โครงการการจัดการความรู้ คณะเศรษฐศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2567
กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ
ธรรมะกับสุขภาพกายและใจ
โครงการการจัดการความรู้ คณะเศรษฐศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2567
กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ
ธรรมะกับสุขภาพกายและใจ
รายงานผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หน่วยงาน คณะเศรษฐศาสตร์
ตอนที่ 1 ข้อมูลโครงการ
1. ชื่อโครงการ โครงการการจัดการความรู้ คณะเศรษฐศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2567
กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ
หัวข้อ “ธรรมะกับสุขภาพกายและใจ”
2. หลักการและเหตุผล
คณะเศรษฐศาสตร์ได้กำหนดนโยบายให้มีการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งต้องมีการจัดการความรู้เพื่อมุ่งสู่สถาบันแห่งการเรียนรู้ โดยมีการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในสถาบันซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในสถาบันสามารถเข้าถึง และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษา มีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด กระบวนการในการบริหารจัดการความรู้ในสถาบัน ประกอบด้วยกระบวนการ 7 ขั้นตอน ได้แก่
1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification)
2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition)
3. การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization)
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement)
5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access)
6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing)
7. การเรียนรู้ (Learning)
รวมถึงการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในสถาบัน การกำหนดแนววิธีปฏิบัติงาน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ในสถาบันให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2567 คณะกรรมการจัดการความรู้คณะเศรษฐศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2567 จึงได้จัดแผนการดำเนินงานและมีการจัดทำโครงการการจัดการความรู้คณะเศรษฐศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยโครงการดังกล่าวจะครอบคลุมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกด้านได้แก่ ด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ และด้านการบริหารจัดการ ดังต่อไปนี้
กิจกรรมที่ 1 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตบัณฑิต โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรคณะเศรษฐศาสตร์ (คณะกรรมการจัดการความรู้คณะเศรษฐศาสตร์ บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ) สโมสรนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยากร จำนวน 55 คน
กิจกรรมที่ 2 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและบริการวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรคณะเศรษฐศาสตร์ (คณะกรรมการจัดการความรู้คณะเศรษฐศาสตร์ บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ) จำนวน 44 คน
กิจกรรมที่ 3 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรคณะเศรษฐศาสตร์ (คณะกรรมการจัดการความรู้คณะเศรษฐศาสตร์ บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ) และสโมสรนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ จำนวน 54 คน
3. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
3.2 เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างบุคลากรคณะเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
3.3 เพื่อให้การดำเนินงานด้านต่าง ๆ ตามพันธกิจของคณะฯ ได้แก่ พันธกิจด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ และด้านการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อองค์กร
4. โครงการ/กิจกรรม สอดคล้องกับตัวชี้วัดประกันคุณภาพ
การประเมินคุณภาพภายใน ตามเกณฑ์ CUPT – QMS Criteria 8.9 : มีกระบวนการจัดการความรู้ที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์และการพัฒนาบุคลากรของคณะ/สถาบัน มีการกำกับติดตาม ประเมินผล การดำเนินงาน และใช้ผลการประเมินเพื่อการปรับปรุงพัฒนา
5. วัน / เวลา / สถานที่จัดกิจกรรม
วันพุธที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมเศรษฐปริทัศน์ 1 (EC 301) ชั้น 3 อาคารยรรยง สิทธิชัย คณะเศรษฐศาสตร์
6. จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ
แผน 54 คน ผล 40 คน
