1.1 องค์ประกอบและรูปแบบพื้นฐานในการสื่อสาร
1.1.1 องค์ประกอบของการสื่อสาร
ในปี พ.ศ. 2492 คล็อด แชนนอน (Claucle Shannon) และ วาร์เรน วีฟเวอร์ (Warren Weaver) ได้นําเสนอรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย ผู้ส่ง ช่องทาง และผู้รับ เพื่ออธิบายรูปแบบการสื่อสารด้วยโทรศัพท์และวิทยุสื่อสาร
และในปี พ.ศ. 2503 เดวิด เบอร์โล (David Berlio) ได้ขยายรูปแบบ และองค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสารโดยเพิ่มสารเข้าไปในองค์ประกอบหลักด้วย และรูปแบบการสื่อสารนี้ เป็นพื้นฐานในการศึกษาด้านการสื่อสารในปัจจุบัน
1. ผู้ส่ง
ผู้ส่ง ในที่นี้คือผู้ที่มีสารหรือเนื้อหาข้อมูล และมีความต้องการที่จะส่งสารไปยังผู้รับ โดยผู้ส่งจะต้องคํานึงถึงจุดประสงค์ของการส่งสาร และความสามารถในการรับสารของผู้รับ เพื่อนํามาพิจารณาเลือกรูปแบบและช่องทางในการสื่อสาร
2. สาร
สาร เป็นข้อมูล หรือสิ่งที่ผู้ส่งต้องการให้ผู้รับได้รับรู้โดยสารนั้นอาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น เสียงพูด ข้อความ หรือภาพ เพื่อให้ผู้รับเข้าใจได้รวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น
3. ช่องทาง
ช่องทาง เป็นวิธีการในการส่งสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เช่น การใช้โทรศัพท์ การสื่อสารผ่านสื่อสังคม หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกับผู้รับโดยตรง โดยแต่ละช่องทางจะส่งสารให้ผู้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในลักษณะและปริมาณที่ต่างกัน ดังนั้นจะต้องจัดเตรียมสารให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม
4. ผู้รับ
ผู้รับ มีหน้าที่แปลความหมายของสารที่ผู้ส่งนําเสนอ ซึ่งความสามารถในการแปลจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การศึกษา วุฒิภาวะ พื้นฐานทางสังคม ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งความสนใจ ในสารที่ได้รับ
1.1.2 เทคนิคและวิธีการแบ่งปันข้อมูล
การที่จะแบ่งปันข้อมูลได้นั้น ผู้ส่งจะต้องจัดเตรียมสารให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่องทางและผู้รับ ช่องทางในการสื่อสาร แบ่งได้เป็น
1. การสื่อสารโดยตรง (direct communication)
เช่น การพูดคุยต่อหน้าหรือ ทางโทรศัพท์ การรายงานหน้าห้อง เป็นช่องทางที่ผู้ส่งสามารถสังเกตและรับรู้ปฏิกิริยาของผู้รับได้โดยตรง
2. สื่อมวลชน (mass media)
เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เป็นสื่อที่เน้นการสื่อสารทางเดียว แต่สามารถกระจายสารไปยังคนหมู่มากได้
3. สื่อสังคม (social media)
เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บบอร์ด โดยสื่อสังคมจะเป็นช่องทางสื่อสารที่มีการโต้ตอบค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ส่งมีโอกาสอธิบายเพิ่มเติมหรือแก้ไขปรับปรุงรูปแบบสารได้อย่างเหมาะสม
ในแต่ละช่องทางการสื่อสารนั้น ผู้ส่งสามารถจัดเตรียมข้อมูลให้เหมาะสมได้หลายรูปแบบ ตัวอย่าง กระบวนการในการสร้างรูปแบบของการ ได้แก่ การเขียนบล็อก และการทําแฟ้มผลงาน เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานแนวคิดในการเตรียมสารในรูปแบบอื่นๆต่อไป
1.1.3 ข้อควรระวังในการแบ่งปันข้อมูล
การแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวบางเรื่องสู่สาธารณะ เช่น การกินข้าวกับครอบครัว การท่องเที่ยว เป็นการสร้างตัวตนดิจิตัล และเป็นการแบ่งปันข้อมูลสู่ชุมชนดิจิทัล ซึ่งเราต้องระวังที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวจนอาจกลับมาเป็นอันตรายได้ ก่อนแบ่งปันข้อมูลใดๆ ควรคํานึงถึงประเด็นต่อไปนี้
1. ไม่มีความลับในสังคมออนไลน์
แม้ในขณะที่แบ่งปันข้อมูล เราเข้าใจว่า เป็นการแบ่งปันข้อมูลในเฉพาะกลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มที่คิดว่าไว้ใจได้ แต่ข้อมูลดิจิทัลนั้น เป็นข้อมูลที่ทําซ้ำได้ง่าย คนในกลุ่มที่เราแบ่งปันอาจคัดลอกข้อมูลนําไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมทั้งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทําให้ข้อมูลกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ
2. ข้อมูลบางชนิดไม่ควรเปิดเผย
ข้อมูลด้านสุขภาพ ด้านการเงิน หรือหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลที่ต้องระวัง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของตนเอง หรือของผู้อื่นก็ตาม เพราะเป็นข้อมูลที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถนําไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้
3. ข้อมูลบางชนิดอาจถูกนํามาใช้หลอกลวง
ข้อมูลบางชนิดอาจดูไม่น่าจะเป็นอันตรายในการแบ่งปัน เช่น วันเกิด ตำแหน่งหน้าที่การงาน การศึกษา ชื่อเพื่อน หรือแม้กระทั่งสีที่ขอบ แต่ผู้ไม่ประสงค์ดี อาจใช้ข้อมูลเหล่านี้ทําการฟิชชิง (phishing) เพื่อหลอกลวงเอาข้อมูลสําคัญของเราได้ เช่น เราอาจจะได้รับอีเมลปลอมจากธนาคารที่ระบุตําแหน่งหน้าที่การงานของเราได้ถูกต้อง ทําให้เรารู้สึกว่าเป็นอีเมลจากธนาคารจริงและให้ข้อมูลที่สําคัญไป
4. การรักษาข้อมูลที่ได้รับการปกป้องตามกฎหมาย
ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์หรือข้อมูลส่วนตัว เช่น ผลงานเพลง ประวัติคนใข้ หรือหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย หากนําไปเผยแพร่ อาจทําให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล และผู้แบ่งปันอาจถูกดําเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย
คำชี้แจง ให้นักเรียนสรุปเรื่อง การแบ่งปันข้อมูล ในประเด็นต่อไปนี้ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน
ที่มา : หนังสือเรียน เทคโนโลยี (วิทยการคำนวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (พิมพ์ครั้งที่ 1)
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