เมจบอร์น เป็นโลกต้นกำเนิดของผู้ใช้เวทย์มนตร์ ที่ที่ผู้ใช้เวทย์มนตร์ถูกสร้างขึ้นที่แรกก่อนกระจายตัวออกไป มีเพียงผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่เป็นมนุษย์ เหล่าสัตว์วิเศษต่างๆและปีศาจเท่านั้นที่อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ ไม่มีเผ่าพันธ์ุอื่นเนื่องจากผลของสงครามระหว่างผู้ใช้กับปีศาจได้กลืนเอาเผ่าพันธ์ุอื่นๆและทำให้ล่มสลายไปจนหมดแล้ว
โลกใบนี้มีกระแสเวทย์มนตร์ไหลเวียนอยู่ทุกพื้นที่ ก่อให้มนุษย์ที่เกิดมามีพลังเวทย์ในตัว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้มันได้ และใช่ว่าทุกเผ่าพันธ์ุจะรองรับมันได้เช่นกัน
ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น แต่โลกใบนี้ได้รับการซ่อมแซมและกำลังก้าวเดินไปสู่ยุคใหม่แล้ว
เมจบอร์น โลกแต่โบราณกาลเพียงหนึ่งเดียวที่แต่เดิมเป็นโลกที่สมบูรณ์ เกิดมาพร้อมกับโลกโบราณใบอื่นๆ เช่น ปรภพ มีพลังเวทย์ก่อเกิดด้วยตนเอง แต่กลับไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ กระทั่งเหตุการณ์หายนะครั้งแรกเกิดขึ้นในโลกใบอื่น ประตูสู่โลกทุกใบเปิดออกพร้อมกัน เชื่อมโยงกันเพื่อให้มนุษย์ในโลกใบแรกสุดอพยพหนีตายไปยังโลกใบต่างๆ ในตอนนั้น เหล่ามนุษย์บางส่วนที่ถูกสร้างจากโลกใบแรกก็ย้ายถิ่นฐานมายังโลกที่มีกระแสเวทย์มนตร์นี้ และกลายเป็นผู้มีพลังเวทย์ในที่สุด เมื่อเกิดเช่นนั้นโลกใบใหม่นี้จึงได้รับการเรียกขานว่า 'เมจบอร์น เวิร์ล' หรือ โลกต้นกำเนิดของผู้ใช้เวทย์มนตร์
แต่น่าเสียดายที่ในการอพยพไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่หลั่งไหลหนีตายไป แต่กลับมีปีศาจที่อาศัยอยู่ในช่องว่างระหว่างโลกแต่ละใบ ได้เดินทางเข้าไปด้วยเช่นเดียวกับโลกใบอื่นๆ และนับแต่นั้น เมจบอร์นจึงเป็นโลกที่มีผู้ใช้เวทย์มนตร์ ผู้อพยพจากโลกอื่นๆ และปีศาจอาศัยอยู่รวมกัน
ครั้นยุคสมัยหนึ่ง เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แก่เมจบอร์น มีผู้อ้อนวอนขอให้ผู้คุ้มกฏรุ่นที่ 2 สร้างเสาพลังเวทย์ขึ้นมา เพื่อกระจายกระแสเวทย์มนตร์ทั่วโลกให้สมดุลส่งผลให้มนุษย์ทุกคนที่เกิดต่อไปบนโลกนี้กลายเป็นผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่นั้นเมจบอร์นจึงกลายเป็นโลกที่มีเสาจำนวน 5 ต้น เป็นหลักในการเชื่อมโยงกระแสเวทย์มนตร์และกระจายมันอย่างเท่าเทียมทั่วทั้งใบหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้ก่อเกิด และเพราะความสมดุลนี่เอง ต้นไม้แห่งชีวิต [เซฟิรอธ] ก็ได้งอกงามขึ้นเมื่อกระแสเวทย์มนตร์สมบูรณ์
นับแต่นั้น กระแสเวทย์มนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในเมจบอร์นก็หล่อเลี้ยงไปทั่วโลก ปกคลุมสรรพสิ่งไปด้วยพลังเวทย์ ทำให้บางเผ่าพันธ์ุที่ไม่สามารถทนต่อพลังงานเท่านั้นได้ ก็ค่อยๆ ล้มตายไปจนสุดท้ายเหลือเพียงผู้ใช้และเหล่าปีศาจ ช่วงเวลานั้น ทั้งสองเผ่าพันธ์เริ่มมีปัญหาระหองระแหงกันมานานเพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่ไม่เหมือนกันและเนื่องจากผู้ใช้เวทย์มนตร์ปรารถนาความยิ่งใหญ่เหนือใครตามแนวคิดของราชาสมัยนั้น 'อเดลาห์' ทำให้มีผู้ใช้บางกลุ่มยิ่งต่อต้านปีศาจอย่างหนัก ฝ่ายราชาก็เช่นกัน
กระทั่งมาถึงจุดแตกหัก สงครามระหว่างสองเผ่าพันธ์ุเกิดขึ้นเมื่อราชาปีศาจล้มลงและถูกสังหารจากราชาอเดลาห์(?) นับแต่นั้นผู้ใช้เวทย์มนตร์ก็เป็นฝ่ายครอบครอบโลกใบนี้เอาไว้ มีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ กักปีศาจเอาไว้ในพื้นที่เล็กๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดจีรัง
น่าเสียดายที่บันทึกประวัติศาสตร์ถูกทำลายและจางหายไปตามกาลเวลาเพราะการพังทะลายของโลกทำให้เหลือข้อมูลเพียงที่กล่าวไป กาลเวลา ศักราชของเหตุการณ์และอดีตเลือนลางไม่ชัดเจน ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเล่าขานเป็นมุขปาฐะผ่านผู้ที่เคยอยู่ร่วมสมัยหรือเคยได้ยินมาเพียงเท่านั้น แต่ก็มีเช่นกันเหล่าบันทึกเก่าที่ถูกรวบรวมกลับมา มันอาจอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองสักเมืองที่ล่มสลายก็ได้นะ
เพราะเหตุการณ์เมื่อ 400 ปีก่อน เสาทั้งหมดถูกพังลง ราชาหายตัวไปและเชื่อกันว่าสิ้นพระชนม์ เหลือเพียงเสาต้นสุดท้ายในที่หลบภัยใต้ดินของผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาและซุกซ่อนด้วยหลักการหลายอย่างเพื่อไม่ให้เหล่าปีศาจหาส่วนบนของเสาที่ยื่นขึ้นไปเหนือพื้นดินพบ ส่วนท่อนล่างหรือฐานเสายื่นลงมาภายในเมืองใต้ดิน ‘ปาสคา’ ที่ผู้เล่นอาศัยอยู่ และยังพอส่งกระแสเวทย์มนตร์เข้มข้นเพียงพอในการคุ้มภัยหรือเติมเต็มพลังเวทย์ให้กับทุกคนที่เหลือได้
ปัจจุบัน (2023) ได้รับการฟื้นฟูกลับมาเสากระจายพลังเวทย์ได้รับการซ่อมแซม เมจบอร์นได้ความรุ่งเรืองคืนมาอีกครั้ง กลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยกระแสเวทย์มนตร์ดังเดิม เสาทุกต้นได้รับการเชื่อมโยงกันและต้นไม้แห่งชีวิตเซฟิรอธผลิบาน ในตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนาเทคโนโลยีและสิ่งปลูกสร้างให้คืนกลับมา รวมถึงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธ์ุด้วย
