ประเด็นท้าทาย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง KALASIN MOTTO สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
๑. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยบุคคลเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ กัน อาศัยประสบการณ์เดิม โครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่ ความสนใจ และแรงจูงใจภายในเป็นพื้นฐาน คือรากฐานสำคัญของการสร้างความรู้ด้วยตนเอง หรือการใช้ความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีอยู่ในการอ่านภาษาอังกฤษ เพราะต้องอาศัยความรู้ในการเรียนรู้คำศัพท์ ความหมาย แปลความในการฟังภาษาอังกฤษ ผสมผสานประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญา หรือสกีมา (Schemas) (ทิศนา แขมมณี. ๒๕๕๕ : ๙๑) ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานการเรียนรู้ของเพียเจย์ (Piaget. ๑๙๗๒ : ๑-๑๒) ที่ได้กล่าวถึง การแบ่งขั้นพัฒนาการของเชาว์ปัญญาออกเป็น ๔ ขั้น ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่แสดงให้เห็นถึงผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ให้แก่ตนเองให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการครูมีบทบาทในการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียน อีกทั้งผู้เรียนจะถูกกระตุ้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict) หรือเรียกว่า เกิดการเสียสมดุลย์ทางปัญญา (Disequilibrium) ผู้เรียนต้องพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive structuring) ให้เข้าสู่ภาวะสมดุล (Equilibrium) โดยวิธีการดูดซึม (Assimilation) ได้แก่ การรับข้อมูลใหม่จากสิ่งแวดล้อมเข้าไปไว้ในโครงสร้างทางปัญญา และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) คือ การเชื่อมโยงโครงสร้างทางปัญญาเดิมหรือความรู้เดิมที่มีมาก่อนกับข้อมูลข่าวสารใหม่จนกระทั่งผู้เรียนสามารถปรับโครงสร้างทางปัญญาเข้าสู่สภาพสมดุลย์สามารถสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาหรือเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้นการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ หรือภาษาอังกฤษนั้น ครูผู้สอนควรจะจัดผู้เรียนเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยการเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบเพื่อนช่วยเพื่อนคอยแนะนำเมื่อผู้เรียนประสบปัญหา กระตุ้นให้ผู้เรียนปฏิบัติงานในกลุ่ม คิดพิจารณาประเด็นคำถาม และสนับสนุนด้วยการกระตุ้น แนะนำให้ผู้เรียนเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ด้วยตนเอง และเกิดความท้าทายในสิ่งที่กำลังเรียนรู้ ดังเช่น วีก็อทสกี้ (Vygotsky. ๑๙๗๘ : ๘๔-๙๑) เน้นความสำคัญของความแตกต่างระหว่างบุคคลและการให้ความช่วยเหลือผู้เรียน “Scaffolding” จากระดับพัฒนาการนำไปสู่ศักยภาพที่เหมาะสมสำหรับเชาว์ปัญญาของผู้เรียน หรือ “Zone of proximal development” โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาอังกฤษผู้เรียนจะต้องนำประสบการณ์ความรู้เดิมมาใช้เพื่อเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้เรื่องใหม่ ผ่านการใช้สถานการณ์ปัญหา ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดและเชื่อมโยงความเข้าใจเน้นความสำคัญของเนื้อหาบริบทที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การความรู้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันรวมทั้งสนับสนุนให้กลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้
การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนเมืองสมเด็จ ตำบลลำห้วยหลัว อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปัจจุบันยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เฉลี่ยเท่ากับ ๒.๙๒ (SAR โรงเรียนเมืองสมเด็จ. ๒๕๖๕ : ๖๕) เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง และพูดไม่ได้ รู้คำศัพท์น้อย ทำให้ฟังไม่ออก แปลไม่ได้ และพูดไม่ได้ รวมทั้งขาดทักษะ และเทคนิคในการอ่านจับใจความสำคัญของเนื้อหา ซึ่งการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง KALASIN MOTTO สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้วิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และได้นำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งตรงตามหลักการของการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเหมาะที่จะใช้ในการสอน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “RITRA MODEL” มี ๗ องค์ประกอบ คือ ๑) แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน ๒) วัตถุประสงค์ ๓) ขั้นการสอน ๔) สาระความรู้ ๕) ระบบสังคม ๖) หลักการตอบสนอง และ ๗) สิ่งสนับสนุน โดยขั้นการสอน มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) ขั้นตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน (Reading Comprehension : R) เป็นขั้นที่ครูผู้สอนอธิบายเกี่ยวกับการเรียนด้วยแบบเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ อธิบายจุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนรับแบบเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ ทำแบบทดสอบก่อนเรียนและรับทราบคะแนนก่อนการเรียนรู้ ครูผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ๒) ขั้นบูรณาการแนวคิดใหม่ (Integrating : I) เป็นขั้นที่ครูผู้สอนดำเนินการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้เนื้อหาใหม่ เกิดความเข้าใจจากการศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเอง ครูคอยแนะนำและอธิบายเพิ่มเติม ๓) ขั้นการสอนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (Teaching : T) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณจากแบบเสริมทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม บันทึกความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า และทำแบบฝึกหัด ๔) ขั้นการทบทวน (Reviewing : R) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ร่วมกันทบทวนและสรุปเนื้อหาเป็นองค์ความรู้ใหม่ มีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม ผู้เรียนนำเสนอความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าหน้าชั้นเรียน ครูผู้สอนคอยให้คำแนะนำและอธิบายเพิ่มเติม ๕) ขั้นประเมินผล (Assessing : A) เป็นขั้นที่ผู้เรียนรับการประเมินผลการเรียนรู้โดยการทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบหลังเรียนเมื่อเรียนจบเนื้อหาแต่ละเรื่อง จากความสำคัญของการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง KALASIN MOTTO สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ได้พิจารณาว่า RITRA MODEL ที่มีขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมขั้นการสอน ๕ ขั้นตอน เป็นรูปแบบการสอนที่จะสามารถใช้พัฒนาความสามารถด้านการอ่าน การคิด และการเขียน โดยผ่านการเขียนสะท้อนความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกฝนการอ่านจนคล่องแคล่วและชำนาญแล้ว ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะการอ่านกับการอ่านตำราเรียนวิชาอื่น ๆ ได้ หรือการอ่านสื่อในชีวิตประจำวันได้อย่างมีวิจารณญาณ และเป็นแนวทางในการพัฒนาการอ่านได้อย่างเป็นระบบสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการคิดรู้จักการคิดด้วยตนเองและพัฒนาทักษะการอ่านให้สูงขึ้นและทำให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนมากขึ้น เพราะหากผู้เรียนมีความความใฝ่รู้ใฝ่เรียนย่อมส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่อไป