ไสยเวทย์ คือ ศาสตร์หนึ่งที่เกิดจากการประยุกต์วิชาเล่นแร่แปรธาตุกับเวทย์มนตร์โบราณ ถูกขนานนามว่าเป็น เวทย์มนตร์ยุคใหม่ของฮิวแมนบอร์น เกิดขึ้นได้ จากการทำพิธีเท่านั้น โดยต้องมีส่วนประกอบในการทำพิธีหรือสร้างอาคมต่างๆขึ้นมาโดยมีของบางอย่างที่มีค่าเท่ากันหรือมากกว่าในการทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น และที่สำคัญ ไสยเวทย์ต้องมี การเขียน [วงเวทย์] เป็นองค์ประกอบหลัก แตกต่างจาก [เวทย์มนตร์] ที่จะไม่มีความจำเป็นต้องใช้วงเวทย์ในการก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น
ไสยเวทย์ มีทั้งรูปแบบโจมตีและป้องกัน สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย มนุษย์บางกลุ่มอาจศึกษาไสยเวทย์จากหนังสือได้ ทั้งนี้ สำหรับในองค์กร สามารถศึกษา พูดคุย เรียน หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก NPC บางคน ส่วนผลผลิตของพิธี มีได้หลายรูปแบบ และบางครั้งก็ออกมาในรูปของอาวุธไสยเวทย์ หรือวัตถุที่มีคุณสมบัติบางประการได้ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่รูทเทอร์ฟอร์ด ทำให้กับ OBSS ใส่นั่นเองครับ
คือการประกอบพิธีกรรมกับวงเวทย์เพื่อให้เกิดผลบางอย่าง จำเป็นจะต้องมีวงเวทย์เป็นองค์ประกอบหลัก รวมกับกลไกและของแลกเปลี่ยนอื่นๆ เช่น เกลือ อัญมณี สมุนไพร กำยาน บทร่าย ฯลฯ เพื่อให้เกิดผลตามปรารถนา โดยค่าใช้จ่ายของการใช้ไสยเวทย์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามกฏทางวิทยาศาสตร์เหมือนการเล่นแร่แปรธาตุ
การประกอบพิธีทางไสยเวทย์นั้น มีข้อจำกัดอยู่คือ ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับความทรงจำ จิตใจ หรือ สิ่งที่เป็นนามธรรมได้ ดังนั้น การประกอบพิธีไสยเวทย์นั้นจะต้องเป็นการประกอบพิธีขึ้นเพื่อให้เกิดผลทางกายภาพเท่านั้น นอกจากนี้ การใช้ไสยเวทย์จะมีผลกระทบต่อตัวผู้ใช้ หากใช้มากเกินไปหรือใช้ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีไม่เพียงพอ ไอวิญญาณของผู้ใช้จะถูกคิดเป็นค่าใช้จ่ายก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า หรือโรคทางวิญญาณได้
การประกอบพิธีทางไสยเวทย์มีรูปแบบต้องห้ามอยู่ และ การประกอบพิธีเกี่ยวกับการเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นปีศาจ หรือ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ ว่ากันว่ามีผู้พยายามทดลองทำมันอยู่ที่ไหนสักแห่ง
หากมีการพังวงเวทย์เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามพิธีจะยุติ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยน หรือ ข้อผิดพลาดในพิธีอาจส่งผลต่อตัวผู้ทำพิธีเองได้ดังนั้นขอโปรดจงระมัดระวัง
หลังจากพิธีสิ้นสุดลง มักจะหลงเหลือละอองไสยเวทย์ไว้ในอากาศ สิ่งเหล่านี้แหละที่ก่อให้เกิดเหตุผิดปกติ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นปีศาจสูดเข้าไปอาจจะส่งผลให้สติการรับรู้ลดลงด้วยครับ ละอองไสยเวทย์จะมีความหนาแน่นสูงเมือเข้าใกล้บริเวณที่เคยมีหรือมีวงเวทย์อยู่และลดลงตามระยะความห่างของบริเวณที่เคยประกอบพิธีกรรม
ละอองไสยเวทย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำพิธีไสยเวทย์ วงเวทย์จะปล่อยละอองออกมาในอากาศตั้งแต่ถูกเขียนขึ้นมา หากละอองในอากาศมีความหนาแน่นมากและผ่านไประยะเวลาหนึ่งสภาพแวดล้อมบริเวณที่มีละอองหนาแน่นจะได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความผิดปกติไป
และส่วนใหญ่จะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ..
