รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามรูปแบบการชาร์จพลังงานและระบบการทำงานภายในตัวรถยนต์
รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากใช้เป็นยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งในตัวเลือกสำคัญหากต้องการลดรายจ่ายจากค่าน้ำมันที่มีแนวโน้มแพงขึ้นเรื่อย ๆ โดยทั่วไปนั้นการแบ่งประเภทของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าใช้รูปแบบการชาร์จพลังงานและระบบการทำงานภายในตัวรถยนต์
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid electric vehicle หรือ HEV)
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ระบบขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยพลังงานไฟฟ้าที่ได้มาจากการเปลี่ยนพลังงานที่สูญเสียไปในช่วงที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันมาทำการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและจัดเก็บเข้าสู่แบตเตอรี่ (Battery) จุดแข็งของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด คือ ไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊กชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตัวรถและลดปริมาณการสิ้นเปลืองพลังงานน้ำมัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ HEV ที่ได้รับความนิยม เช่น Toyota Camry Hybrid และ Honda Accord Hybrid
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicle หรือ PHEV)
รถยนต์พลังงานไฮบริดปลั๊กอินใช้ระบบขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างพลังงานเชื้อเพลิงกับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยพลังงานไฟฟ้าที่ได้มาจากการเปลี่ยนพลังงานที่สูญเสียไปในช่วงที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันมาทำการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและจัดเก็บเข้าสู่แบตเตอรี่ (Battery) เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดแบบแรกแต่สิ่งที่แตกต่าง คือ รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอินมีปลั๊กชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตัวรถ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ PHEV ที่ได้รับความนิยม เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Mercedes Benz C350e และ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า BMW 330e
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery electric vehicle หรือ BEV)
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานน้ำมัน พลังงานไฟฟ้าถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ การชาร์จพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตัวรถยนต์ผ่านสายชาร์จพลังงานไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ BEV ที่ได้รับความนิยม เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Nissan LEAF รถยนต์พลังงานไฟฟ้า BMW i3 และ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model S
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell electric vehicle หรือ FCEV)
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนทั้งหมดแต่แหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่มากจากไฮโดรเจนทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนและผ่านกระบวนการทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า จุดแข็งของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบสุดท้ายนี้อยู่ที่การไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศและความรวดเร็วในการเติมหรือเปลี่ยนเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ส่วนมากเป็นรถยนต์จากค่ายญี่ปุ่น เช่น Toyota Mirai และ Honda Clarity
ที่มาของข้อมูล chargedfuture.com
ที่มาของภาพ pixabay.com
สำหรับผู้ที่จะซื้อรถไฟฟ้า. โปรดอ่านและเตรียมการรอไว้ด้วยก็ดีนะครับ
(กระแส รถ EV มาแรงและมาแน่นอน เผื่อมีประโยชน์ครับ )
ไป กฟภ.
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มา
.
ไปหาข้อมูล ว่าถ้าเราจะใช้รถไฟฟ้า EV
เราต้องจัดการระบบไฟในบ้านยังไงบ้าง ( อันนี้สำคัญ)
.
อย่างแรกเลยที่เราต้องรู้คือ
บ้านเราเป็นระบบไฟแบบ 1 เฟส หรือ 3 เฟส
มีค่าแอมป์ เท่าไหร่
.
ถ้าบ้านทั่วไป ก็จะ 1 เฟส 15(45) แอมป์
คือบ้านเรารับการใช้กระแสไฟฟ้าพร้อมกันได้สูงสุดที่ 45 แอมป์
.
ทีนี้ รถไฟฟ้า EV อย่างเช่น MG ZS EV
ตัวชาร์ตที่ติดตั้งที่บ้าน จะใช้กับระบบไฟ 3 เฟสเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าเราใช้ไฟ 1 เฟส ก็ต้องไปแจ้งการไฟฟ้าขอเปลี่ยนเป็น. 3 เฟส
.
ถ้าบ้านเราเป็นไฟ 1 เฟส 15(45) แอมป์
ซึ่งเราเคยเสียค่าตรวจสอบติดตั้งไปแล้ว 749 บาท
การขอการไฟฟ้าเปลี่ยนเป็น. 3 เฟส 15(45) แอมป์
ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเลยสักบาท
.
แต่ทีนี้ เมื่อเรามีรถไฟฟ้า ซึ่งต้องชาร์ตแบต
เราต้องมาคำนวณว่า แอมป์ บ้านเราพอรึป่าว
เช่น MG ZS EV ตัวชาร์ต สามารถชาร์ตไฟได้ 7 KW
แปลว่า ทุกๆชั่วโมงจะชาร์ตไฟจะต้องใช้แรงดัน(วัตต์) 7,000 วัตต์
หรือคิดเป็นไฟ 7 หน่วย
บ้านเราใช้ไฟ 220 โวลล์
เอาวัตต์ หาร โวลล์ ก็จะได้ค่าแอมป์
7,000/220 = 31.81 แอมป์
.
