Post date: Apr 9, 2012 9:13:15 AM
*มะเร็ง ทุกคนรู้จักคำนี้ แต่ไม่อยากมีคำนี้มาทักทายในชีวิตเราหรือแม้แต่คนที่เรารัก
เซลล์ร่างกายมีการเกิดขึ้น คงอยู่ และเสื่อมสลายไปตามระยะเวลา หากการเกิด กับการเสื่อมของเซลล์เท่าๆกัน ก็ไม่มีปัญหาเป็นการคงสภาพร่างกายตามหน้าที่ไว้
แต่ถ้าหากมีอัตราการเกิดขึ้น แบ่งตัว คงอยู่นานกว่าการเสื่อมสลาย จะเกิดการ "เกิน" ของเซลล์ตามสภาพธรรมชาติร่างกาย
หลายครั้งการมี "เกิน" ก็อาจเป็นที่ต้องการ แต่สำหรับร่างกายของมนุษย์แล้ว สิ่งใดเกินก็จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจมาก หรือน้อยกว่าปกติ ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่มีการเกินนั้นเกิดขึ้น
ไม่ว่าสาเหตุของการเกินดังกล่าวจะมีได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเชื้อโรค พฤติกรรมการบริโภค หรือเป็นมรดกทางพันธุกรรม ผลของมันไม่ต่างกัน ซึ่งการพยากรณ์โรคและการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบันกับแผนโบราณก็มีมุมมองต่างกันไป
แม้ว่าการรักษาทางด้านร่างกายจะมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นแนวไหน แต่ปฏิกิริยาทางจิตใจต่อสิ่งเกินดังกล่าว ก็ส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตของเจ้าของร่างกายและคนรอบข้างได้อย่างไม่ควรมองข้าม
-ระยะสงสัยได้ข่าว : ตั้งแต่มีคำว่า มะเร็งในพจนานุกรม ในสารระบบโรคทางการแพทย์ ในสื่อและการรับรู้ของคนในสังคม และที่สำคัญในร่างกายของคนใกล้ชิด มันอาจทำให้บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า "แล้วเราล่ะ จะเป็นมะเร็งไหม"
ปฏิกิริยาต่อความสงสัยนี้ หากเป็นในระดับพอเหมาะ ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมการเฝ้าระวังตามปัจจัยเสี่ยงที่ได้ข้อมูลมา
-ปฏิกิริยาน้อย : มองข้ามไป คิดว่ามันคงไม่เกิดกับเรา เพราะ.... ต่างๆนาๆ ไม่สนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ยังคงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ว่าจะพักผ่อนน้อย ใช้สารเสพติด
-ปฏิกิริยามาก : ความกังวลแผ่ไปทุกๆช่วงความคิด วนซ้ำๆ เป็นห่วง บางท่านไปตรวจร่างกาย เมื่อมีอาการผิดปกติที่ ตนเองสงสัยว่า จะเป็นสัญญาณเริ่มของมะเร็งหรือไม่ อาจถึงขนาดนอนไม่หลับ กลัวสิ่งสกปรก ย้ำคิดย้ำทำ มีความเคร่งครัดจนตึงในการใช้ชีวิตบนความระแวดระวังเกินพอดี อาจทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นเปลี่ยนไป หากคิดวนมากๆจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้
-ตรวจพบ ปฏิกิริยาคนไข้ข่าวร้าย : หากมีการตรวจพบเจอตัวอย่างเนื้อเยื่อ หรือเลือดว่าอาจเสี่ยงเป็นมะเร็ง ปฏิกิริยาที่อาจเกิดได้ มีดังนี้
