๑. ความหมายของกฎหมาย
ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย คือ ข้อบังคับของรัฐ กฎหมายจึงต้องมีสภาพบังคับและมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบและควบคุมสังคม
จุดเด่นประการหนึ่งของกฎหมาย คือ ต้องเป็นข้อบังคับของ “รัฐ” โดยผู้มีอำนาจสูงสุดในการตรากฎหมายคือรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติด้วยเหตุนี้หากลักษณะของคำสั่งหรือข้อบังคับนั้นมิใช่ของรัฐก็จะไม่ถือว่าเป็นกฎหมาย เช่น
ประชาชนทุกคนควรรู้เกี่ยวกับกฎหมาย รู้หน้าที่ของตนเองที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรู้กระบวนการตรากฎหมาย ดังนี้
พระราชบัญญัติ
เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่มีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งบังคับโดยเฉพาะเจาะจงกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกรณีใดกรณีหนึ่ง เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายโดยตรง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
เป็นกฎหมายที่แตกต่างจากพระราชบัญญัติตรงที่กฎหมายนี้จะเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
พระราชกำหนด
เป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ เรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตราซึ่งต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน
พระราชกฤษฎีกา
เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดโดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
๒. กระบวนการในการตรากฎหมาย
กระบวนการในการตรากฎหมาย หรือขั้นตอนในการตรากฎหมายโดยหลักการสำคัญ ๆ ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ การตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเริ่มตั้งแต่การเสนอร่างกฎหมายการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป
๓. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเองเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับตัวบุคคล เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสามารถของผู้เยาว์ กฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวและเครือญาติ เช่น การหมั้น การสมรส การรับรองบุตร
๓.๑ กฎหมายเกี่ยวกับความสามารถของผู้เยาว์
ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้น การบรรลุนิติภาวะจึงเป็นการพ้นจากสภาพการเป็นผู้เยาว์ซึ่งจะมีได้ ๒ กรณี คือ
๑) เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เรียกว่าเป็นการบรรลุนิติภาวะโดยอายุ
๒) เมื่ออายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ แต่ได้ทำการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือการสมรสเมื่อชาย-หญิงมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ โดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายให้ความยินยอมหรือเมื่อศาลอนุญาตให้ทำการสมรสนั้นก่อนได้
๓.๒ กฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน
บุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน ได้แก่ ผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เช่น ผู้ที่มีอายุเกิน ๗๐ ปี ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวชผู้มีร่างกายพิการเดินไม่ได้ เป็นใบ้ ตาบอดทั้งสองข้าง จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบผู้อยู่ ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย
๓.๓ กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับครอบครัว
๑) การหมั้น
การหมั้น คือ การที่ฝ่ายชาย-หญิงสัญญาตกลงกันว่าจะทำการสมรสตามกฎหมายต่อไป แต่กฎหมายมิได้บังคับว่าจะต้องทำสัญญาหมั้นก่อนจดทะเบียนสมรส การทำสัญญาหมั้นจึงใช้เป็นข้อผูกมัดในการบังคับการสมรสมิได้
๒) การสมรส
การสมรส คือ การที่ฝ่ายชาย-หญิงตกลงกันว่าจะอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยการจดทะเบียนสมรสเพื่อให้เป็นสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย
**การสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ชายและหญิงต้องมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ทั้งคู่**
๓) การรับรองบุตร
ตามหลักกฎหมายการรับรองบุตร บุตรที่คลอดจากหญิงใดย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นเสมอ หมายความว่า บุตรจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาเสมอ
ดังนั้น บุตรจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา ก็ต่อเมื่อบุตรนั้นเกิดระหว่างการสมรสหรือภายใน ๓๑๐ วัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของอดีตสามี
๔) การรับบุตรบุญธรรม
การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม โดยผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นอาจจะยังไม่มีคู่สมรสหรือมีคู่สมรสแล้วก็ได้ โดย
§ ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ตํ่ากว่า ๒๕ ปี และมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย ๑๕ ปี (โดยที่มิได้กำหนดอายุของบุตรบุญธรรมไว้)
§ ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งบุตรบุญธรรมเอง บิดามารดาของบุตรบุญธรรม (หากบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์) คู่สมรสของทั้งผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม
§ การเลิกรับบุตรบุญธรรมสามารถกระทำได้โดย บุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมตกลงเลิกรับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมสมรสกับผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรม
๔. กฎหมายที่เกี่ยวกับชุมชนและประเทศโดยสังเขป
๔.๑ กฎหมายอนุรักษ์ธรรมชาติ
ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกทำลายและเสื่อมโทรมไปมาก สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เช่น การบุกรุกป่าเพื่อใช้ที่ดินทำมาหากิน การลักลอบตัดไม้ รวมทั้งภัยธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น จากสภาพปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายที่ควรเรียนรู้ ดังนี้
๑) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๒๕ และแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๑/๒๕๕๙ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
๒) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๒
๓) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๙
๔) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๗
๔.๒ กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร
ภาษีอากร คือ เงินได้ที่รัฐจัดเก็บจากประชาชน เพื่อนำไป ใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น สร้างถนน การจัดการศึกษา การป้องกันประเทศ ประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
กฎหมายที่รัฐใช้ในการเรียกเก็บภาษี คือ ประมวลรัษฎากร ภาษีอากร แบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่
๔.๓ กฎหมายแรงงาน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานมีหลายประเภท เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พระราชบัญญัติประกันสังคม ในที่นี้จะเสนอเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งบัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ที่นายจ้างและลูกจ้างพึงปฏิบัติต่อกัน เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มีสาระสำคัญดังนี้
๑) บทบัญญัติเกี่ยวกับแรงงานทั่วไป เช่น
§ ใน ๑ วัน เวลาทำงานต้องไม่เกิน ๘ ชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสัปดาห์ต้องไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง โดยไม่รวมเวลาพัก
§ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา คือ การทำงานเกินเวลาปกติ ที่เรียกว่า (OT) Overtime เว้นแต่ลูกจ้างจะยินยอมเป็นกรณีนั้น ๆ ไป โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า ๑.๕ เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันธรรมดาและไม่น้อยกว่า ๓ เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันหยุด เช่น นักเรียนทำงานปกติได้ชั่วโมงละ ๕๐ บาท หากนักเรียนทำงานล่วงเวลาในวันธรรมดานักเรียนจะต้องได้ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า ๗๕ บาท และไม่น้อยกว่า ๑๕๐ บาทในวันหยุด
§ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย ๑ วันโดยไม่จำเป็น ต้องเป็นวันอาทิตย์ วันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า ๖ วันทำงานต่อปี และวันหยุดตามประเพณี อย่างน้อย ๑๓ วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติ (๑ พฤษภาคม) ด้วย
§ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่ลูกจ้างจะยินยอมเป็นกรณีนั้น ๆ ไป โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า ๒ เท่า
ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน สำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด
§ หากลาป่วยตามจำนวนวันที่ป่วยจริงจะได้ค่าจ้างไม่เกิน ๓๐ วัน หากลาเพื่อคลอดบุตรซึ่งจะลาได้ไม่เกิน ๙๘ วัน โดยนับรวมวันหยุดระหว่างวันลาด้วย จะได้ค่าจ้างไม่เกิน ๔๕ วัน
๒) บทบัญญัติเกี่ยวกับแรงงานเด็ก เช่น
§ ห้ามจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า ๑๕ ปีเป็นลูกจ้าง สำหรับลูกจ้างเด็กที่มีอายุตํ่ากว่า ๑๘ ปีให้แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน ๑๕ วัน และแจ้งสิ้นสุดการจ้างภายใน ๗ วัน นับจากวันที่เด็กออกจากงาน
§ จัดให้ลูกจ้างเด็กมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง หลังจากทำงานมาแล้วไม่เกิน ๔ ชั่วโมง
§ ห้ามมิให้ลูกจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า ๑๘ ปี ทำงานระหว่าง ๒๒.๐๐ น. ถึง ๐๖.๐๐ น.ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด
§ ห้ามลูกจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า ๑๘ ปี ทำงานต่อไปนี้ คือ งานหลอม เป่า หล่อ รีด
ปั้นโลหะงานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติตามที่กำหนดในกฎกระทรวง งานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย กัมมันตภาพรังสี จุลชีวันเป็นพิษ (ไวรัส แบคทีเรีย รา) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ ขับรถยกรถปั้นจั่น
งานใช้เครื่องยนต์ ทำความสะอาดเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่กำลังทำงาน งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้นํ้า ในถํ้า อุโมงค์ ปล่องในภูเขา หรือนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน ๑๐ เมตรขึ้นไป
§ ห้ามลูกจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า ๑๘ ปีทำงานในโรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน สถานบริการ
§ ให้ลูกจ้างเด็กอายุตํ่ากว่า ๑๘ ปีมีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุม สัมมนา รับการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงาน
๓) บทบัญญัติเกี่ยวกับแรงงานหญิง เช่น
§ ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น งานเหมืองแร่ หรืองานก่อสร้าง เว้นแต่งานนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้าง
§ ลูกจ้างหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้ตามที่กฎหมายกำหนด
§ ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ที่มี ใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่อาจทำหน้าที่เดิมต่อไปได้ ให้มีสิทธิขอเปลี่ยนงานชั่วคราวได้
§ ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์
๔.๔ กฎหมายปกครอง
กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการปกครอง โดยกล่าวถึงการจัดระเบียบแห่งองค์การปกครอง ความเกี่ยวพันระหว่างองค์การเหล่านี้ต่อกันและกันและความเกี่ยวพันระหว่างองค์การเหล่านี้ต่อราษฎรตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
ตัวอย่างกฎหมายปกครอง
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และแก้ ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมุ่งหวังให้การบริหารราชการแผ่นดินก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ให้การปฏิบัติภารกิจของรัฐมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกระจายอำนาจการบริหาร ราชการและภารกิจให้แก่ท้องถิ่น เช่น ด้านทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการสนองความต้องการให้แก่ประชาชนโดยให้หน่วยงานรัฐใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเปิดเผยข้อมูล
ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค และระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
๑) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ใช้หลักการรวมศูนย์อำนาจในการปกครอง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม
๒) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ใช้หลักการแบ่งอำนาจจากส่วนกลางในการปกครอง โดยส่วนกลางจะแต่งตั้งผู้มาดูแลจัดการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำเภอ ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๓) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ใช้หลักการกระจายอำนาจ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่าง ๆ คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การปกครองพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา