ให้นักเรียนทุกคนเข้าไปทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (ก่อนเรียน) กันก่อนนะคะ
ฟ้อนบายศรี เป็นการแสดงพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่แต่เดิมเป็นการแสดงในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้อนรับแขกผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อมาได้มีการนำมาจัดแสดงในงานมงคลต่างๆ เพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานปีใหม่ เป็นต้น ซึ่งการแสดงชุดนี้จะใช้ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน ฟ้อนรำตีความหมายตามเนื้อเพลง มีลีลาท่ารำที่อ่อนช้อยสวยงาม และใช้วงดนตรีพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ พิณ แคน โปงลาง กลอง และฉิ่ง ส่วนลักษณะการแต่งกายจะนุ่งผ้าถุงคลุมเข่า สวมเสื้อแขนกระบอกและห่มผ้าสไบทับ เกล้าผมมวยสูงทัดดอกไม้
1. อธิบายถึงที่มา ลักษณะการแต่งกาย ลักษณะการร่ายรำ เพลงและดนตรีประกอบการแสดงของฟ้อนบายศรีได้ (K)
2. ขับร้องและปฏิบัติท่าฟ้อนบายศรีด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน (A)
3. ขับร้องและปฏิบัติท่าฟ้อนบายศรีได้ (P)
ฟ้อนบายศรี (บายศรีสู่ขวัญ)
ประเพณีการสู่ขวัญ เป็นประเพณีตามศาสนาพราหมณ์ที่นิยมกระทำสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ถือว่าเมื่อได้มีการทำพิธีนี้แล้วจะก่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การทำพิธีสู่ขวัญนี้จะกระทำเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีเป็นมงคล เช่น พิธีแต่งงาน การหายจากป่วยไข้ การมาหรือกลับจากสถานที่ใดๆ การไปค้าขายได้เงินทองมามาก การมีแขกมาเยี่ยมยามจากต่างถิ่น ฯลฯ แม้แต่เหตุการณ์ที่ไม่ดี เช่น การได้รับความเจ็บป่วย คนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุหรือต้องเสียชีวิต (เหตุการณ์นี้จะทำพิธีให้แก่ผู้ที่รอดจากเหตุดังกล่าว) การสู่ขวัญ คือการเรียกขวัญ หรือเอิ้นขวัญ
ชาวอีสานมีความเชื่อว่า “ขวัญ” เป็นสิ่งที่แฝงอยู่กับตัวของมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะจับต้องหรือไม่สามารถมองเห็นได้ หากว่ามีเหตุให้ขวัญหนีออกจากตัว เช่น เกิดอุบัติเหตุ เสียใจ ป่วยไข้ ตกใจรุนแรง อาจทำให้ตัวบุคคลนั้นถึงแก่ความตายได้ ฉะนั้นต้องเรียกขวัญกลับมาสู่ตัวจะทำให้สุขสบายขึ้น
บายศรี เป็นคำเรียกพราหมณ์ด้วยความเคารพ พราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีสู่ขวัญ จึงเรียกว่า บายศรีสู่ขวัญ ซึ่งหมายถึงพราหมณ์ทำพิธีสู่ขวัญ
บายศรี มาจากคำว่า บาย+ศรี บาย แปลว่า สัมผัส จับ ต้อง ศรี แปลว่า สิริ มงคล สิ่งที่ดี บายศรี หมายความถึง การรวบรวมเรียกเอาสิริมงคลต่างๆ ด้วยกิริยาวิธีทางกาย ทางวาจา และทางใจ แม้ว่าศรี หรือ สิริ จะไม่สามารถบายหรือสัมผัสจริงๆ ได้ด้วยมือ แต่ที่ใช้คำว่าบาย เนื่องจากต้องการสื่อในความหมายเชิงรูปนัยเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย มิใช่นามนัย พราหมณ์จึงใช้วิธีเชิญสิริเข้ามาอยู่ในข้าว ไข่ต้ม หรือฝ้ายผูกข้อมือ เป็นต้น แล้วบายเอาข้าวหรือไข่ต้มส่งให้ผู้เข้ารับบายศรีกิน นำฝ้ายไปผูกข้อมือ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีเชิงรูปธรรม ในส่วนที่เป็นนามธรรมนั้น จะรับสิริทางใจหรือความรู้สึกโดยตรง
บายศรีสู่ขวัญ จึงหมายถึงการรวบรวมเรียกเอาหรือเชิญสิริมงคลต่างๆ ด้วยกิริยาวิธีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ให้มาสถิตที่ขวัญ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อความสุข สวัสดี
เครื่องกิริยาในการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่สำคัญ คือ พานบายศรี หรือ “พาขวัญ” ทำจากใบตองและดอกไม้สด รวมไปถึงเครื่องสังเวยต่างๆ เช่น ข้าวปลาอาหาร แป้ง กระจก หวี ผ้าแพรไหม น้ำอบ-น้ำหอม ที่ขาดไม่ได้คือ เส้นฝ้ายสีขาว เพื่อใช้ในการผูกข้อต่อแขนแก่ผู้เข้าร่วมทำพิธี
การฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ เกิดจากการคิดค้นร่วมกัน โดย อ. ดำเกิง ไกรสรกุล และ อ. พนอ กำเนิดกาญจน์ แห่งวิทยาลัยครูอุดรธานี (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) ซึ่ง อ. พนอ กำเนิดกาญจน์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าฟ้อน อ. ดำเกิง ไกรสรกุล เป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง
เนื้อร้องประกอบการฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ
มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......
หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งส่ายล่าย เบื้องซ้ายนั่งเป็นแถว
ยอพาขวัญไม้จันทน์เพริดแพร้ว ขวัญมาแล้ว มาสู่คีงกลม
เกศแก้วหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนชม เก็บเอาไว้บูชา
ยามฝนพรำเจ้าอย่าแข่ง แดดร้อนแรงเจ้าอย่าคลา
อยู่ที่ไหนจงมา รัดด้ายไชยยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา
อย่าเพลินเผลอ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย......
อยู่แดนดินใด หรือฟ้าฟากไกล ขอให้มาเฮือนเฮา
เทื่อยังคิดอาลัยซู้เก่า ขออย่าเว้า ขวัญเจ้าจะตรม
หมอกน้ำค้างพร่างพรม ขวัญอย่าเพลินชม ป่าเขาลำเนาไพร
เชิญไล้ทาประทินกลิ่นหอม ดมพะยอมให้ชื่นใจ
เหล่าข้าน้อยแต่งไว้ ร้อยพวงมาลัยมาคล้องให้สวยรวย
การแต่งกาย
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน สวมเสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบขิด และนุ่งผ้าซิ่นลายขิด (ผ้าซิ่นขิดอุดรธานี) ผมเกล้ามวยทัดดอกไม้หรือพันมวยผมด้วยฝ้ายภูไท สวมเครื่องประดับเงิน