บางครั้งละอองไสยเวทย์ จะไปเกาะกับวัตถุหรือสภาพแวดล้อมนั้นๆจนเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาและสามารถมองเห็นได้ ทั้งนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมแต่ละครั้งของผลจากละอองไสยเวทย์นั้นเป็นอย่างไร แต่หากมีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมที่เกิดจากละอองไสยเวทย์จริง จะต้องตรวจพบละอองไสยเวทย์ในอากาศ
การยุติการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ต้องทำลายวงเวทย์ที่เป้นต้นตอของละอองนั้น ก่อนทำการกำจัดละอองอีกครั้งสภาพแวดล้อมจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ ละอองไสยเวทย์จะไม่มีผลกระทบต่อวิญญาณ และไม่มีทางกลายเป็นวิญญาณเด็ดขาด ส่วนใหญ่มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของที่มีอยู่หรือของที่มันไปสำผัสให้มีรูปร่างขึ้นมาวิธีตรวจสอบละอองไสยเวทย์เบื้องต้นด้วยตัวเองในกรณีที่มองไม่เห็นใช้น้ำมนตร์สาดไปในอากาศ มันจะกลายเป็นควันอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ใช้ หากใช้ไอวิญญาณในการจ่ายแทนค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมออาจทำให้เปลือกของวิญญาณร้าวได้เพราะไอวิญญาณแห้งเหือดบ่อย อาจส่งผลต่อสุขภาพ หรือความสามารถในการใช้ไสยเวทย์ได้ หากใช้ไสยเวทย์แล้วมีอาการป่วย ขอให้ยุติการใช้ทันทีหรือลดการใช้ไสยเวทย์ลง เพื่อฟื้นฟูวิญญาณของตัวเอง แต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากันขอให้ระมัดระวัง
ปกติแล้วเมื่อใช้ไสยเวทย์กับวิญญาณจะให้ผลสองอย่าง หากทำถูกต้อง จะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของวิญญาณคนนั้นๆด้วย หากวิญญาณแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสที่จะได้ผลลัพธ์ตามต้องการสูงกว่าวิญญาณทั่วไป แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์ที่ถูกต้องเสมอไปแม้จะทำเช่นเดียวกับที่ตำราบันทึกไว้ก็ตาม
ถ้าการใช้ไสยเวทย์กับวิญญาณล้มเหลว จะทำให้กลายเป็นปีศาจเทียม ติดคำสาป หรือ เสียชีวิตได้ อย่างเบาหน่อยอาจกลายเป็นคนวิกลจริต เสียสติหรือสิ้นสูญจิตใจได้
***หมายเหตุ : การใช้ไสยเวทย์กับวิญญาณจึงเป็นเรื่องต้องห้าม เนื่องจากการเป็นปีศาจเทียมนั้น จะต้องสูบกลืนชีวิตผู้อื่นเป็นอาหาร ต้องทรมานจากการมีรยางค์และเป็นตัวครึ่งๆกลางๆไปตลอด และวันหนึ่งอาจสูญเสียสติไปได้หากพยายามฝืนไม่ดื่มกินชีวิตผู้อื่น
ศาสตร์โบราณที่เชื่อกันว่าสาปสูญไปแล้วสำหรับโลกมนุษย์ เป็นวิชาที่ไม่จำเป็นต้องใช้วงเวทย์ในการดำเนินการ เป็นศาสตร์ที่ใช้พลังของธรรมชาติ ควบคุม ขอยืม หรือ มีกระแสพลังภายในตัวเองในการก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น เช่น การควบคุมธาตุต่างๆ ทั้ง 4 ธาตุ ใช้พลังเฉพาะในร่ายคาถา หรือ ใช้การ [เสกคาถา] ให้เกิดขึ้น โดยไม่อิงหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือใช้การแลกเปลี่ยนสิ่งใดในการร่าย
เวทย์มนตร์ ไม่สามารถใช้กับวิญญาณ ความทรงจำ หรือ ชีวิตได้ แต่เวทย์มนตร์ที่นอกเหนือกฏเกณฑ์เหล่านี้ ยังมีหลงเหลืออยู่ในโลกใบอื่น เช่น โลกของผู้วิเศษและปีศาจเป็นต้น ว่ากันว่า ยังคงมีพ่อมดที่ใช้เวทมนตร์กับวิญญาณได้อยู่ที่ไหนสักแห่ง
เวทย์มนตร์สามารถเรียนรู้ได้ และเป็นพลังที่เกิดจากในตัวของคนๆ นั้นเท่านั้น ดังนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถมีเวทย์มนตร์ได้
คำเรียกผู้ใช้เวทย์มนตร์ทั่วไปจะใช้คำว่า พ่อมด หรือ แม่มด และ คนกลุ่มนี้จะมีวิญญาณแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป
แต่เมื่อใดที่พ่อมดแม่มดมีพลังแข็งแกร่งขึ้นจนไม่ต้องใช้ไม้เท้าในการร่ายเวทย์มนตร์ มีความชำนาญ หรือ ครอบครองของวิเศษบางอย่างจะถูกกล่าวขานว่าเป็น [จอมเวทย์] ปัจจุบัน มีเพียง อัครมหาจอมเวทย์ของผู้รักษาทั้ง 4 และ คนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการเรียกขานเช่นนี้
ในโลกมนุษย์หรือฮิวแมนบอร์น ปีศาจที่มีอายุมากกว่า 700 ปี สามารถรับรู้การมีอยู่ของเวทย์มนตร์ได้ว่าเป็นสิ่งใด แตกต่างจากไสยเวทย์อย่างไร แต่ตัวละครที่อายุน้อยกว่านั้นจะไม่มีการรับรู้ถึงเวทย์มนตร์ แต่สามารถรู้จักไสยเวทย์ได้ ส่วนในเมจบอร์นจะไม่รู้จักไสยเวทย์เพราะยังคงเป็นโลกของผู้ใช้เวทย์มนตร์โดยสมบูรณ์ครับ
หลักการใช้เวทย์มนตร์ของจักรวาลนี้ มีหลักเกณฑ์เบื้องต้นคือ การวาดภาพผลสัมฤทธิ์ขึ้นในใจและเชื่อมั่นอย่างแรงกล้างเพื่อกำหนดพลังเวทย์จากร่างกายของผู้ใช้เวทย์ให้ไหลผ่านห้วงความคิดนั้นและก่อให้เกิดรูปธรรม
การควบคุมพลังได้หรือไม่จึงอ้างอิงจากสมาธิ จิต และระดับความฟุ้งซ่านในจิตใจ ผู้ใช้เวทย์มนตร์บางคนจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าในการช่วยควบคุมการใช้พลังเพื่อสกัดเอาภาพที่ชัดเจนของผลลัพธ์ในจิตใจออกมา และช่วยให้การร่ายเวทย์ง่ายขึ้นกว่าการใช้มือเปล่า โดยเวทย์มนตร์ที่เกิดขึ้นและใช้ได้จะแปรผันจากคุณสมบัติของผู้ใช้เวทย์มนตร์คนนั้นๆ
