การปรับและเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ
การปรับและเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการจะเกิดขึ้นเมื่อดุลยภาพตลาดเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์หรือความต้องการซื้อของผู้บริโภค หากสินค้าและบริการใดได้รับความนิยม จากผู้บริโภคมาก ก็จะมีความต้องการซื้อมากขึ้น ทําให้ราคาดุลยภาพของสินค้าและบริการชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานหรือความต้องการขาย โดยหากสินค้าและบริการ ชนิดใดมีราคาสูงขึ้นจะทําให้ปริมาณดุลยภาพของสินค้าและบริการชนิดนั้นลดลง ดังนั้นหลักการปรับและเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านดุลยภาพระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หากราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อขายสูงกว่าราคาดุลยภาพทําให้เกิดอุปทานส่วนเกิน สินค้าล้นตลาด ผู้ขายมักปรับราคาให้ต่ําลง หากราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อขายต่ํากว่าราคาดุลยภาพทําให้เกิดอุปสงค์ ส่วนเกิน สินค้าขาดตลาด ผู้ขายมักปรับราคาให้สูงขึ้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์
การที่ผู้บริโภคจะทำการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในขณะใดขณะหนึ่งเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ราคาสินค้าและบริการ(ตามกฎของอุปสงค์)
2. รายได้ของผู้บริโภค
3. รสนิยมของผู้บริโภค
4. สมัยนิยม
5. การโฆษณาและเทคนิคการตลาด
6. ราคาสินค้าหรือบริการอื่นๆที่ต้องใช้ร่วมกันหรือแทนกันได้
7. การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาของผู้บริโภค
8. การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาของผู้บริโภค
9. พฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น ฤดูกาล การศึกษา
10. ภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นๆ
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปทาน
การที่ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. ราคาสินค้าและบริการในขณะนั้นๆ (กฎของอุปทาน)
2. ต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง (วัตถุดิบ)
3. เทคโนโลยีการผลิตที่นำมาใช้
4. ฤดูกาล
5. สภาวะของตลาดและภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น
6. การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาสินค้าและบริการของผู้ผลิต (การเกิดกำไร)
7. จำนวนผู้ผลิตที่เป็นคู่แข่ง (ราคาสินค้าและบริการชนิดเดียวกันที่มีการแข่งขันกัน)
ดุลยภาพ (Equilibrium)
กลไก ราคาทำงานโดยได้รับอิทธิพลจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่า ณ เวลาใด เวลาหนึ่ง ถ้าปริมาณความต้องการหรือปริมาณอุปสงค์ต่อสินค้าในตลาดมีมากเกินกว่าปริมาณ สินค้าที่ผู้ผลิตจะยินดีขายให้ ราคาสินค้าก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนของสินค้า แต่ถ้าปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตประสงค์จะขายให้ผู้บริโภค หรือปริมาณอุปทานของสินค้ามีมากกว่าปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคประสงค์จะซื้อ ราคาสินค้านั้นก็จะมีแนวโน้มลดต่ำลง เมื่อปริมาณอุปสงค์และปริมาณอุปทาน เท่ากัน ราคาสินค้าจึงจะอยู่นิ่ง หรือที่เรียกว่า มีเสถียรภาพไม่ปรับขึ้นลงอีก ยกเว้นว่า จะมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ตลาดต้องเปลี่ยนแปลงไป