แผนที่โลก
เมจบอร์นประกอบไปด้วยพื้นที่ 3 รูปแบบ นั่นคือพื้นที่ของผู้ใช้เวทย์มนตร์ทั้งหมด พื้นที่ของปีศาจทั้งหมด และพื้นที่แบบผสม โดยพื้นที่ของผู้ใช้เวทย์มนตร์โดยสมบูรณ์ จะเป็นปาสคา เมืองที่เคยใช้สำหรับลี้ภัยก่อนภารกิจฟื้นฟูโลกจะถูกดำเนินการ ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูและมีผู้คนมาตั้งบ้านเมืองบนผิวดินแล้ว
ส่วนลินดอนจะเป็นพื้นที่ของผู้ใช้เวทย์มนตร์และปีศาจที่มีการกำหนดเขตหรือแบ่งพื้นที่การเข้าถึงจุดต่างๆอย่างชัดเจน การจะเข้าไปยังพื้นที่บางพื้นที่จะต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีๆไปจากเหล่าผู้ปกครองเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้
สำหรับไอรีนแอดเน่หรือเมืองหลวงเดิมเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะก่อนหน้า ตอนนี้จึงยังเป็นพื้นที่ห้ามเข้า แต่มีการตรวจตราและรอบๆชายขอบมีผู้คนมาตั้งหมู่บ้านอยู่บ้าง โดยมีทั้งปีศาจและผู้ใช้เวทย์มนตร์แบ่งกันอยู่เป็นกลุ่มๆ
ฝั่งฮังเป็นเมืองการค้าแบบผสมที่ปีศาจและผู้ใช้เวทย์มนตร์อยู่ร่วมกันโดยสมบูรณ์ ในขณะที่ฮาเบอร์ธอตยังถูกปิดตาย เฮโลซาถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ศูนย์กลางศาสนาเนื่องจากเป็นโบสถ์เก่า เซเลเทก็ยังคงเป็นพื้นที่ของปีศาจทั้งหมดแต่ก็ได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดแบบค่อยเป็นค่อยไป เหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์สามารถเข้าไปท่องเที่ยวได้แต่ยังไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่รวมกันหรือค้างแรมถาวร
ต้นไม้แห่งชีวิต - [เซฟิรอธ]
เซฟิรอธเป็นต้นไม้พิเศษที่ใช้หล่อเลี้ยงสมดุลของโลกใบนั้นๆ เหมือนแกนหรือเสาหลักของโลก เซฟิรอธเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าโลกใบนั้นถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคโบราณและผู้สร้างคนแรกเคยเหยียบย่างไปที่นั่น แต่เดิมในเมจบอร์น เซฟิรอธเติบโตขึ้นจากกระแสพลังงานเวทย์มนตร์ที่เสถียร เมื่อเสาทั้ง 5 ต้น ทำงานพร้อมกัน เซฟิรอธงอกเงยจากพื้นดินที่ว่างเปล่ากลายเป็นต้นไม้เรืองแสงขนาดใหญ่ทำหน้าที่กระจายพลังงานเวทย์มนตร์ให้ปกคลุมโลกทั้งใบได้อย่างทั่วถึง ช่วยให้สรรพสิ่งถูกฟื้นฟูพลังเวทย์และดำรงอยู่ได้ภายใต้ความสมดุลของเวทย์มนตร์ รวมถึงช่วยให้สรรพสิ่งที่ก่อเกิดในโลกใบนั้นมีพลังเวทย์ มีชีวิตขึ้นมาและช่วยให้มีการหมุนเวียนพลังเวทย์อย่างเป็นระบบด้วย
ตามเรื่องเล่าต่อกันมาเซฟิรอธที่เมจบอร์นเป็นต้นไม้เพียงแห่งเดียวที่คนเป็นจะเดินทางไปสัมผัสได้ เนื่องจากอีกต้นที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นอยู่ในโลกคนตายหรือปรภพนั่นเอง
ปัจจุบันเซฟิรอธได้งอกงามอยู่ที่เมจบอร์นดังเดิมแล้ว มันอยู่บริเวรใจกลางโลกระหว่างลินดอนกับเซเลเทพอดี สามารถมองเห็นได้จากทุกดินแดน และผลจากการคืนกลับมาของต้นไม้แห่งชีวิต ทำให้สมุนไพรที่อยู่ในบริเวณนั้นมีอานุภาพในการรักษามากกว่าที่อื่น
ในเมจบอร์นมีกระแสพลังเวทย์ไหลอยู่ทั่วไปในทุกสรรพสิ่ง แต่กระแสพลังเวทย์เหล่านั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงหรือต่อให้ใช้ได้จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในยุคสมัยหนึ่ง ‘อเดลาห์’ อดีตราชาของผู้ใช้เวทย์มนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ขอร้องให้ผู้คุ้มกฏคนหนึ่งช่วยสร้างเสาที่จะทำให้พวกเขาใช้เวทย์มนตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมา แน่นอนว่าผู้คุ้มกฏคนนั้นยอมสร้างให้จนผู้ใช้เวทย์มนตร์เป็นเผ่าพันธ์ุที่ยิ่งใหญ่เหนือเผ่าอื่นๆ แต่กลับทำให้เผ่าพันธ์ุอื่นๆค่อยๆสาปสูญไปเพราะร่างกายไม่อาจต้านทานพลังงานเวทย์มนตร์ได้ไหว จนสุดท้ายเหลือเพียงผู้ใช้และปีศาจเท่านั้น
เมื่อเสาถูกทำลายลงพร้อมกับการล่มสลายของผู้ใช้เวทย์มนตร์ กระแสเวทย์มนตร์ที่เคยปกคลุมอยู่ทั่วไปขาดการเชื่อมโยงกันและไม่สามารถปันพลังงานมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์จึงค่อยๆ อ่อนแอลง ส่งผลให้ปีศาจเข้ามารุกรานได้โดยง่ายและสุดท้ายบนแผ่นดินก็กลายเป็นเรื่องต้องห้ามไม่ให้ผู้ใดขึ้นไปเพื่อรักษาเผ่าพันธ์ุของผู้ใช้กลุ่มสุดท้ายเอาไว้
เหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์พยายามตามหาวิธีซ่อมและรักษามันตลอดมา แต่ผลของการระเบิดและล่มสลายรวมถึงการทำลายของเหล่าปีศาจทำให้ชิ้นส่วนของเสาแต่ละแห่งถูกแยกออกเป็นส่วนๆ กระจายหายไปในแผ่นดิน การจะซ่อมและตั้งขึ้นมาใหม่นั้นจึงต้องอาศัยการหาชิ้นส่วนให้ครบและทำพิธีตั้งเสาใหม่ด้วยผู้ใช้เวทย์มนตร์จำนวนเลขคู่เท่านั้น ทำให้ก่อนหน้านี้สรรพกำลังที่เหลือเพียงเล็กน้อยไม่สามารถทำได้
หลังจากตั้งเสาเรียบร้อยแล้วปัจจุบันพลังเวทย์มนตร์ของเมจบอร์นจึงฟื้นฟูกลับมา กระจายไปทั้งโลกและกลับไปทำให้โลกเข้าสู่ยุคใหม่หรือยุคของการอยู่ร่วมกันระหว่างสองเผ่าพันธ์ุในที่สุด
โลกใบนี้มีระบบภาษาแบบเดียวกับฮิวแมนบอร์นแต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ส่วนอักษรใช้อักษรโรมันทั้งหมดครับ ส่วนวิธีเขียนถอดเสียงแบบ romanization เอา เพื่อความสะดวกสำหรับเหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์ที่เดินทางออกไปได้