คุณสมบัติของผู้ใช้เวทย์มนตร์คือ อำนาจเวทย์พื้นฐานของผู้ใช้เวทมนตร์จะถูกใช้เป็นตีมของตัวละครในการสร้างเวทย์มนตร์ที่เกี่ยวข้องกันกับคุณสมบัตินั้นๆ สามารถกำหนดแบบรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้
ผู้ใชเวทย์มนตร์แต่ละคนจะมีคุณสมบัติ 1 อย่างเท่านั้น โดยสามารถอ้างอิงกับธาตุ วัตถุหรือความสามารถพิเศษที่เป็นจุดเด่นของตัวละครก็ได้ และจะรู้ได้ด้วยตนเองเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งหรือเมื่อเริ่มใช้เวทย์มนตร์ครั้งแรก เช่น เสียงเพลง/แสง/เงา/น้ำ/การชำระล้าง เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้เวทย์มนตร์ถนัด เป็นพรสวรรค์ที่ก่อให้เกิดอำนาจเวทย์ในรูปแบบที่สอดคล้องกับคุณสมบัติ เช่น
คุณสมบัติ [น้ำ] : เวทย์มนตร์ที่เกิดขึ้นหรือถนัดอาจเป็น การควบคุมน้ำ การเปลี่ยนสภาพน้ำ การชำระล้าง การลื่นไหล ยืดหยุ่น ฯลฯ
คุณสมบัติ [การสะท้อน] : เวทย์มนตร์ที่เกิดขึ้นหรือถนัดอาจจะเป็น การทำนายอนาคต การค้นหาข้อดีข้อเสียของฝ่ายตรงข้าม/ การอ่านอดีต เป็นต้น
ตราเวทย์หรือรอยสลักเวทย์
เป็นวงเวทย์ของผู้ใช้เวทย์มนตร์ เป็นเเหล่งกำเนิดพลังงานเวย์มนตร์จากในวิญญาณ ผู้ใช้เวทย์มนตร์มีทุกคนแต่กำเนิดใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานเวทย์มนตร์ให้ไหลเวียนในร่าง ผู้ที่ไม่มีตราเวทย์จะไม่สามารถใช้พลังหรือสัมผัสถึงเวทย์มนตร์ได้ สามารถออกแบบได้ตามผู้เล่นแต่ละคนสันทัด
ตราเวทย์หรือรอยสลักเวทย์นีจะทำหน้าที่เมือนวงจรไฟฟ้า ให้ก่อเกิดพลังเวทย์มนตร์ของแต่ละคนแต่ไม่ได้มายความว่าผู้ใช้เวทย์มนตร์ทุกนจะสามารถใช้พลังเวทย์ได้อย่ามีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับกระแสพลังเวทย์ภายในตัว การฝึกฝน สมาธิและปัจจัยอื่นๆที่มีร่วมกัน แน่นอนว่ารอยสลักเวทย์สามารถละทิ้งได้หากละทิ้งไปคนๆนั้นจะสูญเสียความเป็นผู้วิเศษและกลายเป็นมนุษยธรรมดาทันที
สำหรับผู้ใช้ไสยเวทย์จะไม่มีตราเวทย์ของตัวเอง การเขียนวงเวทย์เพื่อทำสิ่งมหัศจรรย์จึงเป็นระบวนการทดแทนการใช้พลังจากตราเวทย์ในรูปแบบหนึ่ง ตราเวทย์หรือรอยสลักเวทย์นี้จึงเป็นเครื่องชี้วัดว่าผู้ใดคือผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่แท้จริง แต่ก็มีบางประเภทเช่นกันที่ผู้ใช้เวทย์มนตร์ไม่สามารถใช้เวทย์มนตร์ของตนเองโดยตรงได้ เช่นตราเวทย์เสียหายจึงต้องอาศัยไสยเวทย์ในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทดแทนโดยใช้พลังเวทย์ของตนเองเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้องเข้ารับการซ่อมแซมปรับปรุงรอยสลักเวทย์ที่มีความเสี่ยงสูง ลักษณะนี้ถือเป็นโรคหนึ่งของผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่ถ่ายทอดจากการแต่งงานภายในตระกูลเดียวกันหรืออุบัติเหตุทางพันธุกรรม
