ปลาคาร์พจัดอยู่ในประเภทปลาไน Common Carp อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน โดยมีปลาสายพันธุ์ (Cyprinus carpio) เป็นบรรพบุรุษ ในญี่ปุ่น คำว่า "โค่ย" เป็นคำย่อของคำว่า "Nishikigoi" นิชิกิโกอิ ในภาษาญี่ปุ่นซึ่งประกอบขึ้นจากคำว่า "Nishiki" แปลว่า "สิ่งที่มีสีสันสวยงาม" และ "Goi" เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลาคาร์พทั่วไป
การพัฒนาดั้งเดิมของปลาคาร์พเกิดขึ้นในประเทศจีน มีต้นกำเนิดมาจากปลาไนธรรมดาเดิมทีเกษตรกรชาวจีนเพาะพันธุ์ไว้เพื่อรับประทาน จนกระทั่งถึงช่วงปี ค.ศ. 1800 เมื่อมีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมโดยธรรมชาติ
จึงได้มีการเพาะพันธุ์ปลาคาร์พจนกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีสีสันที่เป็นเอกลักษณ์และสะดุดตา
เชื่อว่าปลาคาร์พได้เข้าสู่ญี่ปุ่นในปี 1820 โดยนำไปที่จังหวัดนิงาตะ ในเมืองโอจิยะ และนากาโอกะ มีสายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่สืบทอดกันมา 3 หรือ 4 กลุ่มย่อย และยังได้รับการพัฒนาสายพันธุ์เพิ่มจากปลาคาร์พดอยซ์สึ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนีสู่ญี่ปุ่นในราวปี 1904
ปลาคาร์พมาได้รับความนิยมขึ้นอย่างมากในญี่ปุ่น หลังจากจัดแสดงที่นิทรรศการประจำปีที่โตเกียวในปี 1914
ซึ่งส่งผลให้จักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงนำปลาคาร์พเหล่านี้ไปจัดแสดงที่สระน้ำในพระราชวังอิมพีเรียล มีการผลิต
และคัดเลือกพันธุ์ปลาได้รับการผลักดันอย่างมากในช่วงทศวรรษปี 1950 และในที่สุดปลาคาร์พก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ปัจจุบันปลาคาร์พในญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบมาเป็นเวลากว่าสองศตวรรษ มีสายพันธุ์ต่างๆ
เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ทุกสายพันธุ์เป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อสายพันธุ์ปลาภาษาญี่ปุ่น กลายเป็นปลาเศรษฐกิจ
ที่ทำกำไรได้มากในเชิงพาณิชย์ ปลาคาร์พยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี มิตรภาพและความรักอีกด้วย
ในประเทศไทยนั้นปลาคาร์พได้เริ่มนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2493 ซึ่งถิอเป็นปลาสวยงามที่มีการซื้อขายในราคาสูง ต่อมาในปี พ.ศ.2498 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลทรงสั่งปลาชนิดนี้มาจากญี่ปุ่น เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ และตั้งชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลาอมรินทร์ " หรือบางทีก็เรียกว่า ปลาไนทรงเครื่อง คนญี่ปุ่นเรียกว่า นิชิกิกอย (Nishikigoi)
รูปทรงอาจจะมีความแตกต่างเล็กกันบ้างเล็กน้อย รูปร่างของปลาคาร์พจะเรียวลงมาที่ปลายหางทั้ง 2 ข้าง หรือมีรูปร่างคล้ายกระสวย มีความกว้างที่ด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง ช่วยให้รูปร่างเพรียว ทำให้เคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลักษณะลำตัวแบน และค่อนข้างกลม หัวไม่มีเกล็ด ริมฝีปากบางเรียบ มีฟันที่ลำคอ
1-3 แถว แต่ละแถวมีฟันไม่เกิน 8 ซี่ ลำตัวมีครีบหลัง ครีบหู ครีบท้อง และครีบหาง บางชนิดไม่มีเกล็ด บางชนิดมีเกล็ด ปลาคาร์พเป็นปลาที่ไม่จัดอยู่กลุ่มปลากินพืชหรือปลากินเนื้อ โดยธรรมชาติจะกินพืชหรือสาหร่ายที่มี