สภาพแวดล้อม
แต่ก่อนเมจบอร์นเป็นโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีพลังเวทย์ไหลเวียนอย่างสมดุล ทรัพยากรพอเพียงกับทุกฝ่ายและส่วนใหญ่ถูกครอบครองด้วยผู้ใช้เวทย์มนตร์ เป็นหลัก เผ่าพันธ์ุอื่นๆเองก็อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใช้เวทย์มนตร์ มีการส่งสเบียงทรัพยากรและการแบ่งปันกันอย่างสงบสุข กระทั่งเกิดรอยร้าวระหว่างสองเผ่าพันธ์ุขึ้น การแบ่งเขตก็เริ่มชัดเจนกลายเป็นอาณาจักรขึ้น แต่ละกลุ่มก็พยายามเข้าครอบครองทรัพยากรและพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดพื้นที่ขาดแคลนขึ้นในโลก กระทั่งเมื่อถึงจุดแตกหักและล่มสลายของผู้ใช้เวทย์มนตร์ ช่วงเวลาหนึ่งโลกทั้งใบได้กลับเป็นสีเขียวชะอุ่ม ก่อนทุกอย่างจะหยุดเจริญเติบโตและมีทรัพยากรอย่างจำกัด กล่าวคือสิ่งที่เคยเติบโตได้หยุดชะงักลงเพราะขาดพลังเวทย์และกำลังถูกใช้ไปเรื่อยๆจากผู้ที่หลงเหลืออยู่
ในช่วงเวลา 400 ปีแห่งความแร้นแค้นหรือก่อนซ่อมแซมเสากระจายพลังเวทย์กลับคืนมา เมจบอร์นจึงกลายเป็นโลกที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนขั้ว ในส่วนที่เป็นป่าและเป็นเมืองอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในพื้นที่ปีศาจตั้งถิ่นฐานจะกลายเป็นเมืองที่มีการพัฒนา ใช้ทรัพยากรจนมีความเจริญก้าวหน้า ช่วงเวลาที่ผ่านมาค่อยๆ เมืองของเหล่าปีศาจกินพื้นที่ตั้งแต่ส่วนกลางโลกลุกลามเพิ่มมากขึ้นเมื่อทรัพยากรร่อยหรอ ส่วนพื้นที่ที่เหลือยังเป็นป่า มีปีศาจแทรกซึมอยู่ทั่วไป ปนไปซากของเมืองโบราณและสถานที่ต่างๆที่เคยมีอยู่มี 400 ปีก่อน ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างเต็มเปี่ยม
ปัจจุบัน เมจบอร์นกลายเป็นโลกที่กำลังเปลี่ยนค่านิยมการอยู่ร่วมกันของสองเผ่าพันธุ์ ริเริ่มนโยบายสมานฉันท์และแบ่งส่วนการปกครองใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปผู้คนค่อยๆปรับตัวเข้าหากัน แต่ก็มีส่วนที่ยังหวากระแวง แตกแยก หรือไม่เข้าร่วมด้วยอยู่ คงต้องใช้เวลาอีกสักรุ่นหนึ่งโลกจึงจะรวมเป็นหนึ่งเดียว
สภาพสังคมและเทคโนโลยี
แต่เดิมแล้วเมจบอร์นสามารถแบ่งออกเป็น 2 สังคมใหญ่ๆ คือฝั่งผู้ใช้เวทย์มนตร์และฝั่งปีศาจ
สมัยก่อนเกิดการล่มสลาย ฝั่งของผู้ใช้เวทย์มนตร์มีสภาพความเป็นอยู่เช่นเดียวกับชาวตะวันออกตามโลกจริง เทียบเคียงแถบ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทิเบต อินเดีย แต่เดิม มีความเจริญใกล้เคียงกับฝั่งปีศาจ แต่ไม่นิยมเทคโนโลยีจากไฟฟ้าหรือไอน้ำ พัฒนาสิ่งของใกล้เคียงกันแต่ใช้เวทย์มนตร์ในการดำเนินการเป็นหลัก ไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่มีการสื่อสารไร้สายด้วยกระจกเวทย์มนตร์ การเดินทางมีทั้งใช้สัตว์และยานพาหนะที่ถูกพัฒนาขึ้น เช่นเรือเหาะ หรือ บอลลูน
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีของผู้ใช้สมัยก่อน อยู่ในในระดับสูง มีการวิจัยพัฒนาพลังเวทย์เพื่อใช้งานในรูปแบบต่างๆ ทั้งพลังงาน การแพทย์ คุณภาพชีวิต วัตถุเวทย์มนตร์ หรือ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบต่างๆ เกิดวิทยาการเวทย์มนตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณได้บางส่วนก่อนถูกห้ามไปเพราะความอันตราย เนื่องจากมีผู้พยายามใช้มันทำให้ผู้ใช้แข็งแกร่งขึ้น ช่วงแรกมีข่าวว่าทางราชสำนักเองก็สนับสนุน แต่ผู้ใช้เวทย์มนตร์หลักสองคนที่ทำงานด้านนั้นกลับหายตัวไปเมื่อตระหนักถึงความอันตรายในอนาคต เทคโนโลยีนั้นจึงถูกระงับไป ส่วนเอกสารและงานวิจัยเหล่านั้นไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน อาจถูกเผาไปแล้วก็ได้กระมัง?
เมื่อสูญเสียพื้นที่บนดินไป เทคโนโลยีเสื่อมถอยลง ช่วงนั้นจึงมีความก้าวหน้าความเจริญใกล้เคียงกับ ญี่ปุ่นในยุคไทโช ศตวรรษที่ 18 หรือช่วงเวลาของเอเชียก่อนจะมีไฟฟ้า แต่ค่อนข้างมีสภาพขาดแคลนและแร้นแค้น ยังคงใช้การจุดเทียนหรือเวทย์มนตร์ให้แสงสว่าง ติดต่อสื่อสารกันด้วยจดหมายหรือใช้กระจกชิ้นเล็กเท่าฝ่ามือทำกระจกสื่อสารไร้สายขึ้นอย่างง่ายๆ วิธีติดต่อใช้การร่ายเวทย์มนตร์ตามรอยสลักเวทย์ที่บันทึกเอาไว้ในเศษกระจก เฉพาะเศษที่เคยจับคู่กันเท่านั้นจึงจะติดต่อหากันได้ (คล้ายกับการจดจำรายชื่อในโทรศัพท์มือถือแล้วแลกเบอร์กัน)
นอกจากนี้ เหล่าผู้ใช้ก็หันไปอยู่กับขนบแนวดั้งเดิม อิงแอบกับธรรมชาติและเน้นความเรียบง่ายเป็นหลักกว่าแต่ก่อนเพราะทรัพยากรขาดแคลน ของต่างๆ กลับไปใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ดิน หิน และ ไม้ เป็นส่วนหลัก เหล็กเป็นส่วนน้อยจากเท่าที่หาได้ นิยมเครื่องประดับทำจากเชือก หิน กระจกสีหรืออัญมณี บ้านและที่อยู่อาศัยสร้างจากดิน อิฐ หินและไม้
ภายหลังเสากระจายพลังเวทย์กลับคืนมา เทคโนโลยีของผู้ใช้เวทย์มนตร์ได้รับการปันความรู้จากปีศาจและฟื้นฟูจากคนรุ่นเดิม ตอนนี้หลายๆอย่างจึงค่อยๆคืนกลับมาแและกำลังจะกลับไปรุ่งเรืองเหมือนอดีตในอีกไม่นาน