ตราเวทย์จะปรากฏขึ้นเมื่อใช้เวทย์มนตร์บางประเภทหรือเรียกออกมาเองตามความตั้งใจของเจ้าของ โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีรฤกถึงและผายมือขึ้นให้มันปรากฏบนฝ่ามือหรือใช้เวทย์มนตร์แสงตราเวทย์เพื่อให้ปรากฏขึ้นมาแสดงต่อผู้อื่น
ยมทูตสามารถใช้ดวงตาของตนเองส่องดูรอยสลักเวทย์ของผู้ใช้เวทย์มนตร์ได้ แต่รอยสลักเวทย์ก็สามารถซ่อนเอาไว้ได้ด้วยเวทย์มนตร์ระดับสูงเช่นกัน
ขีดจำกัดของเวทย์มนตร์
การใช้เวทย์มนตร์ดูเหมือนว่าจะเป็นศาสตร์ที่ใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่แท้จริงแล้วทุกครั้งที่ใช้เวทย์มนตร์ปริมานเวทย์มนตร์ภายในตัวจะลดลงไป และจะฟื้นฟูได้ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่เหมือนไอวิญญาณที่นอนลับเพียงตื่นเดียวก็จะฟื้นคืนมาแล้ว หากฝืนใช้ต่อไปอาจก่อความเสียหายแก่ตราเวทย์ตนเองได้ สำหรับขีดจำกัดผู้เล่นสามารถกำหนดได้เองเนื่องจากปริมานและความสมดุลเวทย์มนตร์ในตัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน
การฟื้นฟูพลังเวทย์นั้นสามารถทำได้จากการหยุดใช้เวทย์มนตร์/การดื่มยาสมุนไพร หรือใช้กระบวนแพทย์แผนมนตรา เช่น การถ่ายโอนพลังเวทย์ของผู้อื่นไปยังผู้ที่มีพลังเวทย์น้อยกว่า การปรับสมดุลเวทย์มนตร์และการปรับแต่งตราเวทย์ของตนเอง
ท้ายที่สุด ว่ากันว่าความจริงเคล็ดลับของการปล่อยให้พลังเวทย์มนตร์ไหลเวียนได้ดีคือการบริหารการไหลเวียนด้วยวิธีต่างๆแตกต่างกันไปในแต่ละคน และยังมีความลับอื่นๆที่ไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการอีกมากเพื่อปรับพลังเวทย์ให้สมดุล แต่ก็มีเช่นกันที่ไม่มีผู้กระทำเช่นนั้น แล้วทำให้เวทย์มนตร์ของตนเองเสียสมดุลจนก่อเกิดเป็นโรคหรือเสื่อมถอยไปได้เช่นกัน
สื่อเวทย์ - ของที่ใช้ช่วยผ่อนแรงในการใช้ ไสยเวทย์ ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการทำเรื่องมหัศจรรย์ลดน้อยลงและมีความใกล้เคียงเวทย์มนตร์มากขึ้น ใช้เรียกอุปกรณ์ร่ายเวทย์ของผู้ที่ไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์มนตร์แต่กำเนิด
