1.2 เทคนิคและวิธีการแบ่งปันข้อมูล
การที่จะแบ่งปันข้อมูลได้นั้น ผู้ส่งจะต้องจัดเตรียมสารให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่องทางและผู้รับ โดยช่องทางในการสื่อสารแบ่งได้ดังนี้
เช่น การพูดคุยต่อหน้าหรือทางโทรศัพท์ การรายงานหน้าห้อง เป็นช่องทางที่ผู้ส่งสามารถสังเกตและรับรู้ปฏิกิริยาของผู้รับได้โดยตรง
เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เป็นสื่อที่เน้นการสื่อสารทางเดียว แต่กระจายสารไปยังคนหมู่มากได้
เช่น เฟซบุค ทวิตเตอร์ หรือเว็บบอร์ด โดยสื่อสังคมจะเป็นช่องทางสื่อสารที่มีการโต้ตอบค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ส่งมีโอกาสอธิบายเพิ่มเติม หรือแก้ไขปรับปรุงรูปแบบสารได้อย่างเหมาะสม
ในแต่ละช่องทางการสื่อสารนั้น ผู้ส่งสารสามารถจัดเตรียมข้อมูลให้เหมาะสมได้หลายรูปแบบ ตัวอย่าง และกระบวนการในการสร้างรูปแบบของสาร ได้แก่ การเขียนบล็อก และการทำแฟ้มผลงาน เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานแนวคิดในการเตรียมสารในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป
การเขียนบล็อก (Blog)
บล็อก (blog) มาจากคำว่า เว็บ-ล็อก (web-log) เป็นการเขียนบทความอธิบายหรือให้ข้อมูล เพื่อนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ ปัจจุบันมีเว็บไซต์ให้บริการที่มีความนิยมหลายเว็บไซต์ เช่น Medium, Blognone, Dek-D ส่วนใหญ่เปิดให้เขียนบทความเผยแพร่ได้ฟรี ผู้ที่เข้าไปเชียนบล็อกและเผยแพร่ข้อมูล มีชื่อเรียกว่า บล็อกเกอร์ (blogger) หากบล็อกเกอร์คนใดมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก็จะกลายเป็น อินฟลูเอนเซอร์ (influencer) หรือผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคม ที่ผลิตเนื้อหาที่ส่งผลต่อทัศนคติ การตัดสินใจหรือชี้นำคนในสังคมให้คล้อยตามได้ ซึ่งมักมีรายได้จากค่าโฆษณาหรือมีผู้จ้างให้แนะนำสินค้า
ขั้นตอนการเขียนบล็อก
การเขียนบล็อกควรเริ่มจากการวางแผน ว่าจะเขียนเรื่องอะไร เขียนคำโปรยเพื่อแนะนำเนื้อหาและดึงดูดความสนใจ หลังจากนั้น ให้ลงมือเขียน อาจเขียนรวดเดียวจบ หรือให้จบเป็นส่วน ๆ หลังจากนั้นควรจัดหาภาพประกอบ เพื่อช่วยอธิบายเรื่องราว หลังจากที่ได้บทความแล้ว ให้ทำการแก้ไข ตรวจทานความซ้ำซ้อน ตรวจทานการดำเนินเรื่อง และอาจให้ผู้อื่นลองอ่านและวิจารณ์โดยแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้
1) การวางแผน คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1.1) กำหนดเรื่องที่จะเขียน ควรเขียนเรื่องที่ตนเองสนใจ การเขียนบล็อกที่ดีควรมีเนื้อหาที่ชักชวนให้ผู้อ่านได้เข้ามามีส่วนร่วมให้กระทำการบางอย่างหลังจากอ่านเนื้อหาจบลงแล้ว
1.2) วางเค้าโครงเรื่อง ก่อนที่จะเริ่มเขียนควรวางเค้าโครงเรื่องเพื่อให้แน่ใจว่า บทความที่เขียนมีเนื้อหาที่ครอบคลุม ครบถ้วน สมบูรณ์และเข้าใจง่าย ซึ่งประกอบด้วย หัวข้อหลัก(Title) หัวข้อรอง(Subtitle) ส่วนนำ(intro) เนื้อหา(Body) ส่วนสรุป(Conclusion)
2) ค้นคว้า ผู้เขียนบทความเมื่อกำหนดเรื่องที่สนใจได้จะทำให้ค้นคว้าหาข้อมูลในสิ่งที่สนใจสามารถทำได้ง่ายและสะดวก ซึ่งการกำหนดเรื่องที่สนใจจะเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนนี้ เพราะผู้เขียนจะมีความสุขและความมุ่งมั่นในการค้นคว้าหาข้อมูล ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจและปริมาณเพียงพอ
3) ตรวจสอบข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้า หรือจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน อาจไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป และหากเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้เขียน
4) การเขียนคำโปรย คำโปรยเป็นประโยคสั้น ๆ ที่สรุปและเชื้อเชิญให้ผู้อ่านเข้าไปอ่านเนื้อหาโดยละเอียด การเขียนคำโปรยควรใช้ภาษาที่จูงใจหรือดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้อยากรู้เนื้อหาโดยละเอียด บางครั้งผู้เขียนคำโปรยอาจใช้เทคนิคที่เรียกว่า Clickbait ซึ่งเป็นการเขียนเพื่อหว่านล้อมให้เข้าไปอ่านเนื้อหา เช่น ตะลึง!! อึ้ง!! แล้วคุณจะคาดไม่ถึง!! รีบดูก่อนโดนลบ!