ตัวอ่อนของสัตว์น้ำ สามารถกินได้ทั้งแพลงตอนพืช และสัตว์ และหอยได้ด้วย มีความทนทานและปรับตัวได้ดี
มีความยาวระหว่าง 2 ถึง 3 ฟุต หากดูแลอย่างเหมาะสมอาจมีขนาดใหญ่ได้ถึง 4 ฟุต น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 35 ปอนด์ สามารถมีอายุยืนได้ถึง 20 ปี หรือยาวนานกว่านั้น
ตา
ปลาคาร์พมีสายตาที่ยอดเยี่ยม สามารถมองเห็นได้สองทิศทางพร้อมกัน จากสองด้านของลำตัว รวมทั้งขึ้นและลงได้เกือบ 360º ซึ่งมีประโยชน์ในการเฝ้าสังเกตสิ่งรอบข้างในขณะที่กำลังกินอาหาร หากปลาสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ ปลาก็ยังคงสามารถหาอาหารได้อย่างดีด้วยหนวด ริมฝีปาก และปากซึ่งเต็มไปด้วยระบบรับความรู้สึก เส้นข้างลำตัวยังช่วยในการ "ต่อสู้หรือหนี" เอาตัวรอดอีกด้วย
รูจมูก
ปลาคาร์พไม่มีจมูก แต่เป็นรูจมูกรูปตัว U สองคู่ ที่อยู่ทั้งสองข้างของจมูกระหว่างตาและปาก
น้ำจะกระจายตัวไปข้างหน้าไปยังเซลล์รับกลิ่นที่ตรวจจับกลิ่น (อยู่ที่ฐานของรูจมูก) ในระหว่างที่ปลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
หนวดและปาก
เพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมการกินอาหารที่ก้นบ่อของปลาคาร์พ ปากที่ยื่นออกมาจะอยู่ใกล้กับส่วนล่างของหัว ตำแหน่งนี้จัดอยู่ในกลุ่มปลาที่กินอาหารจากพื้นน้ำ แต่ปลาคาร์พก็ยังสามารถกินอาหารจากผิวน้ำหรือกลางน้ำได้เช่นกัน หนวดที่ควบคุมด้วยกล้ามเนื้อสองชุดที่อยู่ด้านข้างของปากมีปุ่มรับรสที่ไวต่อความรู้สึกที่ปลายหนวด เพื่อช่วยระบุว่าสิ่งที่กำลังจะกินนั้นมีรสชาติดีหรือไม่ หนวดเหล่านี้มีประโยชน์ในการหาอาหารในพื้นผิวที่ปลาคาร์พหากิน
เกล็ดและผิวหนัง
-ชั้นแรกของผิวหนังหรือชั้นหนังกำพร้าอยู่เหนือเกล็ด ประกอบด้วยต่อมเมือกที่สร้างหนังกำพร้า (หรือชั้นเมือก) ซึ่งมีความสำคัญมากและเป็นแนวป้องกันด่านแรกของปลาคาร์พสำหรับป้องกันโรค และแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังช่วยลดแรงต้านขณะเคลื่อนที่
-ชั้นที่สองหรือชั้นหนังแท้ประกอบด้วยเซลล์ที่สร้างเกล็ดและเป็นที่ๆเกล็ดเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีเซลล์สร้างเม็ดสี (chromatophores) อวัยวะรับความรู้สึกบางชนิด หลอดเลือด และเส้นประสาท
-ชั้นใต้ผิวหนังเป็นชั้นไขมันที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันระหว่างผิวหนังของปลาคาร์พกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เนื่องจากเป็นปลากระดูกแข็งเกล็ดของปลาคาร์พจึงมีลักษณะเป็นวงรี
ซึ่งหมายความว่าเกล็ดจะเติบโตเป็นวงกลมและมีพื้นผิวเรียบ ขอบด้านนอกเรียบ เกล็ดมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และฝังตัวในชั้นหนังแท้อย่างสม่ำเสมอ มีขนาดต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกล็ดทับซ้อนกัน และทับซ้อนกันใน 5 จุดที่แตกต่างกัน หากเกล็ดที่หลุดออกไปไม่มีโรค เกล็ดใหม่จะงอกขึ้นมาใหม่ในไม่กี่สัปดาห์ แต่จะไม่แข็งแรงและเมื่อเทียบกับเกล็ดเดิม และการขึ้นใหม่จะไม่เรียงกันสม่ำเสมอเหมือนเดิม ปลาคาร์พบางชนิดจะมีเกล็ดคลุมเฉพาะด้านหลัง และด้านข้าง เช่น ดอยซ์สึ ซึ่งเป็นปลาคาร์พหนัง
ครีบอก