ไม้เท้า - อุปกรณ์สำหรับร่าย เวทย์มนตร์ ใช้เรียกอุปกรณ์ร่ายเวทย์มนตร์ของผู้ใช้เวทย์มนตร์แต่กำเนิดเท่านั้น อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของ ไม้เท้า จริงๆ ก็ได้ ผู้เล่นสามารถออกแบบได้อย่างอิสระ แต่ต้องมี [อัญมณี] ที่หลอมรวมเศษเสี้ยววิญญาณของตัวเองเข้าไปเป็นส่วนประกอบซึ่งเป็นคนละอย่างกับศิลาวิญญาณที่สกัดขึ้นจากไอวิญญาณทั้งหมด
สำหรับมณีสามารถเลือกได้ตามชอบและควรนำมาใช้ฝึกเวทย์มนตร์ก่อนนำมาขึ้นเป็นไม้เท้าของตนเองในขั้นตอนสุดท้ายครับ
ไม้เท้าจะเป็นวัตถุที่ช่วยให้การร่ายเวทย์มนตร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากการวาดภาพในใจและพลังเวทย์ในกายร่วมกับรอยสลักเวทย์ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ จึงเป็นวัตถุที่มีความสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นถึงระดับกลาง กรณีที่ผู้ใช้เวทย์มนตร์มีความชำนาญหรือมีระดับการฝึกฝนที่สูงขึ้นไป การใช้ไม้เท้าอาจไม่จำเป็นทุกกรณี อาจใช้เมื่อจำเป็นต้องร่ายเวทย์มนตร์ที่มีความยิ่งใหญ่อลังการ หรือเวทย์ที่จัดอยู่ในระดับมหามนตราเป็นต้น แน่นอนว่าถ้าเป็นกลุ่มเริ่มต้นไม่มีไม้เท้า อาจร่ายแล้วไม่เกิดผลหรือควบคุมได้ยากนะครับ
วัตถุเวทมนตร์ - อุปกรณ์ใช้เวทมนตร์สำเร็จรูป มีกลไกการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เอาไว้ใช้เฉพาะจุดประสงค์บางประการ เช่น ระเบิดไฟเวมนตร์ เมื่อโยนแล้วก่อให้เกิดเปลวไฟกลางอากาศ
วัตถุไสยเวท - อุปกรณ์ใชไสยเวทสำเร็จรูป มีกลไกทำงานเพียงอย่างเดียว เอาไว้ใช้เฉพาะจุดประสงค์บางประการ เช่น กระดาษไสยเวทเคลื่อนย้าย เมื่อใช้แล้วจะสามารถนำพาสิ่งของไปยังที่แห่งหนึ่งห่างจากจุเดิม 5 เมตร ได้โดยมีกระดาษเป็นค่าใช้จ่าย
เป็นวัตถุเวทย์มนตร์โบราณที่เหล่าจอมเวทย์ต่างใฝ่ฝันจะได้มาครอบครอง มีพลังเวทย์มนตร์ที่จะทำให้เจ้าของมีพลังเหนือกว่าผู้ใช้ทั้งมวล ว่ากันว่ามันสามารถ ยกเลิก ทำให้หายไป ย้อนที่มาและต้นกำเนิดของเวทย์มนตร์หรือคำสาปได้ กล่าวคือ มันสามารถทำให้เวทย์มนตร์หรือคำสาปที่มีอยู่หายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ได้
มงกุฎจักรพรดิ์จอมเวทย์แม้ไม่มีรูปร่างที่แท้จริง แต่ก็เป็นวัตถุเวทย์มนตร์ที่ใครหลายคนปรารถนา ไม่ว่าจะเพื่อเป็นเครื่องมือที่นำมาสู่อำนาจ เงินตรา หรือ ความเป็นราชาของที่ใดที่หนึ่ง แต่ตามตำนานเล่าว่า มงกุฎนั้นจะเลือกผู้ที่ถือครองมันและให้บททดสอบจิตใจเพื่อแลกกับพลังอันยิ่งใหญ่ หากจอมเวทย์ผู้ได้รับบททดสอบพ่ายแพ้แก่มัน จะตกเป็นของมัน ได้รับคำสาปและพรในข้อเดียวกัน เพื่อแลกกับพลังที่ไม่มีใครมีได้นั้นในขณะเดียวกันหากสามารถชนะบททดสอบนั้นได้ ก็จะเป็นผู้ควบคุมมันและใช้พลังของมันได้อย่างอิสระ
