือ "เสี้ยวหนึ่ง" ของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ที่คุณชายอุ๋ยฉายภาพให้เห็นถึง "ความบอบช้ำ" จากการ "เสียเอกราชทางเศรษฐกิจชั่วขณะ" ของประเทศ...
...และผม "เก็บตก" มาเล่าต่อ
ว่าแล้วก็ทำให้ผมอดนึกถึงท่าน "สุนทรภู่" ไม่ได้...
"...แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์..."
...เป็นข้อคิดเตือนใจที่ยัง "ทันสมัย" (หรืออาจเรียกว่า "อกาลิโก") แม้ท่านแต่งไว้เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว!
---------
อ่านเพิ่มเติม:
ปรีดิยาธร เทวกุล, ม.ร.ว. (2562). ในหนึ่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984).
Thailand Letter of Intent and Memorandum on Economic Policies, February 24, 1998. (1998, February 24). Retrieved from https://www.imf.org/external/np/loi/022498.htm
---------
รายการโทรทัศน์:
สนธิ ลิ้มทองกุล. (ผู้ดำเนินรายการ). (2565, 27 มิถุนายน). "ต้มยำกุ้ง" ความอัปยศของนักการเมืองขายชาติ [รายการโทรทัศน์]. กรุงเทพฯ: sondhitalk. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=bj-Oi5BDwSM
ตอนที่ 1 "สังคมเมือง" ขยายตัว ผลพวง "เศรษฐกิจ" พลิกโฉม
ตอนที่ 2 ยุคบูม "ธุรกิจเพลงไทย" เมื่อ "เทปคาสเซ็ท" เข้ามา "เปลี่ยนเกม"
ตอนที่ 3 มองเพลง "ไทยนิยมไทย" ผ่านแนวคิด J-curve
ตอนที่ 4 ตำนาน "แบงก์บีบีซี" รอยแผลเป็นของ "แบงก์ชาติ"
ตอนที่ 5 "IMF" เพื่อนที่แสน "ดีย์" ปล่อยแร้ง "รุมทึ้ง 56 ไฟแนนซ์"
ตอนที่ 6 "ถุงยางอนามัย" นั้น สำคัญ (ต่อเศรษฐกิจไทย) ไฉน?
ตอนที่ 7 มองเทคโนโลยี "5G" ผ่านตัว A ใน Solow's Model
ตอนพิเศษ EASTERN SEABOARD ภาพสะท้อน "กลไกตรวจสอบ-ถ่วงดุล" ยุคป๋าเปรม