คอลัมน์รายสะดวก
ชุด "เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนที่ 4
เจ๊งเพราะ "การเมือง" ซ้ำเติม!
ตำนาน "แบงก์บีบีซี" รอยแผลเป็นของ "แบงก์ชาติ"

ประเทศไทยมี "ธนาคารกลาง" มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485

องค์กรแห่งนี้ มีนามว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทย" (ธปท.) หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แบงก์ชาติ"

แต่ไหนแต่ไรมา "แบงก์ชาติ" ของเรา ได้รับความเชื่อถือมาโดยตลอด เพราะองค์กรแห่งนี้ทำงานแบบมืออาชีพ ตรงไปตรงมา และปลอดการเมือง

ในฐานะศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์ ผมเองก็มองว่าแบงก์ชาติ "น่าเชื่อถือ" เช่นกัน

แต่ครั้งหนึ่ง แบงก์ชาติเคยประสบ "วิกฤตศรัทธา" เพราะทำงานไม่ได้เรื่อง และมัวแต่เอาใจฝ่ายการเมืองมาแล้ว!

วิกฤตศรัทธาดังกล่าว เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2539 จากกรณีของ "ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ" หรือ BBC (Bangkok Bank of Commerce)

ที่จริงผมสนใจเรื่อง "แบงก์บีบีซี" มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเท่าไรนัก

"เก็บตกเศรษฐกิจไทย" ตอนนี้ จึงต้องการฉายภาพให้เห็นตั้งแต่ "ต้นตอ" ของปัญหา จนถึง "บทสรุป" ของมัน

มาเริ่มกันเลยดีกว่า...

"รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ" เสนอโดย "คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ" หรือ ศปร. ซึ่งเป็นงานศึกษาเกี่ยวกับ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ที่สำคัญมากชิ้นหนึ่งของประเทศไทย ได้รายงานปัญหาของแบงก์บีบีซีไว้ตามนี้ครับ

ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันโลกครั้งที่ 2 สถาบันการเงินหลายแห่ง (ทั้งธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์) ประสบปัญหาหนัก จนทางการต้องช่วยเหลือ ผ่านโครงการ "4 เมษายน 2527" สมัยรัฐบาลป๋าเปรม

แบงก์บีบีซี ไม่เข้าโครงการ 4 เมษาฯ แต่สมัครใจแก้ปัญหาเอง

เดือนกันยายน พ.ศ. 2535 คุณ "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแบงก์บีบีซี และเลือกพนักงานแบงก์ชาติ 2 คน เข้ารับตำแหน่งบริหาร (2 ท่านที่ว่านี้ คือคุณ "เอกชัย อธิคมนันทะ" และคุณ "ประพาส ประพาสโนบล")

แบงก์ชาติเริ่มเห็นปัญหาในแบงก์บีบีซีชัดเจน จากผลการตรวจสอบเมื่อปี พ.ศ. 2534 (รายงานในปี พ.ศ. 2535) ที่ระบุว่า แบงก์บีบีซีมี "สินทรัพย์จัดชั้น" (ตามความเข้าใจของผมก็คือ สินทรัพย์หรือลูกหนี้ที่สุ่มเสี่ยงจะ "สูญ") รวม 1.82 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.73 ของสินทรัพย์รวม...

...แบงก์บีบีซี "มีปัญหา" ละครับ

เพราะในขณะนั้น ทั้งระบบธนาคารไทย มีอัตราสินทรัพย์จัดชั้นเฉลี่ยแค่ร้อยละ 7.41 เท่านั้นเอง!

ตามปกติ แบงก์ชาติจะสั่งการอย่างเป็นขั้นตอนในกรณีเช่นนี้ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ 2505 สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ "ตัด" สินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชี หรือ "กันเงินสำรอง" สำหรับสินทรัพย์ดังกล่าว (มาตรา 15 ทวิ และมาตรา 22 วรรคสอง) ก่อน...