ส่วนฝั่งปีศาจจะเทียบเคียงกับ ตะวันตกในยุค ศตวรรตที่ 18-19 เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ากว่าฝั่งผู้ใช้เวทย์มนตร์ มีการใช้ โลหะ ไอน้ำ ไฟฟ้า และมีแนวความเป็นอยู่ในรูปแบบเซตติ้ง Stream Punk Fantasy เป็นหลักครับ
ความเป็นอยู่ทั่วไป
แต่ก่อนผู้ใช้เวทย์มนตร์อาศัยยู่บนพื้นดิน เป็นหมู่บ้าน อาคารเตี้ยๆ ปราสาทหรือคฤหาสน์ที่สร้างจากอิฐและหินประกอบกับไม้ และวัสดุอื่นๆ ใกล้เคียง มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตคล้ายกับฝั่งปีศาจ แต่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ยังจุดเทียนและประทีบให้แสงสว่างเป็นหลัก และนิยมอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกระจุกอยู่บริเวณปราสาทของราชา
ส่วนพื้นที่อื่นๆ อาศัยกระจายอยู่ใกล้แม่น้ำและป่าเป็นหลักตามแต่สะดวกที่จะตั้งถิ่นฐาน เมื่อต้องการเดินทางก็ใช้พาหนะหรือสัตว์ป่าในการเดินทาง รวมถึงตามหมู่บ้านหรือเมืองทุกขนาดจะมีท่าอากาศยานสำหรับขึ้นเรือเหาะอยู่ด้วย ส่วนที่ติดน้ำก็ใช้เรือเดินทางเช่นกัน
ทุกครัวเรือนจะแขวนรูปองค์ราชา และนิยมเข้าสวดภาวนาในศาสนสถานของหมู่บ้านในวันอาทิตย์ บางช่วงเวลา เช่นวันสิ้นปีหรือวันเทศกาล ทุกคนมักจะเริ่มจากการสวดภาวนาที่โบสถ์แล้วค่อยไปทำกิจกรรมอย่างอื่นหรือออกเที่ยวครับ
อาหารปรุงจากป่า พืชพันธ์ุ แป้ง และเนื้อสัตว์ดำเนินวิถีไม่ต่างจากมนุษย์ในโลกฮิวแมนบอร์นหรือโลกมนุษย์ทั่วไป มีเทศกาลเป็นประจำทุกเดือน เกี่ยวข้องกับทั้งการเกิด การเฉลิมฉลอง การตาย มีทั้งงานเทศกาลหลวงที่จะปฏิบัติเหมือนกันหมดและงานราษฎร์ที่จัดขึ้นกันเองตามแต่ละหมู่บ้าน กล่าวคือบางหมู่บ้านมีเทศกาลของตนเอง และมีวัฒนธรรมเฉพาะ แต่ช่วงกลางปีมักจะมีงานให้หนุ่มสาวได้พบปะกัน หากมีแขกมาเยือนพวกเขาจะจัดงานแสดงความสามารถทางเวทย์มนตร์ที่เรียกว่า 'มหรสพแห่งดวงดารา' เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความสนุกสนานระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนภายในหมู่บ้าน
หลังจากโลกล่มสลาย ทุกอย่างที่เคยมีสูญมลายไป ทำให้เหล่าคนที่เหลือรอดต้องลงไปอยู่ใต้ดิน สร้างพื้นที่เป็นโพรงขนาดใหญ่คล้ายถ้ำที่มีแสงส่องเข้ามาได้บางจุด ตั้งอยู่ใต้เสาต้นสุดท้าย ปรกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ พวกเขาทำให้มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อาศัยการขุดดินเป็นบ้าน ห้อง และสถานที่ต่างๆ รวมคนเอาไว้ มีโถงกลางใหญ่ไว้จัดกิจกรรมและทำประโยชน์ต่างๆอย่างอเนกประสงค์ พยายามเก็บสิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่หาได้ให้คืนกลับมา เตรียมตัวรื้อฟื้นและพยายามรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นยู่ และเทคโนโลยีเท่าที่ทำได้ในสภาพนั้น
เมื่อลงไปอยู่ในโพรงใต้ดิน เหล่าผู้ใช้เผชิญกับความแร้นแค้นทางทรัพยากรณ์จนมีบางส่วนพยายามพัฒนาเทคโนโลยียกระดับความเป็นอยู่ด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้จริง ท้ายสุดก็ยังคงต้องลอบขึ้นไปด้านบนเพื่อหาอาหาร น้ำ และสิ่งอื่นๆมาดำรงชีวิต แน่อนว่ามีการสั่งห้ามเอาไว้ แต่ทุกคนก็รู้ว่าข้อห้ามเหล่านั้นมีไว้สำหรับ เด็กและคนชราเพื่อให้พวกเขาปลอดภัยจากความเสี่ยงบนพื้นดิน
แม้จะเผชิญกับความยากลำบาก แต่ช่วงเวลาก็ทำให้พวกเขาค่อยๆปรับตัว จนค่อยๆ มีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นและมีความใกล้เคียงกับก่อนโลกล่มสลาย มีการจัดงานรื่นเริง เทศกาล การจัดกลุ่มคนเวียนขึ้นไปหาอาหารและทรัพยากรอย่างเงียบๆ รวมถึงมีการทะนุบำรุงเสาเวทย์มนตร์ต้นสุดท้ายเป็นระยะๆตลอดมา
ปัจจุบัน เมื่อเสากระจายพลังเวทย์ได้รับการซ่อมแซม โลกได้รับการฟื้นฟู ความเป็นอยู่ของเหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์ก็ดีขึ้นมาก ยิ่งได้รับการช่วยเหลือจากปีศาจและการปรองดองกันทำให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตพัฒนาขึ้นมาจนเทียบเคียงช่วงเวลาก่อนล่มสลาย แม้จะมีของบางอย่างที่ยังคืนกลับมาไม่ได้บ้าง แต่ก็สามารถหาสิ่งทดแทนที่ใกล้เคียงกันได้อยู่และในอนาคตอันใกล้คงจะกลับสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเวทย์มนตร์ดังอดีต
สภาพเมืองของฝั่งปีศาจ ค่อนข้างมืด ปกคลุมไปด้วยควันและมีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่ใช้ไอน้ำและไฟฟ้า บริเวณตรงกลางมีปราสาทท้องฟ้าของราชาเอมาธอร์ตั้งอยู่
สภาพความเป็นอยู่ของผู้ใช้เวทย์มนตร์ในปัจจุบัน เจริญก้าวหน้า แต่ในป่าก็ยังอุดมสมบูรณ์ ใช้อุปกรณ์เวทย์มนตร์ในการอำนวยความสะดวกต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกใกล้เคียงกับโลกมนุษย์แต่ดำเนินด้วยกลไกพลังเวทย์มนตร์หรือกระแสเวทย์มนตร์แทนพลังงานอื่น
Source: NikYeliseyev
เสื้อผ้า แฟชั่น และ การแต่งกาย
แต่เดิมแล้วเสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็นแนวตะวันออกประยุกต์ ผสมกับแนวตะวันตกร่วมกับความแฟนตาซี ในชุดจะไม่มีสีดำในชุดเน้นสีขาว ผสมกับความไซไฟเล็กๆตาม Lore หลัก ของจักรวาล มีความซับซ้อน หรูหราตามฐานะและรสนิยม มีทั้งแบบรุ่มร่ามและทะมัดทะแมง เพราะส่วนใหญ่ผู้ใช้เวทย์มนตร์มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย ใช้เผ่าพันธ์ุอื่นๆ เป็นคนสนับสนุนดูแลหรือรับใช้ เป็นเหมือนชนชั้นสูงของโลกใบนี้ ทำให้เสื้อผ้าค่อนข้างพัฒนาไปในทางสวยงามแต่ไม่แปรผันกับหน้าที่การใช้งานและความจำเป็น
