เพราะฉะนั้นแล้ว เพลง "ไทยนิยมไทย" จึงเป็นเพลงไทยยุค 80 เพลงหนึ่ง ที่ผมมองว่า "มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์" ไม่แพ้เพลง "เมด อิน ไทยแลนด์" ของวง "คาราบาว" ซึ่งออกสู่ตลาดเพลงไทยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
จากตรงนี้ ผมต้องเล่าต่ออีกนิดหนึ่งว่า ตอนผมเรียนเศรษฐศาสตร์ มก. อยู่ชั้นปีที่ 3 ผมได้ลงเรียนวิชา "ทฤษฎีการเงินระหว่างประเทศ" ด้วยความที่สนใจด้านนี้อยู่แล้ว และมีปู่ "สมหมาย ฮุนตระกูล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลป๋าเปรม เป็นไอดอล (จากกรณีการลดค่าเงินบาท พ.ศ. 2527 นี่แหละ)
มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์สอนเรื่อง Elasticity Approach to Balance of Payments ที่ว่าด้วยผลของการลดค่าเงินต่อดุลการชำระเงิน (หรือดุลการค้า/ดุลบัญชีเดินสะพัด) ของประเทศนั้น โดยอาศัยแนวคิด "เส้นโค้งรูปตัว J" (J-curve) มาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม...
...ใช่ครับ ผมกำลังจะบอกว่า ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจข้างต้นนี้ สามารถนำแนวคิด J-curve มาใช้อธิบายได้
ทฤษฎี J-curve ระบุว่า เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งมีการ "ลดค่าเงิน" ของตน "ดุลการค้า" (หรือ "ดุลบัญชีเดินสะพัด") ของประเทศนั้น จะ "เสื่อมลง" ในช่วงแรก แล้วค่อย "กระเตื้องขึ้น" หลังจากนั้น...
...กราฟดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมีลักษณะเป็นรูปตัว J
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะในช่วงที่ประเทศนั้นลดค่าเงินของตนใหม่ ๆ ราคาของสินค้านำเข้าจะแพงขึ้น (สำหรับประเทศนั้น) พร้อม ๆ กับราคาสินค้าส่งออกที่ถูกลง (ในสายตาของประเทศคู่ค้า) ประกอบกับผู้ผลิตสินค้าของประเทศที่ลดค่าเงิน ยังผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเพิ่มไม่ได้ทันที ขณะที่ผู้นำเข้าในประเทศที่ลดค่าเงินนั้น ยังต้องการซื้อสินค้าจากต่างประเทศอยู่ ด้วยความที่ผู้ผลิตในประเทศ ผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้าได้ไม่ทันการณ์...
...กล่าวแบบนักเศรษฐศาสตร์ คือ terms of trade ของประเทศนั้นเสื่อมลง และ price elasticity of demand สำหรับสินค้าของทั้งสองประเทศมีค่าน้อย (ความยืดหยุ่นต่ำ)...
...นั่นทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด "เสื่อมลง" ในช่วงแรก
เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เมื่อผู้ผลิตในประเทศที่ลดค่าเงิน สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอสำหรับส่งออกและทดแทนการนำเข้า (price elasticity of demand สำหรับสินค้าของทั้งสองประเทศมีค่าสูงขึ้น - ความยืดหยุ่นมากขึ้น) ผู้ส่งออกก็สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น และผู้บริโภคในประเทศไม่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากนัก เพราะมีสินค้าที่ผลิตในประเทศมารองรับความต้องการแล้ว...
...ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศนั้น "ปรับตัวดีขึ้น" ในเวลาต่อมานั่นเอง
(ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความต้องการสินค้าส่งออกจากต่างประเทศ เงินเฟ้อ ฯลฯ)
ด้วยเหตุนี้ ในสมัยรัฐบาลป๋าเปรม จึงได้มีการส่งเสริมให้คนไทยใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (ตามเนื้อหาของเพลง "ไทยนิยมไทย") พร้อม ๆ กับส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้การลดค่าเงินบาทครั้งนั้น ส่งผลดีต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย (และแน่นอน ส่งผลดีต่อ "ทุนสำรองฯ" ของไทยด้วย)
ทีนี้มาดูข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัด (เฉพาะสินค้าและบริการ) รายไตรมาสของไทย โดยเฉพาะระหว่างไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2527 จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2529 จาก International Financial Statistics (IFS - ของ IMF) กันบ้างดีกว่า
หลังการลดค่าเงินบาท (และเปลี่ยนไปใช้ระบบตะกร้าเงิน) เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2527 (อยู่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี) ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเสื่อมลงในช่วงแรก จากที่ขาดดุลอยู่แล้วประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นขาดดุลเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2528
แต่หลังจากนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนพลิกเป็น "เกินดุล" ประมาณ 200 - 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดปี พ.ศ. 2529
เมื่อนำข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าวมา "พล็อตกราฟ" โดยใช้โปรแกรม Excel ก็ปรากฏว่า มีลักษณะเป็นรูปตัว J ตามทฤษฎี J-curve เป๊ะ!