7. สรุปค่าใช้จ่าย
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 1,200 บาท
8. ผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรม
ประธานได้กล่าวเปิดประเด็นการจัดการความรู้ใน “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ หัวข้อ “ธรรมะกับสุขภาพกายและใจ” โดยอาจารย์ ดร.กันตพร ช่วงชิด และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล ได้ทำการบรรยายและเชิญผู้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างธรรมะและสุขภาพทางกายและใจ โดยสามารถแบ่ง เนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1. การแนะนำธรรมะและความสำคัญในชีวิตประจำวัน
เริ่มด้วยการอธิบายว่า “ธรรมะ” คืออะไร เช่น ธรรมะหมายถึงการดำเนินชีวิตที่มีความสมดุล รู้จักปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำไปสู่ความสงบสุข
เน้นว่าธรรมะไม่ใช่แค่หลักธรรมทางศาสนา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีจิตใจ ที่เข้มแข็ง มีปัญญาในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
2. ธรรมะกับสุขภาพจิตใจ
ธรรมะสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจ โดยการปฏิบัติธรรม เช่น การฝึกสติ สมาธิ และวิปัสสนา ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และความโกรธ ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย
อธิบายถึงหลักอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งสอนวิธีการเผชิญหน้ากับ ความทุกข์ และการปล่อยวาง
3. ธรรมะกับสุขภาพกาย
การรักษาสมดุลระหว่างกายและใจสำคัญต่อสุขภาพกาย เพราะเมื่อจิตใจมีสุข ก็จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีพลัง
พูดถึงการฝึกปฏิบัติธรรม เช่น การฝึกหายใจ การเจริญสติ สามารถช่วยให้ระบบ ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น ทั้งระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาท
การมีเมตตาและกรุณาต่อผู้อื่นก็เป็นการสร้างพลังบวกให้กับร่างกาย ทำให้จิตใจ เบิกบานและร่างกายสดชื่น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤตวิทย์ อัจฉริยะพานิชกุล ได้ย้ำถึงความสำคัญของการนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจหรือร่างกาย และเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำธรรมะมาปฏิบัติ เพื่อสร้างสมดุลในชีวิตที่ยั่งยืน อาจารย์ ดร.กันตพร ช่วงชิด ได้บรรยายเกี่ยวกับ “การฝึกสติ” ตามความหมายสากล หรือ “การเจริญสติ” ในทางศาสนา หรือ “สติบำบัด” ในทางจิตวิทยานั้น มีความหมายคล้ายกัน คือการฝึกความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอเพื่อหยุดความคิดทางลบ ความคิดฟุ้งซ่าน และเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ซึ่ง “การฝึกสติ” ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการศาสนา คือ นำมาใช้ฝึกการรู้ตัวผ่านการกำหนดลมหายใจ หรือจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และจากการศึกษาเชิงจิตวิทยาของกรมสุขภาพจิต การเจริญสติ คือ การกำหนดอิริยาบถให้ทันปัจจุบันและรับรู้ความรู้สึกตามทวารต่างๆ อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาให้มากที่สุด ความรู้สึกของคนมีทางรู้อยู่ 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้กำหนดรู้ ไปตามจริงที่ใจรู้พร้อมกับกิริยาเคลื่อนไหวอื่นๆ ทำอะไรก็ให้มีสติกำหนดรู้ให้ทันปัจจุบันให้มากที่สุด ประโยชน์ของ “การฝึกสติ” มีดังนี้
1. มีความตระหนักรู้ในตนเองมากยิ่งขึ้น เราจะสามารถรับรู้ตัวเองได้ดีขึ้นว่าเรากำลังทำ อะไรอยู่ อยู่ในท่าทางแบบไหน มีพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่ มีการรับรู้ มีความคิด หรือเกิดความรู้สึกอย่างไรอยู่ เพราะเราได้ฝึกการรู้ตัวแล้วนั่นเอง
2. การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การหายใจของเราจะดีมากขึ้น หายใจเข้า เต็มปอด เมื่อหายใจดีขึ้น ออกซิเจนก็ไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองทำงานดีขึ้นไปด้วย ความจำ ความคิด ก็จะดีขึ้นไปด้วย
3. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์เหมาะสมกับวัย ทำให้เรารู้ตัวอยู่เสมอว่าเราคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เมื่อมีความคิดทางลบ อารมณ์ทางลบก็สามารถจัดการได้ทัน
4. มีการยืดหยุ่นทางความคิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องร้ายหรือดี ย่อมมีวันหายไป ไม่มีใครที่ซวยตลอดเวลา และไม่มีใครที่โชคดีตลอดชีวิต ดังนั้นจึงทำให้เรามีความคิดที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายมากขึ้น
5. มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ทำให้เราใส่ใจ และเห็นอกเห็นใจ มีความเมตตาต่อคนและ สิ่งมีชีวิตรอบตัว และให้เห็นคุณค่ากับสรรพสิ่งรอบตัวมากขึ้น เพราะการฝึกสติทำให้เราได้ตระหนักรู้ว่าทุกสิ่ง มีตัวตน มีคุณค่า และมีความรู้สึก จึงทำให้เราเกิดทัศนคติในเชิงบวกต่อโลก และมีความ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” มากยิ่งขึ้น
6. มีการตัดสินใจที่เหมาะสมมากขึ้น เมื่อเราเกิดปัญหา จะทำให้เรามองเห็นปัญหาได้รอบด้านมากขึ้น จึงทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา หรือตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
7. ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าทางลบ เมื่อได้ฝึกการรู้ตัว การอยู่กับปัจจุบัน ทำให้มีสติ และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และสามารถยับยั้งชั่งใจไม่พาตนเองไปสู่ทางที่เสี่ยงได้
นอกจากนี้ อาจารย์ ดร.กันตพร ช่วงชิด ให้ดูวีดิทัศน์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับบุคลากรคณะเศรษฐศาสตร์ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีสติตลอดเวลา อีกทั้งยังส่งผล ให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และได้แนะนำเกี่ยวการเจริญสติภาวนา และให้บุคลากรฝึกปฏิบัติ ในการนั่งสมาธิ โดยเราสามารถฝึกสมาธิง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
1.ฝึกหยุดความคิดด้วยการตามรู้ลมหายใจ
คือการฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ลักษณะเหมือนกับที่เราเอาหลังมือรองลมหายใจ แต่ที่ปลายจมูกจะมีประสาทรับรู้ความรู้สึกน้อยกว่าและเบากว่ามาก จะรับรู้ได้จึงต้องหยุดความคิดทั้งมวล
เริ่มแรก ให้ลองหลับตา แล้วหายใจเข้าออกยาวสัก 4-5 รอบ มุ่งความสนใจไปรับรู้ลมหายใจ
ที่ปลายจมูก เมื่อหาพบแล้วให้สังเกตว่าความรู้สึกข้างไหนชัดกว่า แล้วสังเกตลมหายใจข้างที่ชัดกว่านั้น
เพียงข้างเดียวไปเรื่อยๆ ด้วยการหายใจตามปกติ โดยไม่ต้องนับหรือใช้ถ้อยคําใดขั้น
2.ฝึกจัดการความคิดที่เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้จิตสงบ
เมื่อเริ่มรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกขณะหลับตาได้แล้ว เราจะพบว่าความคิดหยุดลง
ได้เพียงชั่วคราวแล้วจะกลับมาอีก เพราะคนเรามีสิ่งสะสมอยู่ในจิตใต้สํานึกมากมาย ดังนั้นขั้นต่อไปจึงเป็นการฝึกลมหายใจอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจเสียงและสิ่งรบกวนจากภายนอก
วิธีการ ถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็ขอแค่รู้ตัวแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจใหม่ ด้วยการหายใจเข้าออกยาวสัก 2 ครั้ง แล้วเฝ้าดูลมหายใจต่อเหมือนเดิมให้ได้สัก 3-4 นาที การผุดความคิดขึ้นเป็นระยะเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงเริ่มแรก แต่สิ่งที่เราทําได้คือไม่คิดตามเมื่อรู้ตัวว่ามีความคิดเกิดขึ้น ฝึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะสามารถปล่อยความคิดในจิตใต้สํานึกออกไปจนเบาบางลงและทําให้เรารู้ลมหายใจต่อเนื่องมากขึ้น
3.ฝึกจัดการกับความง่วงจนจิตสงบและผ่อนคลาย
สมาธิจะแน่วแน่ต้องจัดการกับความง่วง เพราะเมื่อมีสมาธิแล้วก็ควรนั่งสมาธิให้ได้อย่างน้อย 8-10 นาที แต่เมื่อความง่วงเข้ามาแทรก เราสามารถแก้ด้วยการยืดตัวตรง หายใจเข้าออกลึกๆ สัก 4-5 ลมหายใจ หรือจินตนาการเป็นหลอดไฟที่สว่างจ้าสักพักแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจให้ต่อเนื่อง หากง่วงจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นยืน เดิน ดื่มน้ำ ล้างหน้าแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อได้
การสรุปผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ
หัวข้อ “ธรรมะกับสุขภาพกายและใจ” ดังนี้
1. การประยุกต์ใช้ธรรมะการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
โดยวิทยากรได้แนะนำว่าควรมีการฝึกสติและสมาธิเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน โดยการนั่งสมาธิวันละ 10-30 นาที จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเรา ดังนี้
- เราสามารถควบคุมการทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น
- สมองส่วนต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในมุมมองต่อโลกและการดำเนินชีวิต
- เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
- ตระหนักรู้ตัวเองและสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
- ควบคุมความกลัวได้ดี ทำให้มีความกล้ามากขึ้น
- มีคุณธรรม มีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น
สรุปคือ การพัฒนาจิตโดยการฝึกสติและสมาธิส่งผลต่อสมองโดยตรง จะช่วยให้สมอง