...จากนั้นใช้ "ยาแรง" โดยสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ "เพิ่มทุน" หรือ "ลดทุน" (มาตรา 24 ทวิ วรรคหนึ่ง)

แบงก์ชาติเห็นว่ากรณีแบงก์บีบีซีเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงสั่งให้แบงก์บีบีซี "เพิ่มทุน" ทันที 800 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2535 และมีแผนเพิ่มทุนที่แน่นอน สำหรับปี พ.ศ. 2535 - 2537

แต่ในการตรวจสอบครั้งต่อ ๆ มา ฐานะของแบงก์บีบีซี "หาได้ดีขึ้น" ไม่

การตรวจสอบเมื่อปี พ.ศ. 2536 (รายงานในปี พ.ศ. 2537) สินทรัพย์จัดชั้นของแบงก์บีบีซี เพิ่มขึ้นเป็น 3.85 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39.57 (เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2534 เท่าตัว) และถึงปี พ.ศ. 2537 (รายงานในปี พ.ศ. 2538) สินทรัพย์จัดชั้นก็เพิ่มขึ้นอีก

สำหรับการตรวจสอบเมื่อปี พ.ศ. 2537 ยังปรากฏว่า แบงก์บีบีซีมีการให้สินเชื่อเพื่อ "ครอบงำ" กิจการในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่ได้พิจารณาอย่างรัดกุม และประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงเกินไป...

...มีการให้เบิกเงินเกินบัญชี โดยไม่มีสัญญาและหลักประกัน แถมอนุมัติเกินอำนาจ...

...ซ้ำร้าย "ราเกซ สักเสนา" และผู้บริหารแบงก์บีบีซีบางคน "มีเอี่ยว" ในการปล่อยกู้ดังกล่าว!

แบงก์ชาติเห็นว่า "ไม่เหมาะสม" จึงได้สั่งการในประเด็นนี้ และสั่งมิให้ราเกซยุ่งกับแบงก์บีบีซี รวมทั้งให้เพิ่มทุน 3 พันล้านบาท ในปี พ.ศ. 2538 และอีก 3.7 พันล้านบาท ในปี พ.ศ. 2539

การเพิ่มทุน 2 ครั้งที่ว่านี้ "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน" (เรียกสั้น ๆ ว่า "กองทุนฟื้นฟูฯ") และ "ธนาคารออมสิน" ได้เข้าไปซื้อหุ้นแบงก์บีบีซี ซึ่งเป็นไปตามที่คุณ "วิจิตร สุพินิจ" ผู้ว่าการแบงก์ชาติในขณะนั้น (พ.ศ. 2533 - 2539) ชี้แจงต่อ ศปร. ว่า "...ทางการจำเป็นต้องเข้าถือหุ้นควบคุมการบริหารภายในโดยตรง เพื่อให้ได้ผลโดยเร็ว"

เรื่องที่แบงก์บีบีซี "ปล่อยกู้" เพื่อการ "ซื้อหุ้น" เทคโอเวอร์บริษัทในตลาดฯ ต่อมากลายเป็น "เรื่องใหญ่" ถึงขนาดมีการอภิปรายกันในสภาฯ เลยทีเดียว...

...เพราะมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า นักการเมือง "กลุ่ม 16" ในรัฐบาลของนายกฯ "บรรหาร ศิลปอาชา" ร่วมกู้เงินจากแบงก์บีบีซีเพื่อการนี้ด้วย!

การอภิปรายในประเด็นดังกล่าว สรุปจาก "รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร" ชุดที่ 19 ปีที่ 1 ครั้งที่ 18 (สมัยสามัญ ครั้งที่สอง) ได้ตามนี้ครับ

8 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 คุณ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจคุณ "สุชาติ ตันเจริญ" รมช.มหาดไทย และคุณ "เนวิน ชิดชอบ" รมช.คลัง โดยอภิปรายว่า รัฐมนตรีทั้งสองกู้เงินจากแบงก์บีบีซี เพื่อ "ซื้อหุ้น" บริษัทในตลาดฯ ซึ่งเป็น "หุ้นเน่า" ผลประกอบการไม่ดี แถมสมคบกับผู้บริหารแบงก์อีกต่างหาก