ปัจจุบันลักษณะของเครื่องแต่งกายยังคงเป็นเช่นนั้น แต่ลดความซับซ้อนและสวมใส่ชั้นเสื้อผ้าน้อยลง กลับมาคิดถึงเรื่องของหน้าที่และความจำเป็นในเสื้อผ้ามากขึ้นตามสมัย เน้นสวมใส่ง่าย และยังคงมีความเป็นตะวันออกอยู่ เพียงแต่มีความแฟนตาซีมากขึ้น นอกจากนี้เริ่มพบเห็นการสวมใส่เสื้อผ้าสีเข้ม สีดำหรือแฟชั่นของฝั่งปีศาจเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าตอนนี้ทั้งปีศาจและผู้ใช้สวมใส่เสื้อผ้าคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ฝั่งปีศาจมีความยุโรปมากกว่า ฝั่งผู้ใช้มีความตะวันออกมากกว่าเท่านั้นเอง
ผู้เล่นลงตัวละครฝั่งผู้ใช้เวทย์มนตร์จึงสามารถอ้างอิงรูปแบบจากเกมออนไลน์แฟนตาซีเอเชียหรือใช้แฟชั่นแบบ Orental Fantasy ทั่วไปได้ตามสะดวก ในขณะฝั่งปีศาจจะเป็น Fantasy Vicrorian, streampunk or Europe royal fantasy เป็นหลักครับ และฝั่งปีศาจมักจะแต่งตัวกันแบบน่าดึงดูดใจ เปิดเผยเนื้อหนังบางแต่ไม่มากเกินไปส่วนผู้ใช้เวทย์มนตร์ยังคงนิยมแต่งตัวแบบเน้นสวมใส่ง่ายเป็นหลัก
ทั้งนี้เนื่องจากโลกอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนและมีการติดต่อกันระหว่างสองเผ่าพันธ์มากขึ้นแล้วจึงมีการผสมกันระหว่างแฟชั่นเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยครับ นั่นหมายความว่าเราอาจได้เห็นฝั่งผู้ใช้สวมใส่เสื้อผ้าเปิดเนื้อหนังในรูปแบบ Orental Fantasy ได้เช่นกัน
วิทยาการทางการแพทย์และโรค
แพทย์แผนเวทมนตร์เบื้องต้น
การรักษาโรคทางเวทย์มนตร์ส่วนใหญ่คล้ายกับการรักษาโรคทางกาย กล่าวคือ หาสาเหตุและรักษาต้นเหตุเพื่อคลายความเจ็บป่วยนั้น แต่อาการป่วยจะมีเวทย์มนตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ปวดท้องเพราะมีคำสาป หรือถูก กระแสเวทย์ของคนอื่นเข้าแทรกในร่างทำให้กระแสเวทย์ของตนเองผิดปกติ ฯลฯ
การวัดพลังเวทย์ทำได้ด้วยการแตะตัวคนๆนั้นและเอ่ยคาถาออกไปเพื่อขอสัมผัสพลัง แต่ขอให้ระมัดระวังในการใช้ เนื่องจากผู้ตรวจอาจจะได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนโดนดูด/รับ สมดุลพลังของตัวเองได้หากเสียสมาธิ (อารมณ์เหมือนวัดความดัน)
ผู้เล่นสามารถใช้การรักษาประเภทเดียวกับการคลายคำสาปหรือถอนสถานะผิดปกติได้ ดังนั้นแพทย์แผนเวทย์มนตร์จึงจะเป็นการคลายสถานะผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเวทย์มนตร์เป็นหลัก คล้ายกับเวลาติดดีบัฟในแบทเทิ้ลเฟสเพียงแค่ดีบัฟนั้นต้องมีการแก้ทางโดยเฉพาะไม่หายไปเมื่อระยะเวลาหนึ่ง ๆ
มีความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณเช่นกัน ความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณนี้จะไม่สามารถรักษาได้ทั้งหมด (เนื่องจากต้องให้ยมทูตช่วย) จึงจะทำได้แค่ประคองอาการไม่ให้แย่ไปกว่านี้ ได้ชั่วคราว แต่จะไม่หายขาด
--------------------------------------
โรคกับรอยสลักเวทย์
หนึ่งในความเจ็บป่วยของผู้วิเศษที่แพทย์เเผนเวทย์มนตร์พบได้บ่อยมากที่สุกคือ เรื่องเวทย์มนตร์ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น กระแสเวทย์มนตร์ผันผวน กระแสเวทย์ไม่สมดุล รอยสลักเวทย์พิการ หรือกลไกการใช้เวทย์มนตร์เสียหาย รวมไปถึง บาดแผลในรอยสลักเวทย์
เมื่อผู้วิเศษมีอาการเหล่านี้จากการใช้เวทย์มนตร์ไม่ว่าจะจากการใช้ที่มากเกินขีดจำกัด ความผิดปกติแต่กำเนิด ความไม่สมดุบลระหว่าพลังเวทย์ที่ไหลเวียนอยู่กับร่างกาย แต่ทั้งหมดล้วนรักษาได้ด้วยแพทย์แผนเวทย์มนตร์ทั้งสิ้น ส่วนความยากง่ายขึ้นอยู่ระหว่างผู้เล่นตกลงกัน แน่นอนว่ามีอาการป่วยบางประเภทที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย เช่น รอยสลักเวทย์เสียดหายถาร พิการ หรือไม่สมบูรณ์แต่กำเนิด ฯลฯ เว้นเสียแต่ได้พบกับเหตุการณืบางประการจากระบบ
ความเจ็บป่วยเฉพาะของผู้วิเศษ
ความเจ็บป่วยเฉพาะของผู้วิเศษนอกจากอาการป่วยทั่วไปทางกายภาพแล้วจะพบได้ 2 อย่าง
รอยสลักเวทย์พิการแต่กำเนิด : เป็นอาการที่รอสลักเวทย์ไม่สมบูรณ์ เสียหาย หรือมีรอยแผลทำให้คนๆนั้นไม่สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้หมือนผู้ใช้คนอื่น ร่างกายอาจมีพลังเวทย์ไหลเวียนอยู่หรือไม่ก็ได้ แต่อารมณ์โรคนี้จะเหมือน มีวงจรไฟฟ้าแต่ไม่มีไฟ การรักษาคือต้องซ่อมรอยสลักเวทย์ โดยต้องศึกษาเป็นรายบุคคลไปว่าใครมีอาการอย่างไร
สมดุลของพลังเวทย์ไม่สเถียร : เป็นอาการที่พลังเวทย์ถูกพลิตออกมาเยอะเกินไป เกินจำเป็น ทำให้ผู้ใช้เวทย์มนตร์บางคนไม่สามารถทนต่อสภาพวะที่มีพลังเวทย์มากมายในร่างกายได้ และมีอาการร้อน เลือดเดือด ปวดหัวเวียนหัวทรมานหายใจไม่ออก หรือบางคนจะมีอาการเหมือนอยากกำหนัด
รักษาได้ด้วยการถ่ายโอนพลังเวทย์ออก ปรับสมดุลด้วยสิ่งของ หรือต้องระบายพลังเวทย์ออกเป็นระยะๆ เพื่อยืดอายุขัยของผู้ที่เป็นโรคนี้ เช่น ให้วัตถุเวทย์มนตร์หรือปรุงยาที่จะระบายพลังเวทย์ออกเมื่อนอนหลับ เป็นต้น และโรคนี้มีระดับความรุนแรงหลายระดับ มีแต่น้อยที่สุดกระทั่งหนักที่สุด