ในเรื่องเล่าของผู้ใช้เวทย์มนตร์จึงเชื่อกันว่าในยามที่วิกฤตมาเยือน ผู้ถือมงกุฎจะปรากฏตัวเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้ใช้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ในอดีต อัครเสนาบดีมหาจอมเวทย์แห่งดินของผู้รักษา เอริโอ เป็นคนถือครองเอาไว้และอยู่เคียงข้างราชาอเดลาห์ทำให้ผู้ใช้เวทย์มนตร์เกรียงไกรเหนือใคร ส่วนปัจจุบัน มงกุฏนั้นได้เปลี่ยนผ่านไปยังใครสักคนแล้ว เขาคนนั้นอาจอยู่ที่ไหนสักแห่งและอาจปรากฏตัวมาเพื่อช่วยเหลือเมื่อยามจำเป็นก็ได้นะ
คำสาป คือ การใช้ไสยเวทย์หรือเวทย์มนตร์ทำให้วิญญาณมีความ [ผิดปกติ] หรือเป็นโรค เกิดขึ้น ภายนอกอาจไม่แสดงผลอย่างชัดเจน แต่สามารถตรวจสอบได้จากการมองวิญญาณผ่านดวงตาของยมทูต สังเกตอาการป่วย หรือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายบางประการได้
เมื่อโดนสาป วิญญาณปกติของสิ่งมีชีวิตที่โดนสาปนั้นจะมีลักษณะเปลี่ยนไป อาจเป็นรอยแต้ม เปลือกเปลี่ยนสี มีเงา หรือ มีควันสีดำปกคลุมอย่างไรก็ได้ แต่จะไม่มีลักษณะของการ [เกิดตราประทับ] หรือ มีตำหนิในลักษณะที่คล้ายกับตราของปีศาจ
ส่วนใหญ่แล้วคำสาปจะเริ่มปกคลุมจากไอวิญญาณก่อน แล้วจึงจะค่อยๆคืบคลานเข้าไปยังส่วนอื่นๆ หากปล่อยเอาไว้โดยไม่แก้ไข วิญญาณจะค่อยๆเสื่อมสลาย พังทะลาย หรือมีผลอื่นๆตามแต่ประเภทของคำสาปนั้นๆระบุเอาไว้ แต่ก็มีคำสาปบางประการเช่นกันที่กัดกินวิญญาณด้วยความรวดเร็ว
การสาป ทางไสยเวทย์ เกิดขึ้นได้ด้วยการประกอบพิธีให้เกิดของต้องสาปขึ้น มักมีลักษณะเป็นของเหลวสีดำ จากนั้นให้นำไปสัมผัสเป้าหมายด้วยวิธีใดก็ได้ เช่น จับ ดื่ม ฉีด แตะ เป่าละออง ฯลฯ ส่วนวิธีถอนคำสาปนั้น ใช้รูปแบบเดียวกับการสร้างคำสาป แต่การประกอบพิธีจะแตกต่างกันนั่นเอง
การถอนคำสาป จะถอนได้ก็ต่อเมื่อผู้มีพลังเวทย์แข็งแกร่งกว่าเป็นผู้ถอนให้ หรือ ผู้ร่ายคำสาปเป็นผู้ถอนให้เอง แน่นอนว่าผู้ที่ถูกสาปจะไม่สามารถถอนด้วยตัวเองได้เนื่องจากมีสถานะ [ถูกสาป] แต่สามารถประกอบพิธีเพื่อบรรเทาหรือชะลอการกัดกินของคำสาปนั้นได้