ส่วนหน้าพัฒนามากขึ้น และแม้ว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองส่วนนี้ก็ยังสามารถพัฒนา
ให้ทำงานดีขึ้นได้ สามารถส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปด้วย
2. ทำอย่างไรให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างมีความสุข
- เมื่อเรามีการฝึกสติและสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราสามารถจัดการ
กับความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้ และสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับ
การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างมีความสุข
3. การจัดการความรู้สึกไม่พอใจในที่ทำงาน
- อารมณ์เครียด อารมณ์แปรปรวน อารมณ์ทุกข์ อารมณ์ไม่พอใจ รวมถึงการขาดสมาธิในการทำงาน ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่คนทำงาน เพราะมีการแข่งขัน
มีความจำทน ซึ่งต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และการต้องพบปะทำงานกับผู้คนหลากหลาย และบ่อยครั้งเมื่อประสบปัญหาแล้วก็จับต้นชนปลายไม่ถูก นำมาซึ่งความเครียดความหงดุหงิด แต่สิ่งเหล่านี้ จะไม่สามารถทำอะไรจิตใจเราได้เลย หากเรามีสติและสมาธิ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีฝึกสติสมาธิเพื่อควบคุมอารมณ์และ
การทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4. เมื่อมีสติจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
- สติทำให้เรารู้ตัวเรา สติเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คนวัยทำงานนั้นเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นมากขึ้น หากยิ่งมีตำแหน่งเป็น
หัวหน้างานด้วยแล้ว การฝึกสติสมาธิจะทำให้เราเข้าใจตนเองได้มากขึ้น เช่น
รู้ว่าจิตใจเรากําลังขุ่นมัว รู้ว่าตัวเองกําลังทุกข์ เมื่อรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้
ก็จะช่วยให้เรามองทุกปัญหาในเชิงบวกมากขึ้น เป็นต้น
- สติทำให้รู้ทันการเปลี่ยนแปลง ทุกปัญหาในชีวิตการงานล้วนมาจากรากเดียวกันคือ เมื่อเราพยายามจัดความจริงให้เป็นไปตามใจเรา เช่น อยากให้เพื่อนร่วมงานพูดจาดีกว่านี้ หรืออยากได้เงินเดือนมากกว่านี้ ฯลฯ ทุกความคาดหวังย่อมพาไปพบกับความผิดหวังได้ แต่หากเราจัดการตนเองให้เข้ากับความเป็นจริงได้อย่างมีสติ เรารู้เท่าทันจิตใจของเราในทุกวัน เราก็จะรู้จักปล่อยวางและยอมรับที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างกลมกลืนสอดคล้อง จิตใจเราก็จะสงบ ไม่เรียกร้องและไม่อึดอัด
5. ความเชื่อทางศาสนากับวิถีการดำเนินชีวิต “การกระทำความชั่ว จะเป็นบาป”
- กล่าวคือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” เพราะกรรมคือการกระทำเป็นเหตุที่จะทำให้
เกิดผลต่างๆ ขึ้นมา ถ้าทำดีผลก็คือความสุขความเจริญก็จะตามมา ถ้าทำชั่วทำบาปทำกรรมผลก็คือความทุกข์ ความเสื่อมเสียก็จะตามมา เป็นหลักตายตัว
- ตามหลักพระพุทธศาสนา การรักษาศีล ๕ ถือว่าเป็นวิธีการทำบุญอย่างหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่คนเรามีความตั้งใจงดเว้นจากความชั่ว ตั้งใจจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น ย่อมจะเกิดจิตสำนึกแห่งความดีงาม เกิดความเมตตาขึ้นภายในใจ เป็นการชำระจิตใจ
ให้สะอาด เพราะปกติคนเราจะพูด จะคิด หรือจะกระทำอะไร ย่อมมีเจตนาภายใน
อยู่แล้ว ดังนั้นการตั้งใจว่าจะไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อนทั้งกาย วาจา และสติปัญญา จึงถือว่าเป็นการรักษาศีล
สรุปผลการประเมินโครงการ
มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 40 คน แต่มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 29 คน วิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้
1. ข้อมูลทั่วไป
ประเภทสายงาน
2. ระดับความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรม
โดยใช้มาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ของลิเคอร์ท 5 ระดับ ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณนำมาหาค่าเฉลี่ยและค่าสูงสุด-ต่ำสุด โดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยที่ได้กับช่วงของข้อมูล ดังต่อไปนี้
คะแนนเฉลี่ย ความหมาย
1.00 – 1.80 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ น้อยที่สุด
1.81 – 2.60 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ น้อย
2.61 – 3.40 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ ปานกลาง
3.41 - 4.20 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก
4.21 – 5.00 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด
จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 29 คน