การรักษาอาการเจ็บป่วยเฉพาะทางและการเจ็บป่วยทั่วไป
การรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ของผู้ใช้เวทย์มนตร์โดยทั่วไปไม่แตกต่างจากการรักษาทางการแพทย์ เฉพาะความเจ็บป่วยที่เกิดจากเวทย์มนตร์หรือรอยสลักเวทย์เท่านั้นที่จะแตกต่างกัน เช่น การร่วมมือกันถอนคำสาป ช่วยปรับสมดุลพลังเวทย์ ช่วยสูบพลังเวทย์ด้วยอุปกรณ์เวทย์มนตร์ ทั้งนี้อุปกรณ์ทั่วไปจะมีหน้าทาเทียบเท่าเครื่องมือเฉพาะทางของแพทย์เป้นหลักครับ เช่น การวัดปริมานเวทย์มนตร์ จะมีลักษณะเหมือนอุปกรณ์วัดความดันโลหิตเป็นต้นครับ
สำหรับการรักษาอาการให้รอยสลักเวทย์ โดยทั่วไปจะเป็นการใช้วัตถุเวทย์มนตร์แบบพิเศษที่มีการสูบพลังเวทย์จากตนเองหรือปรับประแสการไหลของพลังให้ผู้ป่วยสามารถเสกเวทย์มนตร์ออกมาได้ เหมือนการซ่อมแซมการต่อวงจรไฟฟ้าด้วยการอาศัยวิธีการต่อวงจรหลบสายไฟเส้นที่ขาดครับ ทั้งนี้ ผุ้ที่ได้รับอุปกรณ์ช่วยร่ายเวทย์มนตร์หรือมีรอยสลักเวทย์พิการ เสียหาย จะมีโอกาสใช้พลังเวทย์ได้เหมือนผู้อื่นด้วยการฝึกฝนของตนเองเป็นสำคัญครับ อาจยากกว่า แต่ถ้าฝึกดีๆจะไม่ด้อยกว่ากันครับ
การปรับสมดุลพลังเวทย์
ในเมจบอร์น การปรับสมดุลพลังเวทย์เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ใช้เวทย์มนตร์ได้กระตุ้นการใช้พลัง เปรียบเสมือนการออกกำลังกาย เนื่องจากในเมจบอร์น ผู้ใช้เวทย์มนตร์จะมีการรับพลังเวทย์ 2 ทาง ได้แก่ พลังเวทย์จากภายใน หรือพลังเวทย์ที่สร้างขึ้นเองจากรอยสลักเวทย์ที่มีมาแต่กำเนิด และพลังเวทย์จากภายนอกที่อยู่ตามธรรมชาติหรืออยู่ในอากาศ การรับพลังเวทย์มนตร์ทั้ง 2 ทางนี้จึงทำให้ผู้ใช้เวทย์มนตร์ในเมจบอร์น มีระดับพลังเวทย์สูงกว่าโลกใบอื่นๆ ทำให้ต้องมีการปรับสมดุลพลังเวทย์เพื่อให้ร่างกายสามารถทนต่อสภาพของเวทย์มนตร์ที่รับทั้ง 2 ทางนั่นได้นั่นเองครับ
การปรับสมดุลพลังเวทย์สามารถทำได้วิธี ตั้งแต่ฝึกการใช้เวทย์มนตร์ ใช้เวทย์มนตร์ออกไป ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งมีสัมพันธ์ทางกายกับใครสักคน ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนมีวิธีแบบไหนครับ นอกจากนี้การปรับสมดุลพลังเวทย์จะช่วยให้การใช้เวทย์มนตร์มีประสิทธิภาพมากขึ้นหากฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถยกระดับการใช้เวทย์มนตร์ของตัวเองไปอีกขั้นหนึ่งได้ครับ
ศาสนาและความเชื่อของผู้ใช้เวทย์มนตร์
ความเชื่อเกี่ยวกับผู้คุ้มกฏและการนับถือศาสนา
ผู้อยู่อาศัยในเมจบอร์นทุกเผ่าพันธ์ุนับถือพระเจ้าและผู้คุ้มกฏทั้ง 2 เป็นที่ตั้งมีศาสนสถานของทั้ง 2 คน มีทั้งแบบแยกกันและเคียงคู่กัน มีแนวคิดคำสอนใกล้เคียงกับศาสนาคริสต์และใช้กระจกทรงข้าวหลามตัดเป็นสัญญะในการอธิษฐานหรือเชื่อมโยงกับวัตถุมงคลที่ทำขึ้นเพื่อความเชื่อเหล่านั้น ไม่ว่าจะใช้เพื่อทำเครื่องราง สวดอธิษฐาน เคารพบูชา หรือใช้เป็นสัญลักษณ์ในส่วนต่างๆของเสื้อผ้าร่างกายการเคลื่อนไหว
หากศาสนสถานเป็นของหลวงหรือฝ่ายผู้นำสร้างขึ้นมา ส่วนใหญ่จะใช้ [ตราโลก] ในการเคารพบูชาหรือพกพาไปที่ไหนครับ
นอกจากนี้ผู้ที่ทำอาชีพนักบวชหรือมีสถานะเป็นนักบวชจะได้รับเครื่องรางตราโลกพกไว้กับตัวเมื่อปฏิบัติตนสำเร็จในครรลอง สามารถใช้ขับไล่ปีศาจและป้องกันปีศาจได้ ภายในศาสนสถานของผู้คุ้มกฏจะมี กระจกทรงข้าวหลามตัด(แกัตราโลกหรือไม่ก็ได้ตามแต่ฐานะผู้สร้างหรือดูแลโบสถ์) เป็นวัตถุเวทย์มนตร์ที่สร้างอาณาเขตปลอดปีศาจด้วย แน่นอนว่าบนเสาคอร์ทั้ง 5 ต้น ก็มีบรรจุอยู่เช่นกัน
ความเชื่อเกี่ยวกับปีศาจ
ปีศาจคือสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว น่ากลัว และน่ารังเกียจ มักล่อลวงเหล่าผู้ใช้เพื่อขโมยไอวิญญาณไป หากผู้ใดทำสัญญาท้ายที่สุดจะถูกกลืนวิญญาณ นั่นคือสิ่งที่ถูกปลูกฝังกันมาหลายร้อยปีในชุดความคิดของเหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์ มันเริ่มขึ้นเมื่อราชาอเดลาห์ได้ขอให้ผู้คุ้มกฏสร้างเสากระจายพลังเวทย์เพื่อยกระดับอำนาจของผู้ใช้ แต่แท้จริงแล้วปีศาจจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เจ้าเล่ห์น่าหวั่นผวาและเลวทรามจริงหรือเปล่า ปัจจุบันบางคนก็ตั้งคำถามนี้อยู่เช่นกัน เวลาที่ผ่านไปทำให้หลายอย่างค่อยๆ เบาบางลง
ในสมัยของอเดลาห์ หากถูกจับได้ว่ามีผู้ใช้ไปสมคบกับปีศาจหรือเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดอีกด้านแล้วละก็ จะถูกเหล่าผู้ใช้ด้วยกันรังเกียจและเนรเทศ ตีตราเหมือนเป็นผุ้กระทำผิดร้ายแรง จับกุมตัวปิดตาใส่กระสอบและนำไปทิ้งเอาไว้ในป่าบริเวณเขตของปีศาจโดยไม่ได้รับการสนใจ ช่วยเหลือเหลือสืบค้นชะตากรรม บางหมู่บ้านมีการสวมตรวนหรือยึดไม้เท้าของผู้กระทำผิด ดังนั้นจึงน้อยคนนักที่จะรอดชีวิตกลับมาหรือหนีไปได้
ในช่วงเวลา 400 ปีแห่งความแร้นแค้นหรือหลังล่มสลาย แม้เหล่าปีศาจจะบุกครอบครองพื้นที่ไปจนหมด จับเหล่าผู้ใช้ไว้เป็นทาส แต่บางครั้งก็มีผู้ได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆและรอดชีวิตมา หรือได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างลับๆ แน่นอน มีทั้งปีศาจที่ดีและปีศาจที่ไม่ดี พวกเขาได้แสดงให้เห็นในช่วงเวลาแห่งภารกิจฟื้นฟูเสากระจายพลังเวทย์แล้ว