คุณสุเทพกล่าวว่า แบงก์ชาติได้ทำหนังสือเตือนแบงก์บีบีซีหลายครั้ง ในเรื่องการปล่อยสินเชื่อเพื่อเทคโอเวอร์กิจการ เพราะจะกระทบกับฐานะของแบงก์

หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่คุณสุเทพใช้ในการอภิปรายวันนั้น คือ หนังสือของ ธปท. ที่ ธปท.นป. 354/2539 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 เรื่อง ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อและก่อภาระหนี้ผูกพันแก่ลูกหนี้นักการเมืองกลุ่ม 16

ได้ความว่า นักการเมืองกลุ่ม 16 กู้เงินจากแบงก์บีบีซีรวมทั้งหมด 7,833 ล้านบาท เป็นหนี้ของ "กลุ่มตันเจริญ" รวม 4,020 ล้านบาท และของ "นายเนวิน ชิดชอบ และคนอื่น ๆ" รวม 3,120 ล้านบาท

เฉพาะประเด็นนี้ ทั้งสองท่านต่างยอมรับว่า ตนเป็นหนี้แบงก์บีบีซีจริง แต่คิดเป็นเงินน้อยกว่าที่ถูกอภิปราย

กล่าวคือ คุณสุชาติยอมรับเฉพาะหนี้ส่วนตัว 143 ล้านบาท และคุณเนวินยอมรับเฉพาะหนี้ส่วนที่ตนวางหลักประกันไว้กับ 2 บริษัท จำนวน 46 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คุณสุชาติไม่ยอมรับว่ามีหนี้มูลค่า 230 ล้านบาท (กรณี บจก.ท่ายาง คอนซูเมอร์) ที่ตนค้ำประกันร่วมกับคุณเอกชัย (ผู้บริหารแบงก์บีบีซี และที่ปรึกษาของคุณเนวินในขณะนั้น) และหนี้ที่ตนเป็นผู้เจรจาขอกู้เงินเพื่อซื้อหุ้นอีกจำนวนหนึ่ง (กรณี บจก.วินิเวศ)

จากรายงานการประชุมสภาฯ วันนั้น (8 พ.ค. 2539) สังเกตได้ว่า ทั้งสองท่านแทบจะ "ไม่ชี้แจง" เรื่องการนำเงินกู้ดังกล่าวไปซื้อหุ้นเทคโอเวอร์บริษัทในตลาดฯ เลย โดยเฉพาะคุณเนวิน ซึ่งถูกคุณ "พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล" และคุณ "บุญชู โรจนเสถียร" ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้ผ่านผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาฯ ในเรื่องนี้ หลังจากที่คุณเนวินพาดพิงคุณพิเชษฐระหว่างชี้แจง

ส่วนคุณสุชาติ อ้างหนังสือที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้แจง รมว.คลัง ระบุว่า "...ตรวจสอบการกู้เงินของ ส.ส. กลุ่ม 16 แล้วไม่พบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด..." แล้วอ้างต่อว่า หนี้ส่วนนี้ไม่ได้ทำให้แบงก์บีบีซีเสียหาย (2 วันให้หลัง [10 พ.ค. 2539] คุณสุชาติยอมรับว่า นำเงินที่กู้จากแบงก์บีบีซีไปซื้อหุ้นเทคโอเวอร์บริษัทในตลาดฯ จริง)

การอภิปรายในวันนั้น ส่วนตัวผมชอบที่คุณบุญชู ซึ่งครั้งหนึ่งได้ฉายาว่า "ซาร์เศรษฐกิจ" พูดตอบโต้มากที่สุด เพราะเป็นการ "สรุป" บนพื้นฐานของ "หลักการ" และ "สามัญสำนึก" ว่าการไปกู้เงินเพื่อซื้อหุ้นครอบงำบริษัทในตลาดฯ (และเป็น "หุ้นเน่า" ด้วย) โดยที่แบงก์ก็ยินดีให้กู้ มัน "สมควร" หรือไม่

คุณบุญชูว่าอย่างนี้ครับ...