5) การเขียน การเขียนอาจเขียนคราวเดียวจบ หรืออาจจะแบ่งเป็นส่วน ๆ แล้วค่อยเขียนไปทีละส่วนก็ได้ แต่ควรที่จะเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในคราวเดียว เพื่อให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเนื้อหาที่เขียน ทำให้ไม่ลืมเนื้อหาที่เป็นจุดสำคัญที่ต้องการให้ปรากฏในบทความ
6) การใช้ภาพประกอบ ปัจจุบัน ผู้อ่านมักมีสมาธิจดจ่อกับตัวหนังสือในเวลาจำกัด ถ้าบทความในบล็อกไม่มีภาพประกอบ ผู้อ่านอาจให้ความสนใจไปรับข้อมูลจากสื่ออื่น การใช้ภาพประกอบช่วยลดความรู้สึกอึดอัด ในการเห็นเฉพาะตัวหนังสือ และช่วนให้ผู้อ่านเข้าใจการดำเนินเรื่องของบทความ นอกจากนี้การใช้ภาพยังช่วยสร้างจุดสนใจหรือเสริมความเข้าใจในการอ่านข้อความรวมทั้งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาที่ไม่สามารถบรรยายด้วยตัวอักษรได้
7) การตรวจทานแก้ไข ขั้นตอนนี้ นอกจากจะตรวจทานเพื่อแก้ไขตัวสะกดและไวยากรณ์แล้ว ควรตรวจทานว่ามีการเขียนประเด็นที่ซ้ำกันหรือไม่ ในการตรวจทานอาจอ่านออกเสียงเพื่อตรวจสอบความต่อเนื่องของบทความ หรืออาจให้ผู้อื่นช่วยอ่าน
การทำแฟ้มผลงาน (Folio)
แฟ้มผลงาน (Portfolio) เป็นเอกสารในการรวบรวมหลักฐานที่แสดงถึงความสามารถและผลงานของบุคคลเพื่อใช้ในการนำเสนอประกอบการพิจารณาการประเมินการทำงาน การสมัครเรียน หรือการสมัครเข้าทำงาน จึงนับว่าแฟ้มผลงานเป็นสารที่ส่งไปยังผู้รับที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการทำแฟ้มผลงาน จึงต้องคำนึงถึงผู้รับสาร เพื่อนำมากำหนดรูปแบบในการนำเสนอและสามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการทำแฟ้มผลงาน
1) รวบรวมผลงาน ผลงานในที่นี้เป็นชิ้นงานหรือผลงานที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถของเจ้าของผลงาน โดยชิ้นงานเหล่านี้ อาจเคยนำไปประกวดหรือส่งอาจารย์ในชั้นเรียน
2) จัดหมวดหมู่ สามารถทำได้หลายลักษณะ เช่น จัดผลงานเป็นกลุ่มของการเรียน กีฬา ดนตรี และคุณธรรมจริยธรรม หรืออาจจะจัดเป็นกลุ่มวิชาการ งานอดิเรก ศิลปะและวัฒนธรรม โดยแต่ละหมวดหมู่ไม่ควรมีเรื่องที่ซ้ำกัน
3) คัดเลือกผลงาน ผู้นำเสนอควรที่จะคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุดไม่เกิน 3 ชิ้นต่อหนึ่งหมวดหมู่ หากในหมวดหมู่นั้นมีผลงานมาก อาจทำเป็นภาพเล็กรวบรวมงานที่เหลือในหน้าเสริมของแฟ้มผลงาน
4) จัดลำดับความน่าสนใจของผลงานและประเมินตนเอง ขั้นตอนนี้อาจจัดลำดับความน่าสนใจของแต่ละหมวดหมู่จากผลงานที่มี ซึ่งจะทำให้เข้าใจตัวตนของเรามากขึ้น และประเมินได้ว่า ควรยื่นแฟ้มผลงานเพื่อเข้าศึกษาในสาขาใดหรือทำงานในหน่วยงานใด
5) ลำดับและร้อยเรียงเรื่องเราให้น่าสนใจ ในการลำดับเรื่องราวเพื่อเลือกผลงานเข้าแฟ้ม ควรคำนึงว่าผู้ประเมินต้องการเห็นอะไร เป็นการสร้างความประทับใจและทำให้เป็นที่จดจำ
6) ตรวจทาน นอกจากตรวจทานตัวสะกดและความถูกต้องแล้ว ควรแบ่งการตรวจทานเป็น 2 ส่วน
- แฟ้มผลงานตรงกับตัวตนของเราและความต้องการของผู้อ่านหรือไม่
- ให้ผู้อื่นช่วยตรวจทานเรื่องราวการดำเนินเรื่องว่าน่าประทับใจหรือไม่
เนื้อหาใน Portfolio 10 หน้า ต้องมีอะไรบ้าง ครูแนะนำเว็บไซต์นี้นะคะ ดูได้ง่ายและเข้าใจ
คลิกลิงค์ >> รู้ยัง! Portfolio 10 หน้า ควรมีอะไรบ้าง? เขียนโดย Edugen official
#หรือสามารถค้นในอินเทอร์เน็ตได้นะคะ มีให้ดูเยอะมาก