ปัจจุบัน เมื่อพบว่าแท้จริงแล้วค่านิยมที่ว่าปีศาจชั่วร้ายมาจากการกระจายชุดความคิดของราชาอเดลาห์และเหล่าผู้ใช้เวทย์มนตร์ได้รับการช่วยเหลือจากปีศาจ จึงอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านค่านิยม กล่าวคือ มีทั้งผู้ที่ยอมรับ ไม่ยอมรับ หวาดกลัว ผูกพันธ์ุ รักใคร่ และเกลียดชังไม่ต่างจากความสัมพันธ์ทั่วไประหว่างผู้คนเลย แต่อีกไม่นานพวกเขาคงจะอยู่ร่วมกันได้ในจุดที่ทั้งสองเผ่าพันธ์ุสบายใจซึ่งกันและกันนะ
ภาษาของเมจบอร์น
ภาษาในเมจบอร์นคล้ายกับฮิวแมนบอร์นอยู่มาก แต่โดยทั่วไปใช้ภาษาที่เหมือนภาษาอังกฤษของฮิวแมนบอร์นในการสื่อสาร ส่วนอักษรใช้อักษรโรมันครับ อย่างไรก็ดี การที่เมจบอร์นใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักนั้น เกิดจากการเดินทางไปยังโลกใบอื่นๆของเหล่าผู้ใช้ โดยโลกที่พวกเขาไปถึงนั้นหนึ่งในนั้นมีฮิวแมนบอร์นด้วยและจากการเปรียบเทียบกันแล้ว การเลือกขอยืมภาษาที่มีผู้พูดมากที่สุดจากฮิวแมนบอร์นโลกที่ผู้ใช้คิดว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเดินทางไปได้มาพูดนั้นคือสะดวกที่สุด
แต่เดิมเมจบอร์นมีภาษาของตนเองแต่เหลือคนพูดและใช้อยู่ไม่มาก ไม่มีการร่ำเรียนหรือสอนแล้วเว้นเสียแต่คนเหล่านั้นจะมีอายุมาก เรียนเกี่ยวกับตำราเวทย์มนตร์โบราณหรือเป็นผู้ที่จารจดอ่านเอกสารเหล่านั้นจะยังได้รับการศึกษาและมีความรู้อยู่ครับ และหนึ่งในนั้นเชื่อกันว่ามีภาษาที่ผู้สร้างคนแรกพูดอยู่ด้วยครับ
ประเพณีและวัฒนธรรมของเมจบอร์น
การเกิด บรรลุนิติภาวะและตาย
เมื่อมีชีวิตใหม่กำเนิดขึ้นมา เหล่าผู้ใช้จะตั้งชื่อเด็กขึ้นมาด้วยการดูท้องฟ้าจากช่วงเวลานั้นและอธิษฐานขอให้ดาวที่สว่างที่สุดนำทางชีวิตของเด็กคนนั้น หากเป็นดาวที่มีชื่อหรือมีความหมายจะยิ่งเพิ่มความเป็นศิริมงคลให้กับเด็กคนนั้นรุ่งโรจน์ต่อไป และเมื่อเด็กๆอายุถึง 18 ปีจะถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสำหรับผู้ใช้เวทย์มนตร์ ส่วนปีศาจจะนับเอาอายุประมาน 15 - 16 ปีครับ
ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีเชื่อกันว่าประตูปรภพจะเปิดขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อรับวิญญาณของคนตายที่มีจำนวนน้อยในเมจบอร์น และเปิดให้พวกเขาลาอัยครั้งสุดท้ายหรือกลับไปเยี่มเยียนเหล่าคนที่รัก ไอวิญญาณจะปกคลุมพื้นที่หนาแน่นจนไม่ว่าผู้ใดก็เห็นเหล่าดวงวิญญาณได้ทั้งนั้น และในช่วงเวลานี้เหล่าผู้ใช้จะทำประทีปมาจุดในโบราณสถานหรือวิหารต่อหน้ารูปเคารพของเหล่าผุ้คุ้มกฏ และในคืนสุดท้ายของเดือนจะนำประทีปไปลอยที่แม่น้ำเพื่อส่งให้ถึงปรภพ หากตอนจุดประทีปดวงไฟดับและติดใหม่ขึ้นมาจะเชื่อกันว่ามันได้ส่งถึงปรภพแล้วครับ
การแต่งงาน
การแต่งงานในเมจบอร์โดยทั่วไปแล้วจะเป็นแบบเดียวกันไม่ว่าฝ่ายที่แต่งกันจะเป็นปีศาจหรือผู้ใช้เวทย์มนตร์ จะทำพิธีคล้ายๆกัน อาจมีลดขั้นตอนไปบ้างแต่จะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
การหมั้นหมายทำได้หลายวิธี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้สิ่งของแทนใจจากอีกฝ่ายไว้แก่กันหรือมอบแหวนที่บรรจุเสี้ยววิญญาณของตนเองให้หากภายในหนึ่งปีอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายมอบแหวนแบบเดียวกันคืนมาจะหมายถึงตอบรับต่อความรักนั้นครับ ผู้ใช้เวทย์มนตร์สามารถทำขึ้นได้เอง ส่วนปีศาจมีคนรับทำหรือจะใช้วิธีอื่นๆที่ไปในแนวเดียวกันก็ได้ครับ
หลังการหมั้นหมาย ก่อนวันแต่งงาน 1 อาทิตย์ทั้งสองฝ่ายจะถูกแยกออกจากกันไม่ให้พบเจอหรือติดต่อใดๆ เหล่าญาติๆจะไม่พูดถึงกีดกันและทำทุกอย่าที่ทำได้ให้พวกเขาไม่สื่อสารกันในช่วงเวลานี้ เพื่อให้คิดถึงช่วงเวลาใช้ชีวิตเพียงลำพังและรำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทบทวนว่าความรักนั่นแน่นแฟ้นเพียงพอต่อการสร้างครอบครัวหรือไม่ และในวันแต่งงาน บ่าวสาวจะได้พบกันในสภาพที่เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วในโบสถ์ เจ้าสาวจะถูกคลุมหน้าด้วยผ้าสีขาวและผมจะต้องประดับช่อดอกไม้สีเดียวกับดวงตา ส่วนฝ่ายชายจะต้องตัดผมออกไม่ว่าผมจะยาวหรือไม่ แต่มันจะถูกทำเป็นหนึ่งในเครื่องประดับบนเสื้อผ้าของทั้งสองฝ่ายด้วยครับ
เมื่อทั้งสองฝ่ายยืนต่อหน้านักบวชแล้วพวกเขาจะทำพิธีเพื่อเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่ายไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแลกประทับตราเวทย์ลงในแหวน การทำสัญญา หรือ การให้ข้อตกลงระหว่างปีศาจ เมื่อเสร็จพิธีเชื่อมโยงกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันโปรยดอกไม้ บาทหลวงจะอวยพรและคำนับแขกเป็นอันเสร็จพิธี
ในการแต่งงานหากเจ้าสาวมอบผ้าคลุมผมและดอกไม้ที่ติดผมให้หญิงสาวคนใดจะเชื่อกันว่าจะได้รับความรักเร็วๆนี้ หรือได้แต่งงานในเร็ววัน หากเป็นผู้มีครอบครัวและจะช่วยให้ความรักยั่งยืนหรือมีลูกได้ง่าย ถือเป็นของมงคลที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะต้องตกลงกันเพื่อเลือกมอบให้แขกคนใดคนหนึ่งในงานครับถือเป็นการเริ่มต้นการร่วมกันตัดสินใจในฐานะชีวิตคู่ด้วยครับ
การเฉลิมพระเกียร์ติของราชาหรือการจัดขบวนธง