จะเห็นว่า ถ้าเราไม่ได้ชาร์ตรถไฟฟ้าอย่างเดียว
แต่เรามีตู้้เย็น เปิดแอร์หลายเครื่อง
45 แอมป์ อาจจะไม่พอ
ยิ่งถ้าวางแผนว่าในอนาคต
อาจจะมีรถไฟฟ้ามากกว่า 1 คัน
15(45) แอมป์ ไม่พอแน่ๆ
ก็ต้องไปขอไฟ 3 เฟส แบบ 30(100) แอมป์
ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่าย 1,605 - 749 = 856 บาท (จ่ายเพิ่ม)
.
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
พอขอเปลี่ยนระบบไฟกับการไฟฟ้าเสร็จ
เราต้องมาเปลี่ยนสายไฟ
ที่เดินจากเสาไฟเข้ามาในบ้านด้วย
ไฟ 3 เฟส ก็จะต้องเดินสายไฟเพิ่มอีก 2 สาย
.
ถ้าเป็น 30(100) แอมป์ ก็ต้องเปลี่ยนขนาดสายไฟ
เข้าบ้านใหม่หมด ให้เป็นสายไฟที่หนาขึ้น
เพื่อรองรับไฟที่สามารถสูงถึง 100 แอมป์
.
รวมถึงต้องเปลี่ยนระบบเบรกเกอร์ที่บ้านด้วย
และสายไฟ ที่ออกจากเบรกเกอร์มาที่จุดชาร์ต
ก็ต้องเป็นสายไฟที่ สามารถรองรับกระแสไฟ
ที่มาก ตามสเปคด้วย
.
ถ้าซื้อรถ EV มาแล้ว เสียบปลั๊กมั่วซั่วไปเรื่อย
ไฟไหม้บ้านแน่นอนครับ
.
อีกจุดที่น่าสนใจคือ เรื่อง มิเตอร์ TOU
(Time Of Use)
ซึ่งมิเตอร์ TOU แบบ 3 เฟส
จะมีค่ามิเตอร์อยูที่ 5,340 บาท
.
ถ้าเราตั้งใจจะใช้รถไฟฟ้า
แนะนำเลยครับ ว่าให้ หาเงินมาอีกสักก้อน
มาติดโซลาร์เซลล์ที่บ้านด้วย
แล้วไปขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็นแบบ TOU
มิเตอร์ TOU จะมีวิธีคิดค่าไฟ แตกต่างกันตามช่วงเวลา
ในช่วง PEAK วันธรรมดา เก้าโมงเช้า ถึงสี่ทุ่ม
ค่าไฟจะแพง หน่วยละ 5.79 บาท
แต่แลกกับช่วง Off Peak
วันธรรมดาหลังสี่ทุ่มถึงเก้าโมงเช้า
กับวันเสาร์ อาทิตย์ ทั้งวันทั้งคืน
ค่าไฟจะเหลือแค่ หน่วยละ 2.63 บาท
.
แปลว่าอะไร
แปลว่า ถ้าเราติดโซลาร์ในระดับที่พอกับการใช้ไฟ
ในตอนกลางวันของเรา
ช่วงเก้าโมงเช้า ถึง ห้าโมงเย็น แม้ค่าไฟจะแพง
แต่เราก็ไม่ได้ใช้ เราใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์
เราจะใช้ค่าไฟแพงแค่ช่วงที่แดดหมด ห้าหกโมงเย็น
ถึงสี่ทุ่ม ในวันธรรมดา วันละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
นอกนั้น เราก็เอนจอย ค่าไฟหน่วยละ 2.63 บาท
.
ละลองคิดดูว่า หลังสี่ทุ่ม เราชาร์ตรถ EV
เสียค่าไฟแค่หน่วยละ 2.63 บาท
มันจะประหยัดขนาดไหน
.
เช่น MG ZS EV แบตขนาด 44.5 kwh
หรือ 44.5 หน่วย ตามสเปค วิ่งได้ 337 กิโล
ถ้าชาร์ตเต็มในช่วง Off Peak
จะเสียเงินแค่ 117 บาท
ตกกิโลละ 34 สตางค์ เท่านั้นเองครับ
แลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลกันนะครับ
Cr : ขอบคุณเพื่อนคนที่สรุปและเขียนเพื่อความรู้นี้ด้วยนะครับ( มีประโยชน์ดีครับ)