***หมายเหตุ : คำสาปถือเป็นหนึ่งในสถานะผิดปกติของตัวละคร สามารถใช้ความสามารถของยมทูต หรือ ใช้เวทย์มนตร์ระดับสูงในการถอนออกได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีไสยเวทย์ ทั้งนี้ขอให้ตรวจสอบกับผมอีกครั้งนะครับ***
การแปรธาตุ (Alchemy) ถือเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ใช้การแลกเปลี่ยนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์โบราณที่เรียกได้ว่าตอนนี้หาผู้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะวิธีการต่างๆและตำราทั้งหมดสูญหายไปในช่วงศตวรรษที่ 18 ของฮิวแมนบอร์น
การเล่นแร่ฯ มีส่วนสำคัญคือ การใช้วงเวทย์เป็นส่วนประกอบในการแลกเปลี่ยน และต้องมีวัตถุดิบในการ วิเคราะห์ แยกส่วน และประกอบใหม่ตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ดังนั้น การเล่นแร่ฯ จะไม่สามารถใช้อะไรก็ได้ในการเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้อย่างไร้ขีดจำกัดเหมือนกับไสยเวทย์ เช่น ถ้าต้องการสร้างดาบ ก็ต้องใช้โลหะและคาบอน เป็นวัตถุดิบ เป็นต้น ปัจจุบันศาสตร์นี้ได้สาปสูญไปแล้วในฮิวแมนบอร์น
ศิลาวิญญาณ คือ หินที่หลอมขึ้นจากดวงวิญญาณของมนุษย์ ตรงกันข้ามกับศิลานักปราชญ์ที่ทำขึ้นจากชีวิตมนุษย์เป็นๆ ว่ากันว่าจะต้องใช้วิญญาณมนุษย์หลายร้อยดวงในการทำมันขึ้นแต่ว่า ก็มีบันทึกว่ามีจอมเวทย์ผู้หนึ่งครอบครองมัน...โดยศิลาที่ [จอมเวทย์] คนนั้นถือครองนั้น เป็นศิลาที่ทำจากการสกัดวิญญาณของเขาเองเพียงคนเดียว
ว่ากันว่าศิลาวิญญาณคือวัตถุเวทย์มนตร์ที่ทำให้ผู้ครอบครองมันสามารถใช้เวทย์มนตร์เกินขีดจำกัดได้ ศิลาจะดูดซึมพลังเวทย์ของคนๆนั้นเอาไว้และทำหน้าที่ขยายขอบเขตพลังงาน รวมถึงอำนาจที่ทำได้ให้เหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อว่ามันจะช่วยแบ่งเบาภาระในการร่ายเวทย์มนตร์ขนาดใหญ่ให้ได้อย่างมาก และเวทย์มนตร์ที่ร่ายโดยการใช้ศิลาวิญญาณประกอบจะสามารถผสานหลายอย่างเอาไว้ด้วยกันและมีความใกล้เคียงกับ [ปฏิหารย์] ของผู้สร้างสรรค์ได้เลย
ในยุคสมัยหนึ่งเคยมีผู้พยายามสร้าง ศิลาวิญญาณอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาผู้ใช้เวทย์มนตร์ อย่างไรก็ดี ศิลาวิญญาณเป็นวัตถุเวทย์มนตร์ และต้องใช้การสกัดไอวิญญาณในการตั้งต้นทำมัน อาจสร้างได้ด้วยวิธีทางไสยเวทย์หรือเวทย์มนตร์โบราณ แต่ยังไม่เคยมีใครทำให้มันเกิดขึ้นได้(?) อย่างไรก็ตาม เพราะการใช้ไสยเวทย์และเวทย์มนตร์กับวิญญาณ...เป็นเรื่องต้องห้าม
ส่วนศิลานักปราชญ์เป็นศิลาในตำนานที่ว่ากันว่าใช้มนุษย์เป็นๆจำนวนมากในการหลอมมันขึ้นตรงกันข้ามกับศิลาวิญญาณ เป็นของที่เกิดจากการเล่นแร่ฯ แปรธาตุ ว่ากันว่ามันมีอยู่จริงที่ไหนสักแห่งหนึ่ง