การจัดขบวนธงเป็นหนึ่งในพิธีรื่นเริงของเมจบอร์น จัดขึ้นเพื่อเฉลอมเกียร์ติของผุ้นำหรือให้กับแขกผู้มาเยือนได้ชม นิยมจัดกันในช่วงวันเฉลิมหรือในโอกาสพิเศษต่างๆ ในพิธีนี้ เหล่าองค์รักษ์ ทหาร หรือผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับลำดับในการเปิดเผยความสามารถตนเองในขบวน และจะต้องตะเตรียมการแสดงเวทย์มนตร์ที่บ่งชี้คุณสมบัติของตนเองในระยะเวลาสั้นๆออกมา เมื่อถึงวันจริงจะมีการตั้งแถวและโบกธงตามรูปแบบก่อนจึงจะไล่ลำดับการโบกและแสดงพลังตามลำดัง ก่อนปิดท้ายด้วยผู้นำแล้วจึงร่วมกันโบกตามรูปแบบการปิดองค์อีกครั้งจึงจะถือว่าสิ้นสุดครับ
การนำมรสพก่อนออกรบหรือกระทำการต่างๆ
การนำมหรสพเป็นพิธิที่ใช้สำหรับเรียกขวัญกำลังใจ แลกเปลี่ยนความสามารถและแสดงศักยภาพของผู้ใช้เวทย์มนตร์ ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นเมื่อต้องเริ่มทำบางอย่างอันยิ่งใหญ่หรือทำขึ้นเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จะมีการแสดงเวทย์มนตร์และแลกเปลี่ยนความรู้ไปจนถึงการขับลำนำในพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้ด้วยวัตถุต่างๆที่สื่อถึงสะพานกาลเวลาและเหล่าผู้คุ้มกฏจากนั้นผู้คนในพิธีจะร่วมกันร่ายเวทย์อวยพรเพื่อขอให้สรรพสิ่งคุ้มครองและการดำเนินการใดๆ ราบรื่น
การศึกษา
ภายในเมจบอร์นมีโรงเรียนสำหรับสอนเวทย์มนตร์กระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง และเปิดรับผู้เรียนทุกเผ่าพันธ์ุ เมื่อก่อนจะแยกกลุ่มปีศาจและผู้ใช้ออกจากกันเลยมีชั้นเรียนแยกกัน แต่ภายหลังเมจบอร์นเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่าพันธ์ุแล้ว ชั้นเรียนถูกยุบรวมกัน เนื่องจากความแตกต่างของการเรียนเวทย์มนตร์ที่ปีศาจสามารถเรียนได้ กับผู้ใช้เวทย์มนตร์เรียนได้ จะแตกต่างกันเพียงจุดกำเนิดของเวทย์มนตร์เท่านั้น กล่าวคือ ปีศาจที่ร่ำเรียนเวทย์มนตร์และสามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ในเมจบอร์นจะได้รับอุปกรณ์ดึงเอาพลังเวทย์จากรอบข้างมาใช้ก่อให้เกิดเวทย์มนตร์ทำให้สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ ส่วนผู้ใช้เวทย์มนตร์จะใช้เวทย์มนตร์จะพลังภายในตนเองครับ แต่ชนิดของเวทย์ที่ร่ายให้ผลลัพธ์เหมือนกัน
ภายในโรงเรียนจะสอนการควบคุมพลัง เวทย์มนตร์พื้นฐานที่ควรทราบ เช่น การเคลื่อนย้าย การทำวัตถุเวทย์มนตร์ นอกจากนี้โรงเรียนจะสอนให้ค้นหาคุณสมบัติของตนเอง ฝึกเวทย์มนตร์ของตนเองในสถานการณ์ต่างๆให้ชำนาญและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ฝึกการใช้ให้ชำนาญมากขึ้น รวมถึงเป็นสถานที่รวมอาจารย์ที่จะคอยดูแลเรื่องไม้เท้าและเก็บรายละเอียดให้ก่อนจบการศึกษาด้วยครับ
ทั้งนี้มีผู้ใช้เวทย์มนตร์บางคนที่ไม่ได้เข้าระบบโรงเรียนแต่ได้รับการศึกษาจากที่อื่นๆก็มีเช่นกัน แต่กลุ่มที่ฝึกเองนั้น จะมีความสามารถเทียบเท่ากับผู้หัดวิชาแขนงใดแขนงหนึ่งด้วยตนเองครับ จึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลในเรื่องของความสำเร็จเช่นกันครับ
การทำไม้เท้าและการเป็นศิษย์อาจารย์
เมื่อผู้ใช้เวทย์มนตร์อายุ 7 ขวบจะเริ่มหาอาจารย์เพื่อเข้ารับการศึกษาเวทย์มนตร์เต็มตัว ไม่ว่าจะได้พบกับอาจารย์มาด้วยวิธีใดอาจเป็นการศึกษาในโรงเรียนหรือเลือกผู้ใหญ่ที่ตนเองเคารพนับถือมาเป็นผู้สอน แต่เมื่อเลือกแล้ว จะต้องมอบมณีที่ตนเลือกจะใช้เป็นมณีเสี้ยววิญญาณนั้นให้แก่อาจารย์เพื่อใช้เป็นชิ้นส่วนของการประกอบไม้เท้าต่อไป
การเลือกมณีเพื่อนำมาทำไม้เท้า ส่วนมากจะเลือกจากความชอบ โดยต้องเลือกด้วยตนเองเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องเป็นอัญมณี สามารถเป็นหินได้เช่นกัน ว่ากันว่าเหล่าผู้ใช้จะทราบด้วยตนเองว่าควรเลือกหินหรือมณีชนิดไหนและก้อนใดเนื่องจากจะรับรู้ถึง [สัญญาณ] เรียก จากมณีหรือหินก้อนนั้นครับ
เมื่อได้อาจารย์แล้ว อาจารย์ผู้นั้นจะเริ่มสอนเวทย์มนตร์ด้วยการให้เด็กคนนั้นฝึกใช้เวทย์มนตร์กับมณีไปด้วย กระทั่งใกล้จะสิ้นสุดการสอน มณีเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นไม้เท้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้ช่วยร่ายเวทย์มนตร์ของเด็กโดยอาจารย์จะสั่งให้จัดทำขึ้นมาเองและขั้นตอนสุดท้ายจะต้องให้ผู้เป็นอาจารย์เก็บรายละเอียดให้และอวยพรแก่ผู้ใช้ลงในไม้เท้าก่อนมอบให้ เมื่อสิ้นสุดแล้วจะถือว่าเป็นผู้ใช้เวทย์มนตร์เต็มตัวครับ
การสวดภาวนาและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซฟิรอธ
ในช่วงเวลาสิ้นปีเหล่าผู้ใช้และปีศาจนิยมจัดงานเฉลิมฉลองใต้ต้นเซฟิรอธ ฝั่งปีศาจจะประดับประดาต้นไม้ในป่าให้สวยงามเพื่อบ่งบอกถึงช่วงเวลาของปีที่กำลังสิ้นสุดลงและขึ้นศักราชใหม่ ในขณะที่ผู้ใช้เวทย์มนตร์จะนิยมลอยโคมไฟประดับดวงแก้วดาราเวทย์มนตร์(คล้ายประทีปเทียน)เรียกว่าาโคมไฟอธิษฐาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ครับ โดยจะนิยมจะลอยกับคนในครอบครัว หรือคนที่รัก แต่ก็สามารถลอยคนเดียวได้เช่นกัน ทั้งนี้บางครั้งการลอยโคมไฟอธิษฐานก็ถูกใช้ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านหรือช่วงเวลาที่เหล่าผู้ใช้จะเริ่มอะไรสักอย่างเช่นกัน