.ช๊อคตกใจ ภาวะนิ่งชะงักเมื่อได้รับข่าวร้าย
.ปฏิเสธ จิตใจยังไม่สามารถยอมรับข้อมูลที่เป็นสิ่งคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตได้ มีการปฏิเสธ รูปแบบพฤติกรรมอาจเป็น ขอตรวจซ้ำ เปลี่ยนที่ตรวจ หรือเพิกเฉยเสมือนไม่เคยรับรู้ข้อมูลนี้เลย
.โกรธ แปรรูปมาจากความคิดว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน" "ทำไมไม่เป็นคนอื่น" และอาจระเบิดอารมณ์ผิดหวังนี้ต่อคนใกล้ตัว คนแจ้งข่าว บุคลากรที่รักษา หรือแม้แต่โกรธตัวเอง
.ต่อรอง คิดบนพื้นฐานความเชื่อว่า สิ่งร้ายที่จะมา อาจไม่ร้ายอย่างที่คิด อาจมีทางบรรเทาหรือรักษาให้หาย หลายท่านไปหันไปหาการรักษาแผนต่างๆนอกเหนือจากการรักษาแผนปัจจุบัน ผู้เป็นโรคอาจเกิดหรือสร้างความหวังเกินจริงจากการรักษาได้
.เศร้า เมื่อข่าวร้ายยังคงอยู่ รู้สึกหมดหวังในการต่อสู้ต่อรอง ปฏิเสธทางช่วยเหลือที่คนอื่นเสนอเพราะไ่ม่เห็นทางออกที่ดีเลยในโรคที่เป็น คิดโทษตัวเองว่า "สมัยนั้น เราไม่น่า....เลย จึงต้องเป็นแบบนี้"
.ทดสอบ เริ่มลุกตนเองออกมาจากจุดที่ต่ำที่สุดในระยะเศร้าออกมาปรับตัวกับชีวิต กับงาน ด้วยมุมมองใหม่ ความหวังใหม่ที่เป็นจริงมากขึ้น
.ยอมรับ จิตใจพร้อมจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป แม้รู้ว่าจะสั้น และอาจช่วยผู้อื่นให้ยอมรับในการป่วย และตายที่ทุกคนไม่สามารถเลี่ยงไปได้ มีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเองอย่างเต็มที่
* ขอบพระคุณภาพจาิกอินเตอร์เน็ต
-ปฏิกิริยาญาติข่าวร้าย : คนที่รักอาจมีปฏิกิริยาทางจิตใจได้ทุกประเภทข้างต้นแต่ในความรุนแรงที่อาจน้อยกว่า บทบาทหลายคนต้องแปรตามระยะอาการของผู้ป่วย แต่ที่น่าสนใจพิเศษคือ
*คอยพูดว่า "อย่าคิดมาก เดี๋ยวจะดีขึ้นเอง" หรือโกรธตอบโต้ กล่าวโทษผู้ป่วยเองที่ส่งอารมณ์โกรธมาให้โดยไม่ทราบว่าเป็นระยะปฏิกิริยาต่อข่าวร้าย หรือให้ความหวังปลอบมากเกินไปจนเกิดความเชื่อผิดๆในการรักษาหรือการไม่รักษาใดๆ คอยกั้นไม่ให้ผู้ป่วยได้มีการเรียนรู้ปรับตัวทดลองใช้ชีวิตตามที่ตนเองพิจารณาแล้วว่ายอมรับได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ภูมิใจในตนเอง หยุดอยู่บางระยะไม่สามารถก้าวพ้นปรับตัวให้ข่าวร้ายที่เป็นส่วนใหม่ของชีวิต เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการเติบโตได้
*สิ่งที่ควรทำคือ อยู่ด้วย รับฟังอย่างตั้งใจ ให้เวลาในการปรับตัว ประัคับประคอง คอยป้องกันการพยามหาทางรักษาที่อันตรายต่อตนเอง ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ผู้ป่วยมีและพยามแสวงหาออกมา
-ปัจจัยที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน
ความเครียด กังวล นอนไม่หลับ และยาเสพติดไม่ว่าจะเป็น เหล้า บุหรี่ หรือสารกล่อมประสาทให้ลืมความเศร้าความเครียด สร้างความสนุกอย่างฉาบฉวย มีผลต่อความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับเนื้อเยีื่อที่เจริญมากผิดปกติ
หลายงานวิจัยพบว่า ความผ่อนคลาย จิตใจที่มีสมาธิ ไม่คิดกังวลฟุ้งซ่าน ทำให้คลื่นสมองสงบ ร่างกายหลังสารที่เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายออกมา ต่อสู้ ระงับยับยั้งการเติบโตของเนื้อเยื่อร้ายเหล่านี้ได้ หรือหากไม่สามารถสู้ได้แล้ว ผู้ป่วยก็สามารถอยู่ได้ด้วยจิตใจที่เป็นทุกข์น้อยลง
สัญญาณอันตรายของโรคซึมเศร้า
*หมวดหลัก * มีอาการเบื่อทุกสิ่ง ที่อาจเคยชื่นชอบมาก่อน และ/หรือ อารมณ์เศร้าทั้งวันทุกๆวันต่อเนื่องอย่างน้อย 2สัปดาห์
*หมวดรอง*
-การกินผิดปกติ ส่วนมากจะกินไม่ได้อย่างเคย ส่วนน้อยคือกินมากเกินไป
-น้ำหนักตัวลด ตั้งแ่ต่ 5% ใน 1 เดือน
-สมาธิความจำ ไม่นิ่ง นึกสิ่งต่างๆยากกว่าปกติ ตั้งใจทำงานสำเร็จได้ยากขึ้น กระวนกระวายใจ
-การนอนผิดปกติ ส่วนมากจะนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกแล้วไม่หลับอีก ส่วนน้อยคือรู้สึกหมดแรงทั้งที่นอนมาแล้วมากกว่า 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
-การเคลื่อนไหว ส่วนมากมีอาการเคลื่อนไหวได้ช้า ทำกิจการงาน หรือกิจวัตรใช้เวลามากหรืออาจไม่สมบูรณ์ ส่วนน้อย มีอาการกระสับกระส่าย อยู่นิ่งไม่ได้ ไม่มีความสุขทุรนทุรายหาทางผ่อนคลายต่างๆ
-มีความคิดมองในแง่ร้าย ต่อ ตนเอง โลกรอบข้าง และอนาคต โทษตนเองมองไม่เห็นทางออกความหวัง
-คิดอยากตาย
-หากเศร้าหนักๆ อาจมีสัมผัสพิเศษหรือหลอนได้ เช่น เสียงแว่วคนมาด่าว่าตำหนิ หรือรู้สึกว่าคนอื่นคิดร้ายกับตนเอง
หากพบว่ามีอย่างน้อย 1 อาการจาก หมวดหลัก และ 5 อาการจากหมวดรอง ควรปรึกษาจิตแพทย์
โรคซึมเศร้า ไม่ใช่เพียงภาวะเศร้าตามสถานการณ์เท่านั้น แต่เป็นภาวะที่แสดงถึงความผิดปกติของสารเคมีในสมอง จำเป็นต้องได้รับยารักษา ให้อาการคงที่อย่างน้อย 6 เดือน - 2 ปี
การมีสภาวะจิตใจที่ดี อาจไม่ได้ทำให้มะเร็งหายไป แต่การมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เป็นทุกข์อยู่พร้อมกับมะเร็งนั้น อย่างไรก็ทำให้มนุษย์ไม่ได้ใช้ศักยภาพของทุกนาทีที่เหลือของชีวิตอย่างเต็มที่ เพื่อหาความหมาย ความสงบ และมุมมองอย่างเติบโตของชีวิต เพราะโอกาสในการมีชีวิต เป็นของเราแล้วควรใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ บางที การได้เป็นมะเร็ง อาจทำให้เราและคนที่รักมีเวลาได้เตรียมตัว เตรียมใจ เติบโตทางจิตวิญญาณ ก่อนที่จะดับสลายไป ดีกว่าการจากไปอย่างไม่เคยมีสัญญาณเตือนเรามาก่อนอีกเลย ก็เป็นได้ ขอให้ทุกท่านที่ป่วยอยู่ หรือเป็นญาติผู้ป่วยที่รักได้ใช้วิกฤติเป็นโอกาสกันนะครับ