อยู่บริเวณด้านล่างใต้เหงือก ใช้สำหรับว่ายเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และข้างหลังด้วยความเร็วต่ำ ใช้ในการหยุดและเปลี่ยนทิศทาง นอกจากนี้ยังช่วยต้านแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากน้ำที่ไหลเข้ามาในบ่อ ครีบอกยังช่วยกวนตะกอนในบ่อเพื่อหาอาหารอีกด้วย
ครีบท้อง
หรือครีบบริเวณเชิงกราน ครีบนี้อยู่ถัดจากครีบอกและทำหน้าที่คล้ายกับครีบอก ในการควบคุมการเหวี่ยงตัวและการหมุนตัว รวมถึงการว่ายขึ้นและว่ายลง
รูก้น
ทำหน้าที่กำจัดของเสียจากไตและระบบสืบพันธุ์ เป็นท่อเปิดอยู่บริเวณด้านหน้าของครีบก้น เนื่องจากเป็นปลาขนาดใหญ่ ทำให้มีการขับถ่ายของเสียออกมาในปริมาณมาก
ครีบก้น
อยู่ก่อนครีบหางและทำหน้าที่หลักช่วยในการทรงตัว เพื่อป้องกันไม่ให้หันเหเอียงตัว
และช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ
ครีบหาง
ทำหน้าที่เป็นครีบหลักบังคับทิศทางให้ว่ายเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ก้านครีบหาง
ช่วยในการลอยตัวอยู่กับที่ บังคับให้หยุดการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า
เส้นข้างลำตัว
บริเวณด้านข้างของปลาคาร์พจะมีเส้นรูพรุนจางๆ พาดไปตามความยาวลำตัว ยาวไปตามลำตัว ตั้งแต่ที่ปิดเหงือกไปจนถึงโคนหาง เป็นอวัยวะรับความรู้สึกของสัตว์น้ำที่มีกระดูกสันหลัง ที่ส่งการสั่นสะเทือนความถี่ต่ำให้ปลาใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหว แรงสั่น และความแตกต่างของ
แรงดันในน้ำรอบ ๆ ตัว อาศัยเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวที่แปลง ตอบสนองต่อการขยับเหตุการณ์เคลื่อนไหวโดยถ่ายโอนสัญญาณเป็นกระแสประสาท เป็นอวัยวะสำคัญสำหรับการล่าเหยื่อ
และการรู้ทิศทาง
ครีบหลัง
ครีบนี้อยู่บริเวณบนหลังของปลาคาร์พ ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ช่วยให้ปลาตั้งตัวตรง เมื่อลดระดับลงจะช่วยลดแรงต้านเพื่อให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงขึ้น และเมื่อตั้งตรงก็จะช่วยหยุดการหันเหและการพลิกคว่ำ
แผ่นปิดเหงือก (โอเปอร์คิวลัม)
มีโครงสร้างแข็งเพื่อป้องกันเหงือกที่อยู่ภายใน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นวาล์วที่ช่วยให้เลือดที่ขาดออกซิเจนไหลออกไปได้และป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาอีก นอกจากนี้ยังควบคุมความดันของน้ำที่ไหลเข้ามาตามแผ่นปิดเหงือกอีกด้วย และใช้เป็นทางออกของน้ำที่ไหลผ่านออกมาจากเหงือกหลังจากที่มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถฉีกขาดได้
หากถูกจับด้วยความรุนแรงหรือถูกยกขึ้นสูง
เหงือก
เหงือกมีหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ นำออกซิเจนเข้าไปในปลาแล้วขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ซึ่งเปรียบเสมือน “ปอด” ของปลาคาร์พ น้ำที่มีออกซิเจนสูงจะไหลผ่านเหงือก ซึ่งออกซิเจนจะถูกดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือด (เส้นเลือดฝอย) และส่งต่อไปที่ร่างกาย นอกจากนี้เหงือกยังมีความสำคัญในการขับของเสีย เช่น แอมโมเนีย ออกจากร่างกายอีกด้วย
หู
ปลาคาร์พเป็นปลาไม่มี "หู" แต่ใช้อวัยวะภายใน รับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในน้ำจะถูกถ่ายโอนจากกระดูกหลายชิ้นไปยังกระเพาะว่ายน้ำซึ่งจะถูกขยายเสียง เสียงที่ดังมากซ้ำๆกันอาจส่งผลให้ปลาเกิดความเครียดและช็อคได้