3.2 การป้องกันตนเองและผู้อื่น
การป้องกันตนเองและผู้อื่น
เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับความ สนุกสนาน แต่ในบางครั้งความสนุกสนานของเรา อาจทําให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบและไม่รู้สึกสนุกสนาน ด้วย การใช้เทคโนโลยีจึงต้องคํานึงถึงความเป็น ส่วนตัวของคนอื่นและตนเองรับทราบข้อกําหนดใน การเผยแพร่เนื้อหา การแชร์ หรือส่งต่อเนื้อหาของ ผู้อื่น และคํานึงถึงผลกระทบที่อาจตามมา รวมถึง ต้องรู้จักป้องกันตนเองจากการใช้งานเทคโนโลยีที่ มากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ดังนั้นเราจึง ต้องสร้างสมดุลในการป้องกันตนเองและผู้อื่นจาก การใช้เทคโนโลยี ดังนี้
3.2.1 ความเป็นส่วนตัว
ความเป็นส่วนตัว (privacy) เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะปกปิดไม่ให้ผู้อื่นทราบข้อมูลบาง อย่างโดยระดับความเป็นส่วนตัวนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและบริบทด้านสังคมและวัฒนธรรม
ข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ทางธุรกิจอย่างมาก ตัวอย่าง เช่น ถ้าเว็บไซต์รู้รสนิยมและความชอบของเราก็จะ สามารถส่งโฆษณาสินค้าได้ตรงตามความต้องการผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตรายใหญ่จํานวนมากที่มีรายได้หลักมาจากการโฆษณาจึงต้องการเก็บ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้เช่น ข้อมูลการใช้งานรายการของเว็บไซต์ที่เข้าชม ตําแหน่งที่อยู่เพศและรายได้ รวมทั้งกลุ่มเพื่อนที่รู้จัก เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบจัดการโฆษณา บางครั้งการใช้บริการต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอาจจะต้องแลกด้วยข้อมูลส่วนตัว เสมือนว่าเราใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อจ่ายค่าบริการบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นจึงเป็นสิ่งที่ ต้องระมัดระวังและรู้จักป้องกัน รวมทั้งทราบถึงผล กระทบที่อาจตามมา
3.2.2 สิทธิและความรับผิดชอบ
อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่แห่งความ สร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เผยแพร่เนื้อหา โดยไม่มีค่าใช้
จ่าย ผลงานเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ผลิตคิดค้นและสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับการ คุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright) โดยอัตโนมัติ ดังนั้นการนําผลงานของผู้อื่นมาใช้หรือ นำมาต่อยอดโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการกระทํา ที่ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์
ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน และ ต้องการเผยแพร่ต่อสาธารณะ สามารถเลือกที่จะเผยแพร่ผลงานได้ใน 2 ลักษณะ ดังนี้
เผยแพร่ผลงานให้เป็นสมบัติสาธารณะ (public domain) ทางเลือกนี้ทําให้ผู้ สร้างสรรค์ผลงานไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์อะไรได้เลย แม้แต่เครดิตของผลงาน
การเผยแพร่ผลงานที่อนุญาตให้ผู้อื่นนําไปใช้หรือพัฒนาต่อยอด เจ้าของผลงานสามารถ เลือกที่จะเผยแพร่ผลงานพร้อมด้วยสัญญา อนุญาต (license) ที่อนุญาตให้มีการนํา ผลงานไปใช้งานต่อภายใต้เงื่อนไขบางอย่างได้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons: CC) เป็นกลุ่มของสัญญาอนุญาตที่มีทางเลือกในการเผยแพร่ ผลงานที่หลากหลาย โดยผู้เผยแพร่ผลงาน สามารถเลือกได้ว่าต้องการอนุญาตให้นําไป ใช้ต่อในลักษณะใด
3.2.3 สุขภาพกับการใช้งานเทคโนโลยี
ในปัจจุบันเราใช้เวลาในการนั่งทํากิจกรรมหน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือมากขึ้น กว่าในอดีต ซึ่งทําให้เราต้องนั่งอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ถ้าท่าทางในการนั่งไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดอาการ กล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ และอาจทำให้เกิดการโค้งงอผิดรูปของกระดูกได้ บางท่าทางทำให้เกิดอาการตึง ปวดคอ ไหล่ และหลัง อาการแบบนี้เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” (office Syndrome)
การปรับท่านั่ง และพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง ดังนี้
หลัง : นั่งหลังตรง ไม่โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้มองเห็นหน้าจอได้ถนัด
สายตา : ปรับระดับให้ขอบจอด้านบนอยู่ที่ระดับสายตา จนไม่รู้สึกว่าก้มหรือเงยมากเกินไป
แขน : วางแขนให้ตำแหน่งข้อศอกแนบใกล้กับลำตัว
ข้อมือ : วางบนแป้นพิมพ์โดยไม่บิดงอขึ้นหรือกดต่ำเกินไป
ขา : วางให้เข่าตั้งฉากกับพื้น โดยให้เท้าวางราบกับพื้น หากเท้าไม่แตะพื้นให้หาสิ่งของมาหนุน
เก้าอี้ : ควรมีพนักพิงและปรับระดับความสูงให้สามารถวางเท้าราบกับพื้น โดยให้มือวางอยู่ในระดับเดียวกัยแป้นพิมพ์
การใช้สายตาจ้องหน้าจอมือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเสี่ยงเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม (Computer Vision Syndrome: CVS) หรือโรคซีวีเอส ซึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน และไม่ค่อยกะพริบตา หากเราอ่านหนังสือหรือนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ อัตราการกะพริบตาจะลดลง ประกอบกับแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ท้าให้ตาเมื่อยล้า ทั้งแสงจ้า แสงสว่างไม่พอเหมาะ ระยะห่างจากจอภาพไม่เหมาะสม ซึ่งโรคซีวีเอสมักจะมีอาการปวดตา ตาแห้ง แสบตา ตามัว ปวดหัว ปวดคอและบ่า
แนวทางการป้องกันและแก้ไขโรคซีวีเอส
- กะพริบตาบ่อย ๆ ขณะทํางานหน้าจอ และหากแสบตามากอาจหยอดน้ําตาเทียม
- ควรปรับบริเวณที่ทํางาน และการวางจอภาพไม่ให้มีแสงสะท้อนเข้าตา
- ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ ใช้เลนส์แว่นตา 2 ชั้น จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ํากว่าระดับสายตา เพื่อจะได้ตรงกับเลนส์แว่นตา
- หากต้องทํางานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ควร ใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ควรมีการพัก สายตา 20 วินาที โดยละสายตาจากหน้าจอ แล้ว มองออกไปไกล ๆ 20 ฟุต หรือหลับตาสักระยะ หนึ่ง แล้วค่อยกลับมาทํางานใหม่